10 บทเรียนแห่งชัยชนะของกองกำลังมุกอวิมัต (ปกป้องมาตุภูมิ) ในสงคราม 33 วัน

488
(มุมมองของเจ้าหน้าที่ระดับสูงพรรคอิควานมุสลิมอียิปต์ที่มีต่อฮิซบุลเลาะฮ์เลบานอน)

Mashreghnews / islamtimes – แม้ว่าระบอบการปกครองของชาติอาหรับจะมีการกล่าวหาต่างๆนานาต่อฮิซบุลเลาะฮ์เลบานอนและกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มปกป้องมาตุภูมิอิสลามในประเทศนี้ แต่องค์กรนี้ก็ไม่ใช่กลุ่มก่อการร้าย แต่เป็นขบวนการปกป้องมาตุภูมิของประชาชนที่อาสาปกป้องประเทศและปลดปล่อยเขตพื้นที่ยึดครองโดยไม่มีการอ่อนข้อใดๆต่อศัตรู

Abdul Moneim Aboul Fotouh หัวหน้าพรรคพลังชนอียิปต์ ได้เขียนบทความหนึ่งซึ่งได้ชี้ถึงเหตุการณ์ครบรอบสิบปีแห่งชัยชนะของฮิซบุลเลาะฮ์ในเลบานอนในการโจมตี 33 วันของอิสราเอลในเลบานอน  ด้วยการนำเสนอ 10 ประเด็นและบทเรียนที่น่าสนใจในเรื่องนี้

ก่อนหน้านี้เขาเป็นหนึ่งในบุคคลอาวุโสของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม และด้วยความขัดแย้งทางความคิดกับผู้นำพรรคในยุคสมัยของมุฮัมมัด มอร์ซีย์  จึงลาออกจากสมาชิกพรรค จากนั้นก็ได้เป็นผู้นำของการเคลื่อนไหวทางการเมืองใหม่ที่เป็นอิสระ  แม้ว่าเขาจะมีความขัดแย้งทางความคิดกับภราดรภาพมุสลิม แต่เขาก็ไม่สนับสนุนนโยบายของ อับดุลฟาตะห์ อัลซีซี  ประธานาธิบดีอียิปต์ และได้ยึดมั่นในนโยบายที่เป็นอิสระของตนเอง  สิ่งที่จะได้อ่านในบทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของมุมมองจากนักการเมืองอียิปต์ ที่มีต่อแกนหลักของกองกำลังมุกอวิมัต(ปกป้องมาตุภูมิ) ในระดับภูมิภาค

ประการแรก แม้ว่าระบอบการปกครองแห่งชาติอาหรับจะมีการกล่าวหาต่างๆนานาต่อฮิซบุลเลาะฮ์เลบานอนและกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มปกป้องมาตุภูมิอิสลามในประเทศนี้ แต่องค์กรนี้ไม่ใช่เป็นกลุ่มก่อการร้าย แต่เป็นขบวนการปกป้องมาตุภูมิของประชาชนที่อาสาปกป้องประเทศและปลดปล่อยเขตพื้นที่ยึดครองโดยไม่มีการอ่อนข้อใดๆต่อศัตรู

ฮิซบุลเลาะฮ์ไม่เคยลงนามข้อตกลงและเป็นประนีประนอมใดๆกับอิสราเอลเลย  และไม่ยอมรับการดำรงอยู่ของอิสราเอลในดินแดนปาเลสไตน์  และการไม่ประนีประนอมกับผู้ยึดครองเป็นตัวเลือกเชิงกลยุทธ์ที่ได้นำเสนอ  นอกจากนั้นฮิซบุลเลาะฮ์ยังไม่เคยเข้าสู่การเจรจาโดยตรงกับอิสราเอล  และเมื่อเร็ว ๆ นี้ฮิซบุลเลาะฮ์มีการตอบโต้ทางทหารทันทีหลังจากที่อิสราเอลได้ทำการรุกรานเลบานอน

ประการที่สอง ชัยชนะในครั้งนี้อันดับแรกเป็นหนี้บุญคุณของบรรดาชะฮีดแห่งกองกำลังมุกอวิมัต และทหารผ่านศึกและครอบครัวของพวกเขาที่ต้องทุกข์ทนในการจำพรากจากมิตรสหายที่รักและการถูกทำลายอาคารบ้านเรือน  ส่วนอันดับที่สองนั้น ชัยชนะครั้งนี้สำหรับประชาชนชาวเลบานอนทั้งหมดและประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งเลบานอน ซีเรีย ปาเลสไตน์และประเทศอื่น ๆ ที่บ้านของพวกเขาเปิดให้การต้อนรับการลี้ภัยของพี่น้องของพวกในภาคใต้ของเลบานอน  ซึ่งชัยชนะครั้งนี้เป็นผลมาจากความสามัคคีของทุกเผ่าพันธุ์และความกล้าหาญของกองกำลังมุกอวิมัต(ปกป้องมาตุภูมิ)

ประการที่สาม ครบรอบปีที่สิบแห่งชัยชนะของกลุ่มมุกอวิมัต ในท่ามกลางที่ประชาชาติอิสลามกำลังจมปลักอยู่ในสงครามกลางเมืองทั้งในซีเรีย อิรักและประเทศอาหรับอื่น ๆ  สงครามครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ของผู้ลี้ภัยและผู้อพยพที่ร้ายแรงที่สุดหลังจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง   ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อสงครามซีเรีย เมื่อดูจากสถิติจากสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศแล้วมีจำนวนกว่า 3แสนคน และกว่าสองล้านคนได้รับบาดเจ็บและสูญหายไป  4 ล้านคนต้องเป็นผู้ลี้ภัยและ 8 ล้านคนต้องพลัดถิ่น สงครามครั้งนี้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดเป็นภัยคุกคามสำหรับประชาชาติอิสลาม โดยที่ยอดผู้เสียชีวิตมีมากกว่า 20   เท่า จากเหตุการณ์ปี 1967 ที่เป็นภัยอันตรายต่อสังคมอิสลาม

ประการที่สี่ แน่นอนในเบื้องต้นช่วงเริ่มเกิดสงครามกลางเมืองในซีเรียและอิรักไม่ใช้หน้าที่รับผิดชอบของกลุ่มมุกอวิมัตเลบานอน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามในการทำสงครามเป็นฝ่ายที่ต่อต้านหลักมโนธรรมแห่งตน และประชาชาติอิสลามและประวัติศาสตร์ของพวกเขาจึงทำให้กลุ่มมุกอวิมัตต้องทำหน้าที่รับผิดชอบในการสู้รบกับศัตรู

ประการที่ห้า ในสงครามกลางเมือง และผลที่ตามาคือการเปลี่ยนแปลงในพันธมิตรสงคราม  ซึ่งความมุ่งมั่นของเราที่จะยึดมั่นในหลักจริยธรรมและพื้นฐานแห่งชาตินั้นจะเป็นวิธีเดียวที่สามารถจะรอดพ้น ดังนั้นไม่ว่าในกรณีใด ๆ และไม่ว่าภายใต้ข้ออ้างการยิงจรวดเข้าไปในพื้นที่พลเรือน การกักขังบริเวณทำให้ผู้คนต้องหิวโหย ทรมานนักโทษ การใช้วาทกรรมนิกาย การยั่วยุทางศาสนาและการสนับสนุนจากการแทรกแซงทางทหารจากต่างประเทศและฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับวิกฤติที่เกิดขึ้นนั้นก็ไม่อาจที่จะยอมรับได้ การก่ออาชญากรรมบางอย่างโดยฝ่ายหนึ่งนั้นไม่สามารถนำมาปรับใช้เป็นข้ออ้างในก่ออาชญากรรมที่คล้ายกันกับฝ่ายอื่น ๆได้

ประการที่หก การสนับสนุนกลุ่มมุกอวิมัตต่างๆในอาหรับรวมทั้งกลุ่มมุกอวิมัตในปาเลสไตน์และเลบานอนในการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากอิสราเอลนั้น  ทั้งวาน วันนี้และวันพรุ่งนี้ถือเป็นหน้าที่ภาคบังคับสำหรับประชาชาติอิสลาม ในบางครั้งสามารถประเมินผลว่า ความสำคัญของความสามัคคีและความมุ่งมั่นยังแนวรบภายในการครอบครองอาวุธย่อมมีความสำคัญกว่าการมีอาวุธ

หากวิธีการสงครามที่ผ่านมาของอิสราเอลกับเลบานอนมีการยิงจรวดเข้าไปในพื้นที่ทางตอนใต้ของพลเรือน  และเครื่องบินที่ดำเนินการโจมตีนั้นทำให้พวกเขาต้องย้ายและหลบหนีเขาไปสู่ภาคเหนือและภาคตะวันออกของประเทศ ดังนั้นการเตรียมความพร้อมของชาวภาคเหนือและตะวันออกของประเทศ ในการต้อนรับประชาชนทางตอนใต้ของเลบานอนนั้นถือเป็นเสาหลักและพื้นฐานการปกป้องประเทศเลบานอน ด้วยเหตุนี้ทุกการกระทำไม่ว่าการปฏิบัติการางทหารหรือทางการเมืองหรือการโฆษณาชวนเชื่อในเลบานอนและต่างประเทศ ไม่ว่าจะมาจากมิตรเพื่อนหรือศัตรูก็เป็นสิ่งที่คุกคามความปึกแผ่นภายใน และก่อให้เกิดการเข่นฆ่าและหลั่งเลือดของพลเมืองผู้บริสุทธิ์แทนที่จะก่ออันตรายต่อกลุ่มมุกอวิมัต

ประการที่เจ็ด ความอยุติธรรมใด ๆที่ก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองก็ไม่อาจระบุถึงหน้าที่รับชอบต่อสงคราม ทว่าเวลาของมันยืดยาวต่อไป ผู้ปกครองแบบเผด็จการและการตักฟีรีย์และการแทรกแซงทางทหารจากต่างประเทศจากมหาอำนาจโลกก็หาใช่วิธีการแก้วิกฤตินี้  การใช้กองกำลังทหารในแก้ปัญหานี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และถ้าเป็นไปได้ก็จะไม่สามารถแก้ไขที่รากเหง้าของวิกฤตได้  ทว่าในภาวะเงื่อนไขที่เหมาะสมมันสำหรับพวกเขาก็จะหยุดชะงักลง อีกทั้งจะทำให้เกิดความรุนแรงและความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้นอีกครั้งในอนาคตอันใกล้นี้

ประการที่แปด ในช่วงที่ได้รับประสบการณ์ในอียิปต์และในสาวะการณ์ที่ต่อเนื่องของประเทศเชื่อว่าการปกครองแบบเผด็จการและลัทธิล่าอาณานิคมนั้นคือสองโรค ซึ่งทั้งสองไม่สามารถที่จะเป็นโอสถหรือยาในการเยียวยาให้กับฝั่งตรงกันข้าม การปกครองแบบเผด็จไม่ว่าจะมีแรงบันดาลใจที่ดีหรือชั่วก็ไม่สามารถเอาชนะเหนือลัทธิล่าอาณานิคมได้ เพราะการปกครองแบบเผด็จการจะทำให้ประชาชนหันไปเป็นทาสของนักล่าอาณานิคม

เราเชื่อว่าการปฏิวัติอียิปต์บางอย่างถ้าประสบความสำเร็จ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะเป็นชาติหนึ่งที่ให้การสนับสนุนที่ใหญ่ที่สุดให้กับกองกำลังมุกอวิมัตแห่งชาติอาหรับต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมและระบอบการปกครองยิวไซออนิสต์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองกำลังมุกอวิมัตในเลบานอนและปาเลสไตน์ และสามารถขัดขวางจากการเข้าสู่กับดักของมหาอำนาจ และไม่อนุญาตให้ระบอบแบบเผด็จทำการปกครอง ซึ่งมันจะก่อความเสี่ยงให้กับประชาชนมากกว่าพันธมิตรของศัตรู

ประการที่เก้า เรายังเชื่อว่าการปฏิวัติในอียิปต์และก่อนการปฏิวัติในตูนิเซียและการเคลื่อนไหวที่ดีอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในความคิดเห็นของประชาชนอาหรับ เป็นความพยายามที่จะสร้างสะพานเชื่อมระหว่างประชาชาติและการประสบความสำเร็จโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอียิปต์นั้นจะเป็นเครื่องมือใหม่ในการสร้างภูมิภาคใหม่ให้เกิดขึ้น และด้วยกลไกที่มีอยู่จะสามารถส่งผลในระดับภูมิภาค  โดยชี้ให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะแสดงความเป็นเอกภาพ และเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคนี้เพื่อแก้ไขวิกฤติที่เกิดขึ้นและเป็นการฉีดวัคซีนป้องกันการ แทรกแซงระหว่างประเทศและต่างประเทศและเตรียมพร้อมเพื่อทำลายระบอบการปกครอง ชนเผ่าและนิกาย

ประการที่สิบ ไม่ว่าวิธีการแห่งภารกิจนี้จะยุ่งยากสักขนาดไหน แต่สิ่งนี้พวกเราทุกคนจะต้องมีความมุ่งมั่นเพื่อความสามัคคีของประชาชาติอิสลาม  เนื่องจากว่า การสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชาติอิสลามมันหมายถึงการสูญเสียของตนในประเทศ เพราะสงครามครั้งนี้จะทำให้ทุกฝ่ายต้องถูกกัดเซาะก่อให้เกิดการรุกรานในพื้นที่ด้วยบรรดานักล่าอานานิคมและจะก่อให้เกิดภัยพิบัติ(ฟิตนะห์)ระหว่างชีอะฮ์-ซุนนี  มุสลิม-คริสต์และอิสลาม-ฆราวาส

สำหรับประชาชาติอิสลามนั้นไม่มีอะไรที่จะสำคัญมากไปกว่าการสนับสนุนอุดมการณ์ชาวปาเลสไตน์และกองกำลังมุกอวิมัตต่อต้านอิสราเอล ดังนั้นเราควรจะเริ่มต้นตรงนี้  ถ้าหากเราไม่เริ่มต้นในการเคลื่อนไหวต่อต้านอิสราเอลแล้ว ระบอบการปกครองไซออนิสต์ก็จะเริ่มการสร้างการสังหารหมู่ภูมิภาคนี้ด้วยการใช้ประโยชน์เพื่อชัยชนะ และจะแพร่กระจายการครอบครองในทุกภาคส่วนของพวกเขาเพื่อขยายอิทธิพลของตนไปถึงแหล่งทรัพยากรน้ำจากแม่น้ำไนล์และอินเดียและกรีช จากนั้นเสริมสร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลและฝ่ายค้านต่าง ๆ แห่งชาติอาหรับ

ความยุติธรรมและศีลธรรมและการละทิ้งหลักเกณฑ์ร่วมเป็นขั้นตอนแรกสู่ความสามัคคีของประชาติอิสลาม  เราจะต้องไม่มองข้ามการสังหารโหดของศัตรูเรา และพอใจต่อการก่ออาชญากรรมของพันธมิตรของพวกเขา ไม่ควรละเลยว่าโลหิตของพี่น้องมุสลิมนั้นไร้ค่า เพราะวันหนึ่งจะมาถึงซึ่งชัยชนะในสงครามวันนั้นต้องการความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ผู้ที่แข็งแกร่งจะไม่คงอยู่กับเขาเสมอ และความอ่อนแอมักจะไม่ใช่ความอ่อนแอกับเขาเสมอไป