คำถามว่า “ระบอบอิหร่านจะล่มสลายจากการประท้วงครั้งนี้หรือไม่” ถูกหยิบยกขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่เกิดความไม่สงบในประเทศตะวันออกกลางแห่งนี้ โดยเฉพาะในสายตาสื่อและนักวิเคราะห์ตะวันตกที่มักมองอิหร่านผ่านกรอบ “รัฐใกล้ล่ม” อยู่เสมอ
แต่หากพิจารณาอย่างเป็นระบบ แยกชั้นโครงสร้างอำนาจ ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติของการประท้วงครั้งนี้ออกจากอารมณ์และวาทกรรมทางการเมือง คำตอบอาจแตกต่างจากที่หลายคนคาดหวังอย่างสิ้นเชิง
1. อิหร่านกับรัฐอายุ 2,500 ปี ระบอบการปกครองที่ล้มยากกว่าที่คิด
อิหร่านไม่ใช่รัฐเกิดใหม่ในโลกสมัยใหม่ แต่เป็นอารยธรรมที่มีความต่อเนื่องทางการเมืองยาวนานกว่า 2,500 ปี ตลอดประวัติศาสตร์ มีเพียงราว 13 ระบอบเท่านั้นที่ปกครองดินแดนนี้ได้สำเร็จ
สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านซึ่งก่อตั้งขึ้นหลังการปฏิวัติปี 1979 มีอายุเพียงราว 45 ปี อาจดู “ใหม่” เมื่อเทียบกับราชวงศ์โบราณ แต่ก็ไม่ใช่ระบอบชั่วคราวอย่างที่บางฝ่ายพยายามวาดภาพ
โครงสร้างอำนาจของอิหร่านไม่ได้กระจุกอยู่ที่รัฐบาลเพียงชุดเดียว หากแยกเป็นหลายชั้น ตั้งแต่ผู้นำสูงสุด สถาบันศาสนา กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ (IRGC) ระบบตุลาการ ไปจนถึงเครือข่ายเศรษฐกิจและสังคมที่ฝังรากลึก การ “ล้มระบอบ” จึงไม่ใช่การโค่นรัฐบาลชุดหนึ่ง แต่หมายถึงการรื้อถอนโครงสร้างทั้งหมด ซึ่งในทางปฏิบัติทำได้ยากอย่างยิ่ง
2. เมื่อเทียบกับปี 2019 การประท้วงครั้งนี้เล็กกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
หากย้อนกลับไปในปี 2019 อิหร่านเผชิญการประท้วงขนาดใหญ่กว่ามาก ทั้งในแง่จำนวนผู้เข้าร่วม ความรุนแรง และการกระจายตัวทั่วประเทศ การชุมนุมในครั้งนั้นกินเวลานาน มีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพภายในอย่างแท้จริง
แต่แม้จะรุนแรงเพียงใด ระบอบก็ยังคงอยู่ ไม่ได้เกิดการแตกหักภายในชนชั้นนำหรือกองกำลังความมั่นคง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการล่มสลายของรัฐ
เมื่อเปรียบเทียบกัน การประท้วงระลอกปัจจุบันมีขนาดเล็กกว่าอย่างชัดเจน ทั้งจำนวนพื้นที่และมวลชน จึงยากที่จะสรุปว่าคลื่นที่อ่อนกว่านี้จะสามารถทำในสิ่งที่คลื่นใหญ่กว่าล้มเหลวได้
3. จุดเริ่มต้นคือเศรษฐกิจ ไม่ใช่การโค่นระบอบ
ต้นตอของการประท้วงครั้งนี้ไม่ใช่อุดมการณ์หรือการเมืองระดับโครงสร้าง แต่เป็นปัญหาปากท้องอย่างชัดเจน
ค่าเงินเรียลอ่อนค่ารุนแรง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูง แม้กระทั่งอาหารพื้นฐานอย่างไข่ น้ำดื่มและน้ำใช้ขาดแคลนในหลายพื้นที่ ปัญหาเหล่านี้กระทบชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง
ในระยะแรก ความไม่พอใจมุ่งเป้าไปที่รัฐบาลและการบริหารเศรษฐกิจ มากกว่าตัว “ระบอบ” เอง นี่คือความแตกต่างสำคัญ เพราะในบริบทอิหร่าน การไม่พอใจรัฐบาลไม่ได้แปลว่าต้องการล้มสาธารณรัฐอิสลาม
4. การเมืองอิหร่าน ระบอบคงอยู่ แต่รัฐบาลเปลี่ยนได้
ระบบการเมืองของอิหร่านเปิดพื้นที่ให้มีการแข่งขันระหว่างฝ่าย “ปฏิรูป” และ “อนุรักษนิยม” ภายใต้กรอบของระบอบเดียวกัน รัฐบาลสามารถเปลี่ยนหน้า เปลี่ยนนโยบาย และรับแรงกดดันจากสังคมได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจสูงสุด
การประท้วงครั้งนี้จึงพุ่งเป้าไปที่ฝ่ายปฏิรูปซึ่งกำลังบริหารประเทศอยู่ มากกว่าจะเป็นการปฏิเสธสาธารณรัฐอิสลามโดยตรง
ในสายตาประชาชนจำนวนไม่น้อย ปัญหาเศรษฐกิจคือความล้มเหลวของรัฐบาล ไม่ใช่เหตุผลเพียงพอในการล้มระบอบที่พวกเขายังมองว่าเป็นเกราะป้องกันประเทศจากแรงกดดันภายนอก
5. จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อปัจจัยภายนอกเข้ามาแทรก
สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อกระแสการประท้วงถูกดึงออกจากกรอบเศรษฐกิจภายใน ไปสู่การเรียกร้อง “เปลี่ยนระบอบ”
รายงานและการวิเคราะห์จากหลายฝ่ายในอิหร่านชี้ว่า หน่วยข่าวกรองต่างชาติ เช่น ซีไอเอ และ มอสสาด ถูกกล่าวหาว่าใช้โอกาสนี้แทรกแซงสถานการณ์ เปลี่ยนข้อเรียกร้องจากการปฏิรูปไปสู่โครงการโค่นล้มรัฐ
ไม่ว่าข้อกล่าวหานี้จะจริงทั้งหมดหรือไม่ การรับรู้ของสาธารณชนมีความสำคัญมาก และในอิหร่าน “การเมืองเรื่องอธิปไตย” เป็นประเด็นอ่อนไหวอย่างยิ่ง
6. เมื่อการเคลื่อนไหวถูกครอบงำโดยวาระต่างชาติ มวลชนจึงถอย
ทันทีที่การประท้วงถูกมองว่าไม่ใช่เสียงของประชาชน แต่เป็นเครื่องมือของต่างชาติ ชาวอิหร่านจำนวนมากเลือกถอยออกจากท้องถนน
ประวัติศาสตร์ของอิหร่านเต็มไปด้วยประสบการณ์การแทรกแซงจากภายนอก ตั้งแต่การโค่นรัฐบาลโมซัดเดกในปี 1953 ไปจนถึงการคว่ำบาตรและแรงกดดันในยุคปัจจุบัน ความหวาดระแวงต่อวาระซ่อนเร้นของมหาอำนาจจึงฝังลึกในสังคม
เมื่อการประท้วงถูกมองว่าไม่ใช่การเคลื่อนไหวจากฐานประชาชน หากแต่เป็นเครื่องมือของอำนาจภายนอก พลังสนับสนุนจากสังคมจะค่อย ๆ ลดลง
7. จากการชุมนุมพลเรือน สู่ปัญหาความมั่นคง
สถานการณ์ยิ่งเปลี่ยนไปอีกขั้น เมื่อเกิดการโจมตีด้วยอาวุธต่อกองกำลังความมั่นคง ซึ่งทางการอิหร่านระบุว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายข่าวกรองต่างชาติ
นับจากจุดนี้ การประท้วงไม่ถูกมองว่าเป็นการแสดงออกของประชาชนโดยสันติอีกต่อไป แต่กลายเป็นประเด็นด้านความมั่นคงของรัฐ
ในบริบทเช่นนี้ สังคมอิหร่านส่วนใหญ่ซึ่งอาจไม่พอใจรัฐบาล แต่ไม่ต้องการความโกลาหลหรือสงครามกลางเมือง มักเลือกความมั่นคงมากกว่าการเปลี่ยนแปลงที่ไม่แน่นอน
8. แล้วระบอบอิหร่านจะล่มหรือไม่
หากประเมินจากปัจจัยทั้งหมด โอกาสที่ระบอบอิหร่านจะล่มสลายจากการประท้วงระลอกนี้มีน้อยมาก
ไม่มีการแตกแยกในชนชั้นนำ ไม่มีสัญญาณว่ากองกำลังหลักจะหันหลังให้ระบบ และการประท้วงเองก็สูญเสียมวลชนไปส่วนหนึ่งหลังถูกมองว่าเชื่อมโยงกับวาระภายนอก
ในมุมมองเชิงวิเคราะห์ การประท้วงครั้งนี้เป็นเพียง “คลื่นชั่วคราว” อีกระลอกหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองอิหร่าน คล้ายกับหลายครั้งก่อนหน้า ที่รุนแรงขึ้น ลงลง และสุดท้ายก็จางหายไป
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า การประท้วงในอิหร่านไม่ใช่สัญญาณอัตโนมัติของการล่มสลายของรัฐ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของพลวัตทางสังคมในประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและโครงสร้างอำนาจซับซ้อน
ตราบใดที่ระบอบยังสามารถแยก “ความไม่พอใจทางเศรษฐกิจ” ออกจาก “การล้มรัฐ” ได้สำเร็จ และยังคงควบคุมสมดุลระหว่างความมั่นคงกับการปรับตัว คำตอบของคำถามนี้ก็คงยังเหมือนเดิม






