Financial Times สื่ออังกฤษ ด้านการเงินและเศรษฐกิจที่มีอิทธิพล ใช้โดยนักลงทุน ผู้บริหาร และนักวิเคราะห์ทั่วโลก รายงานว่า “อิหร่านอาจออกจากสงครามครั้งนี้ด้วยสถานะที่แข็งแกร่งกว่าเดิม”
โดยระบุว่า อิหร่านสามารถดำเนินการตามคำขู่ที่มีมานานในการปิดช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อชาติตะวันตกอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซยังทำให้เตหะรานสามารถขยับจากสถานะการ “เอาตัวรอด” ไปสู่การวางบทบาทระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น แม้อยู่ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ และอิสราเอล
[••วิเคราะห์••]
📌 ช่องแคบฮอร์มุซ: จุดเปลี่ยนของดุลอำนาจโลก
– เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนว่าช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เพียงพื้นที่ปะทะ แต่คือ “สวิตช์พลังงานของโลก”
– การควบคุมหรือสกัดกั้นเส้นทางนี้ สามารถสั่นสะเทือนเศรษฐกิจระดับนานาชาติ และราคาน้ำมันได้ทันที
– ดังนั้น การปิดกั้นหรือคุมช่องแคบ จึงเท่ากับการขยับดุลอำนาจ ไม่ใช่แค่การตอบโต้ทางทหาร
📌 จากสนามรบ สู่สมการเศรษฐกิจโลก
– ผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะคู่ขัดแย้ง แต่ลามไปถึง “ผู้เล่นนอกสนาม” เช่น เศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรม และตลาดพลังงานทั่วโลก
– เส้นทางพลังงานและขนส่งทางทะเล กำลังกลายเป็น “อาวุธเชิงยุทธศาสตร์” ที่ทรงพลังไม่แพ้กำลังทหาร
– การคุมคอขวดพลังงานโลกจึงเป็น เครื่องมือเพิ่มอำนาจต่อรอง ในระดับมหภาคอย่างมีนัยสำคัญ
📌 สัญญาณการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจระยะยาว
– เกมใหญ่ตอนนี้ อาจไม่ได้ประเมินผลจากการรบว่า ใครชนะ แต่คือ “ใครมีอำนาจต่อรองหลังสงคราม” ใครมีความสามารถในการกำหนดทิศทางของภูมิรัฐศาสตร์หลังความขัดแย้ง
– การวางตำแหน่งว่าอาจ “ออกจากสงครามด้วยสถานะที่แข็งแกร่งกว่า” หมายถึง การถือกุญแจชี้ขาดระบบเศรษฐกิจโลก
– นี่คือ การเปลี่ยนจากการ “เอาตัวรอดในภาวะสงคราม” ไปสู่การสร้าง “บทบาทเชิงอำนาจ” ที่ขยายผลได้ในระยะยาว






