การปฏิวัติที่ยังมีชีวิต: ครบรอบการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน

การปฏิวัติเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่หากตั้งคำถามว่าการปฏิวัติใดที่ยังคงยืนหยัดและส่งอิทธิพลมาจนถึงทุกวันนี้ คำตอบหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน ภายใต้การนำของ อิมาม รูฮุลลอฮ์ โคมัยนี (รฎ.)

ทุกต้นเดือนกุมภาพันธ์ คือวาระครบรอบของการปฏิวัติอิสลามที่เกิดขึ้นในประเทศอิหร่าน การปฏิวัติครั้งนี้ไม่เพียงเป็นจุดสิ้นสุดของระบอบกษัตริย์ชาห์แห่งราชวงศ์ปาห์ลาวี ซึ่งปกครองประเทศมานานกว่าสี่ทศวรรษ หากยังเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างอิหร่านกับมหาอำนาจโลกผู้อหังการอย่างสหรัฐอเมริกา และระบอบยิวไซออนิสต์ ความขัดแย้งที่ดำรงอยู่และพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

iran1979

บริบทก่อนการปฏิวัติอิสลามอิหร่าน

ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับโลกตะวันตกมีรากฐานมาอย่างยาวนาน โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือการปฏิวัติอิสลามในปี พ.ศ. 2522 ซึ่งทำให้อิหร่านกลายเป็นรัฐอิสลาม และยืนหยัดในแนวคิดต่อต้านมหาอำนาจโลกผู้อหังการและระบอบยิวไซออนิสต์อย่างชัดเจน

ในช่วงเวลานั้น ชาวอิหร่านนับล้านคนออกมารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองการสิ้นสุดของระบอบราชวงศ์ปาห์ลาวี ซึ่งมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับโลกตะวันตก พร้อมกับแสดงความยินดีที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่การปกครองในระบอบสาธารณรัฐอิสลาม โดยมีประธานาธิบดีเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร ขณะที่อำนาจสูงสุดของรัฐอยู่ในตำแหน่งผู้นำสูงสุด ซึ่งตกอยู่กับอยาตุลลอฮ์ รูฮุลลอฮ์ โคมัยนี ผู้นำการปฏิวัติโค่นล้มกษัตริย์ชาห์

ก่อนการโค่นล้มชาห์ สหรัฐอเมริกาและราชวงศ์ปาห์ลาวีมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ภายใต้บริบทของสงครามเย็น ซึ่งอดีตสหภาพโซเวียตกำลังขยายอิทธิพลเข้าสู่ตะวันออกกลาง สหรัฐฯ มองว่าอิหร่านคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการสกัดกั้นลัทธิคอมมิวนิสต์ จึงให้การสนับสนุนราชวงศ์ปาห์ลาวีอย่างต่อเนื่อง และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้กษัตริย์ชาห์กลับคืนสู่อำนาจ หลังจากเคยต้องลี้ภัยออกนอกประเทศจากปัญหาภายใน

อย่างไรก็ตาม ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากไม่พอใจต่อบทบาทของชาห์ และมองว่าเขาเป็นเพียงเครื่องมือของสหรัฐฯ ในการขยายอิทธิพลและครอบงำประเทศ ขณะเดียวกัน อยาตุลลอฮ์ รูฮุลลอฮ์ โคมัยนี ก็เริ่มเคลื่อนไหวต่อต้านระบอบกษัตริย์อย่างเป็นระบบ พร้อมกับผลักดันแนวคิดการสถาปนารัฐอิสลาม จนนำไปสู่ความสำเร็จในการโค่นล้มราชวงศ์ปาห์ลาวีในที่สุด

An Iranian boy, fist raised in symbolic defiance, heads a huge crowd of Ayatollah Khomeini supporters across Tehran in an anti-Shah demonstration estimated at over a million strong, Dec. 10, 1978. Behind him demonstrators carry a banner reading: "Everyone has the right to take part in the government of his own country," and behind another reads: "We will destroy Yankee power in Iran." (AP Photo)

วิกฤตสถานทูต และการแตกหักกับสหรัฐอเมริกา

หลังการปฏิวัติผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน กลุ่มนักเรียนและนักศึกษาชาวอิหร่านหลายพันคนได้บุกเข้ายึดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน จากความโกรธแค้นที่สหรัฐฯ มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับกษัตริย์ชาห์ ภายในสถานทูตในขณะนั้นมีชาวอเมริกัน 66 คน ซึ่งถูกจับเป็นตัวประกันยาวนานถึง 444 วัน

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความแตกหักระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นศัตรูเชิงโครงสร้างที่กำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมาจนถึงปัจจุบัน

แม้ในปี พ.ศ. 2532 อิมามโคมัยนีจะถึงแก่อสัญกรรม แต่การนำของสาธารณรัฐอิสลามยังคงดำเนินต่อไปภายใต้ อยาตุลลอฮ์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี และอำนาจของอิหร่านในเวทีโลกยิ่งทวีความชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงที่มาตรการคว่ำบาตรถูกผ่อนคลาย อิหร่านกลายเป็นประเทศที่นานาชาติต่างให้ความสนใจในการสร้างความสัมพันธ์และลงนามข้อตกลงด้านต่างๆ ผู้นำจากหลายสิบประเทศเดินทางเยือนอิหร่านอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเทศไทยด้วย

1979_Demonstrations_Posters_Khomeini_Mosaddegh_Takhti

ปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จของการปฏิวัติอิสลามในมุมมองของอิมามโคมัยนี

คำถามสำคัญที่ควรถามเมื่อพูดถึงการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านคือ อะไรคือปัจจัยที่ทำให้การปฏิวัติครั้งนี้ไม่เพียงประสบความสำเร็จในเชิงการโค่นล้มอำนาจเดิม แต่ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางแรงกดดันจากมหาอำนาจโลกมาจนถึงทุกวันนี้

ในทัศนะของ อิมาม รูฮุลลอฮ์ โคมัยนี (รฎ.) คำตอบของคำถามนี้ไม่ได้อยู่ที่อาวุธ กำลังทหาร หรือกลยุทธ์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่รากฐานทางความคิดและศรัทธา ซึ่งสามารถสรุปเป็นปัจจัยสำคัญบางประการได้ดังนี้

1. การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน คือการปฏิวัติเพื่ออัลลอฮ์ (ซบ.)

ปัจจัยแรกและเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านได้รับชัยชนะ ในทัศนะของอิมามโคมัยนี (รฎ.) คือ การลุกขึ้นต่อสู้เพื่อพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว และเพื่อความพึงพอพระทัยของพระองค์เท่านั้น

อิมามโคมัยนี (รฎ.) ได้ประกาศหลักการนี้อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นการเคลื่อนไหวของท่านในวาระต่างๆ และยึดมั่นในหลักการดังกล่าวอย่างไม่สั่นคลอนตลอดเส้นทางการปฏิวัติ

ท่านได้อรรถาธิบายโองการที่อัลกุรอานได้กล่าวไว้ว่า “จงกล่าวเถิด มุฮัมมัด ฉันขอเตือนพวกท่านเพียงข้อเดียวว่า พวกท่านจงยืนขึ้นเพื่ออัลลอฮ์ (ครั้งละ) สองคน และคนเดียว” (ซูเราะฮ์สะบะอ์ โองการที่ 46)

โดยอิมามโคมัยนี (รฎ.) อธิบายว่า ศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซบ.) ได้ยืนหยัดต่อสู้จนหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งดุนยา ก็เพราะการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อพระองค์เพียงองค์เดียว ศาสดามูซา (อ.) ผู้ซึ่งอัลลอฮ์ทรงตรัสกับท่านโดยตรง สามารถโค่นล้มฟาโรห์ด้วยไม้เท้าเพียงอันเดียว ก็เนื่องจากการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อพระองค์เพียงองค์เดียวเช่นกัน และศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ศาสดาองค์สุดท้าย ผู้ลุกขึ้นต่อสู้กับความป่าเถื่อนในยุคนั้น ด้วยการป่าวประกาศถึงความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ (ซบ.) ก็ล้วนเป็นการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อพระองค์เพียงองค์เดียวทั้งสิ้น

อิมามโคมัยนี (รฎ.) เองก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่ได้น้อมรับพระบัญชาของพระองค์ และปฏิบัติตามแบบฉบับของบรรดาศาสดาทั้งมวล ในการยืนหยัดต่อสู้กับผู้ปกครองทรราช เพื่อพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว

ในช่วงเวลานั้น กษัตริย์ชาห์แห่งอิหร่านได้เริ่มทำลายรากฐานของอิสลามอย่างเปิดเผย ขณะเดียวกันบรรดาศัตรูของอิสลาม ทั้งสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ก็เข้ามามีอำนาจและอิทธิพลอย่างกว้างขวางภายในประเทศอิหร่าน อิมามโคมัยนี (รฎ.) จึงลุกขึ้นต่อสู้กับกษัตริย์ชาห์แห่งอิหร่าน ตามพระบัญชาของอัลลอฮ์ (ซบ.)

การลุกขึ้นต่อสู้ของท่าน มิได้มีเป้าหมายเพื่ออำนาจ ทรัพย์สินเงินทอง หรือยศศักดิ์ตำแหน่งใดๆ แต่เป็นการต่อสู้เพื่อความพึงพอพระทัยของพระองค์เท่านั้น

ตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้ คือเหตุการณ์หนึ่งหลังจากที่การปฏิวัติได้รับชัยชนะ เมื่อกษัตริย์ชาห์ถูกขับไล่ออกจากอิหร่าน อิมามโคมัยนี (รฎ.) ได้รับเชิญให้ไปพำนักในวังอันโอ่อ่าของกษัตริย์ชาห์ ในฐานะประมุขสูงสุดของประเทศ แต่ท่านปฏิเสธคำเชิญนั้น และเลือกใช้ชีวิตอย่างสมถะในบ้านหลังเล็กๆ ใกล้สถานที่ปฏิบัติศาสนกิจ จนกระทั่งท่านจากโลกนี้ไป

2014-04-01-iranian-revolution

2. การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน คือการปฏิวัติแห่งศรัทธา

อิมามโคมัยนี (รฎ.) ได้กล่าวว่า

“ปัจจัยที่นำสู่ชัยชนะ คือความศรัทธาที่มั่นคง ความศรัทธานี้ได้นำมาซึ่งความเป็นหนึ่งเดียวกันของประชาชาติอิหร่าน ประชาชาติอิหร่านทุกคนได้ปรารถนาในสิ่งเดียวกัน ป่าวประกาศไปในทิศทางเดียวกัน รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวกัน และกู่ก้องตะโกนวาทกรรมด้วยเสียงอันดังพร้อมกันว่า ‘สาธารณรัฐอิสลาม’ คือสิ่งที่เราปรารถนา”

ประชาชาติอิหร่านทั้งหมดมองเห็นการเป็นชะฮาดัต หรือการพลีชีพในหนทางของพระองค์ ว่าเป็นความสำเร็จอันรุ่งโรจน์ พวกเขาหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งดุนยา ต่อสู้กับรถถัง กับระเบิดนานาชนิด และท้ายที่สุดก็สามารถมีชัยเหนือพลทหารของมารและฏอฆูตได้

อิมามโคมัยนี (รฎ.) ยังกล่าวย้ำว่า

“จงรักษาความศรัทธานี้ไว้ให้มั่น จงรักษาการปฏิวัตินี้ไว้ให้ได้ จงรักษาวาทกรรมอันยิ่งใหญ่นี้ไว้ ความศรัทธาเท่านั้นที่จะทำให้รัฐแห่งนี้มีชีวิตชีวาตลอดไป การเปลี่ยนแปลงที่ได้เกิดขึ้นที่นี่ การปฏิวัติตัวตนของมวลมุสลิมที่ได้ก่อตัวขึ้นที่นี่ คือปัจจัยที่นำสู่ชัยชนะของการปฏิวัติอิสลาม”

Iranian_revolution_in_Rasht

3. การปฏิวัติในฐานะการยืนหยัดต่อสู้กับความอธรรม

การลุกขึ้นต่อสู้กับผู้กดขี่และผู้บ่อนทำลาย คืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นำชัยชนะมาสู่การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน อิมามโคมัยนี (รฎ.) และประชาชาติอิหร่านได้ยึดมั่นในบทบัญญัติหนึ่งของอัลกุรอาน ที่พระองค์ทรงมีพระบัญชาว่า

“และพวกท่านอย่าเห็นชอบไปกับบรรดาผู้อธรรม ไฟนรกจะสัมผัสพวกท่านได้ และสำหรับพวกท่านไม่มีผู้คุ้มครองใดๆ นอกจากอัลลอฮ์ แล้วพวกท่านจะไม่ได้รับการช่วยเหลือ” (ซูเราะฮ์ฮูด โองการที่ 113)

ด้วยเหตุนี้ ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน ภายใต้การนำของอิมามโคมัยนี (รฎ.) ประสบความสำเร็จ คือการมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการลุกขึ้นต่อสู้กับการกดขี่ข่มเหงของผู้มีอำนาจ

เป้าหมายสูงสุดของการปฏิวัติ คือการต่อสู้กับผู้ปกครองที่อธรรม และผู้ที่บ่อนทำลายอิสลาม ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน

อิมามโคมัยนี (รฎ.) ผู้นำการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ ได้กล่าวไว้ว่า “ภารกิจของพวกเราคือการลุกขึ้นต่อสู้กับการกดขี่ทั้งหลาย หากเราปฏิบัติภารกิจนี้จนผู้กดขี่ล่าถอยไป นั่นคือความสำเร็จ แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น ก็หมายความว่าเราได้ปฏิบัติภารกิจของเราอย่างสุดความสามารถแล้ว”

บทสรุป

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงปัจจัยเบื้องต้นบางส่วน ที่ทำให้การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านประสบความสำเร็จ การปฏิวัติเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่หากตั้งคำถามว่าการปฏิวัติใดบ้างที่ยังคงดำรงอยู่และมีชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ คำตอบหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ คือการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน ภายใต้การนำของอิมามโคมัยนี (รฎ.)

อยาตุลลอฮ์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี ได้กล่าวไว้ว่า

“หากไม่มีอิมามโคมัยนี (รฎ.) ก็จะไม่มีวันที่ขบวนการปฏิวัตินี้จะมีชื่อปรากฏอยู่ในโลก และหลังจากการปฏิวัติแห่งอิหร่าน ก็จะไม่มีการปฏิวัติใดเกิดขึ้น เว้นแต่การปฏิวัตินั้นจะมีชื่อของอิมามโคมัยนี (รฎ.) เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย”

การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านประสบความสำเร็จได้ ก็เพราะมีผู้นำอย่างอิมามโคมัยนี (รฎ.) และความสำเร็จในการสถาปนารัฐอิสลามแห่งอิหร่านของท่าน ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับการเคลื่อนไหวและการปฏิวัติในพื้นที่อื่นๆ ของโลกมาจนถึงปัจจุบัน