การยืนหยัดต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมและการกดขี่ : อินติฟาด้าครั้งที่ 3 หรืออินติฟาด้าระดับโลก

ความรุนแรงในอิสราเอลได้มาถึงจุดสูงจนน่าใจหาย มากจนถึงขนาดที่ม๊อบผู้เกลียดชังได้หันกลับมาหาพวกเดียวกันเอง ทหารยิงคนชาติเดียวกันเพราะจำแนกรูปพรรณผิดพลาด และผู้ตั้งถิ่นฐานได้มุ่งโจมตีรับไบคนหนึ่งที่กล้าเทศนาสั่งสอนให้มีความอดทนอดกลั้นและเห็นอกเห็นใจทุกคน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอิสราเอลได้ข้ามเส้นที่หันกลับได้ยากมาแล้ว

1840

ด้วยความโกรธแค้นของชาวปาเลสไตน์ที่มีต่ออิสราเอลที่เบียดเบียนสิทธิ์ ศาสนา และแผ่นดินของพวกเขา หลายคนจึงได้เห็นข้อสมมุติฐานของอินติฟาด้าครั้งที่สาม และการต้านทานของชาวปาเลสไตน์ครั้งนี้มีลักษณะของขบวนการที่ยิ่งใหญ่ขึ้น กว้างขวางขึ้น เป็นขบวนการที่ยืนหยัดต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์

ความรุนแรงในอิสราเอลได้มาถึงจุดสูงจนน่าใจหาย มากจนถึงขนาดที่ม๊อบผู้เกลียดชังได้หันกลับมาหาพวกเดียวกันเอง ทหารยิงคนชาติเดียวกันเพราะจำแนกรูปพรรณผิดพลาด และผู้ตั้งถิ่นฐานได้มุ่งโจมตีรับไบคนหนึ่งที่กล้าเทศนาสั่งสอนให้มีความอดทนอดกลั้นและเห็นอกเห็นใจทุกคน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอิสราเอลได้ข้ามเส้นที่หันกลับได้ยากมาแล้ว เส้นที่ยากหยั่งถึงเส้นนี้ที่ความหวาดระแวงของประชาชนและการสอนให้ตัวเองปฏิเสธ “ผู้อื่น” ได้พัฒนาเป็นความเกลียดชังทุกคนไปแล้ว ความบ้าคลั่งที่คัดค้านกันกับคำสอนของศาสนายิวที่ไม่นิยมความรุนแรงและการอุทิศตนเพื่อความดีที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ เป็นผลผลิตของอุดมคติฟาสซิสต์และจักรวรรดิ์นิยมของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู อย่างแน่นอน

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการแสดงอันยิ่งใหญ่ถึงความรุนแรง การนองเลือด และการละเมิดสิทธิมนุษยชนของอิสราเอล ที่เจ้าหน้าที่ของตนยังคงให้เหตุผลและสร้างความชอบธรรมภายใต้ข้ออ้างของความมั่นคงแห่งชาติและการป้องกันตนเอง ดังที่อิสราเอลได้รับการปกป้องจากการวีโต้ของมหาอำนาจตะวันตกที่สภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาตินั้น ไม่สามารถเข้ากันได้อีกต่อไปกับศาสนาที่ตนอ้างว่าถือปฏิบัติและให้การรับรอง

และถ้าวันนี้ชาวปาเลสไตน์กำลังเรียกร้องให้ทำการแก้แค้น ถ้าวันนี้ชาวปาเลสไตน์และชาวอาหรับกำลังเรียกร้องเพื่อการปลดปล่อยปาเลสไตน์ ชาติที่ถูกปล้นไป ความโกรธของพวกเขาก็ไม่ได้มุ่งตรงไปยังศาสนายิวแต่อย่างใด ศาสนายิวมีพื้นที่อยู่ในตะวันออกกลางเสมอ และจริงๆ แล้วศาสนายิวมีรากกำเนิดอยู่ในตะวันออกกลางนี่เอง ศาสดาแห่งศาสนานี้คือศาสดาของศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม และบทบัญญัติของศาสนานี้ก็คือบทบัญญัติของศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์

ปัจจุบันนี้ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู อิสราเอลกำลังสร้างกำแพงและนิคมชาวยิว ที่แบ่งแยกและผลักไสด้วยท่วงทำนองของนโยบายแห่งความเกลียดชัง และเรียกร้องให้ทำการปราบปรามครั้งใหญ่ต่อชาวปาเลสไตน์ ชาวปาเลสไตน์ทุกคน ไม่ว่าในกาซ่า เวสต์แบงก์ หรือแม้แต่ในพื้นที่ที่เป็นชาติของอิสราเอลเองก็ตาม เทลอาวีฟกำลังมุ่งเป้าความโกรธแค้นไปยังชาวปาเลสไตน์ทุกคน แต่ครั้งนี้ชาวปาเลสไตน์กำลังยืนอยู่บนพื้นฐานทางการเมืองและอุดมการณ์ที่แตกต่างกันอย่างยิ่ง

ครั้งนี้ อินติฟาด้าของปาเลสไตน์ อินติฟาด้าครั้งที่สามที่นักการศาสนาได้เรียกร้องขึ้นแล้วนี้ อาจจะสามารถทำให้เกิดขบวนการต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ระดับภูมิภาคขึ้นก็ได้ ลัทธิฟาสซิสต์ที่แสดงโดยอิสราเอล ลัทธิฟาสซิสต์ของไอซิล ลัทธิฟาสซิสต์ของกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ของอเมริกา ลัทธิฟาสซิสต์โดยตัวมันเอง

และถ้าชาวปาเลสไตน์กำลังขึ้นสู่กระแสน้ำที่ล้ำหน้าคนอื่นๆ ทั้งหมด มันก็เป็นเพราะว่าความทุกข์ยากของพวกเขามีมายาวนานย้อนกลับไปได้หลายทศวรรษ และเพราะความบีบคั้นของพวกเขาถูกปฏิเสธโดยมหาอำนาจที่ต้องการจะปกปิดความรุนแรงของการเมืองแบบเทวะนิยม

ตั้งแต่ชายฝั่งของอิสราเอลไปจนถึงทะเลทรายร้อนระอุของซาอุดิอารเบีย มหาอำนาจตะวันตกได้วางตัวเองลงมาปกป้องบรรดาพวกที่รุนแรงและก่อปฏิกิริยามากที่สุด ทำไม เพราะระบอบประชาธิปไตยไม่เคยเป็นตอนจบเรื่องโดยตั้งใจของประเทศใดเลย อย่างไรก็ตาม การควบคุม คือชื่อของเกมนี้ตลอดกาล

ในการกล่าวปราศรัยที่กรุงเบรุต ประเทศเลบานอนในค่ำคืนแห่งอาชูรอ ซัยยิดฮะซัน นัสรุลลอฮ์ เลขาธิการฮิซบุลลอฮ์ได้เรียกร้องให้ประชาชนหลายหมื่นคนที่เฝ้ารับฟังทุกคำพูดของเขาให้ระลึกถึงบรรดาบุรุษในแถวยาวเหยียดที่เสียชีวิตเพื่อต่อต้านคัดค้านเผด็จการและการกดขี่ เขากระตุ้นกลุ่มผู้ฟังของเขาว่า “เขาให้ตัวเลือกหนึ่งแก่เราระหว่างความอัปยศอดสูและการถูกกำจัดใช่ไหม? เราไม่ใช่ประชาชาติที่จะถูกทำให้อัปยศอดสู”

(ภาพ) นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ©Ronen Zvulun / Reuters
(ภาพ) นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ©Ronen Zvulun / Reuters

ยังมีความกล้าหาญของประชาชน การกำจัดอาจจะเกิดขึ้น และสงครามอาจจะพ่ายแพ้ แต่ประชาชนไม่มีวันจะยอมรับความอัปยศอดสู เพราะความอัปยศอดสูมีรากกำเนิดอยู่ในการกดขี่ และการกดขี่จำเป็นจะต้องถูกต้านทานเสมอ จำไว้ว่า การต้านทานไม่จำเป็นจะต้องเท่าเทียมกันกับความรุนแรง

Maciej Bartkowski และ Annyssa Bellal เขียนให้กับ Open Democracy ว่า “การต้านทานของพลเรือนสามารถล้ำหน้าการต้านทานที่รุนแรงได้ เพราะการล้ำหน้าการต้านทานที่รุนแรงเป็นวิธีการเริ่มต้นสำหรับความไม่พอใจและการต่อสู้ตามสิทธิ์ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ในเวลาเดียวกัน การพัฒนาในเชิงบวกเหล่านี้ก็คู่ขนานกันไปกับความมุ่งมั่นของเผด็จการและสมุนของพวกมันในการใช้ทุกช่องทางที่จัดการได้ ไม่เว้นแม้แต่ความรุนแรง เพื่อบดขยี้กลุ่มต้านทานฝ่ายพลเรือน”

วันนี้ ขณะที่ดูเหมือนว่าความรุนแรงได้ถูกเลือกขึ้นมาใช้ เมื่อเด็กๆ ถูกลากออกไปจากอ้อมแขนของแม่ เพราะทหารได้สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปแล้วในห้วงเหวของความเกลียดชังและการดูหมิ่นที่พวกเขาถูกสอนให้เชื่อ รัสเซียก็ได้เข้ามาเสนอความหวังใหม่ให้

และแม้ว่าไม่กี่คนที่ยังจะยอมรับรัสเซียมีศีลธรรมสูงอย่างแท้จริง ที่ก้าวเข้ามาในสูญญากาศที่อเมริกาทิ้งไว้เมื่อนโยบายของสหรัฐไม่ซื่อตรงกับหลักการแรกเริ่มของตน รัสเซียได้เปิดหน้าต่างสู่เสรีภาพ และชาวอาหรับกำลังดำเนินตามลำดับ

มอสโกเข้ามาในซีเรียไม่ใช่เพื่อช่วยเหลือประธานาธิบดีชะบัร อัล-อัสซาด ของซีเรีย แต่มาเพื่อกำจัดลัทธิฟาสซิสต์ของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส หรือที่เรียกเป็นทางการว่า ไอซิซ/ไอซิล) อิรักเองก็กำลังรอให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียเข้ามาปฏิบัติการกู้ภัยในประเทศของตน เพราะวอชิงตันล้มเหลวในการช่วยเหลือพันธมิตรของตน

อิรักบอกว่า พวกเขาต้องการให้รัสเซียเล่นบทที่ใหญ่กว่าอเมริกาในการต่อสู้กับไอซิซ ด้วยการเข้ามาในสังเวียนการต่อสู้ รัสเซียทำมากกว่าการให้ความหวังแก่ชาวซีเรีย และแสดงให้เห็นว่าด้วยการมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่ประชาชนจะสามารถสำแดงความหวังแห่งเสรีภาพของพวกเขาออกมาได้

ทุกวันนี้ ภูมิภาคนี้กำลังรอให้รัสเซียทำตัวเป็นเสมือนค้อนที่จะสยบลัทธิฟาสซิสต์ ไม่ว่ามันจะซ่อนอยู่ใต้ชื่ออะไร และไม่ว่ามันจะสวมเสื้อคลุมสีอะไร

ตั้งแต่ชายฝั่งของอิสราเอลจนถึงทะเลทรายร้อนระอุของซาอุดิอารเบีย การต้านทานอยู่บนริมฝีปากของทุกคนที่รักเสรีภาพ ทุกคนที่เป็นนักเคลื่อนไหวส่งเสริมประชาธิปไตย และทุกคนที่ฝันว่าวันหนึ่งพวกเขาจะยืนอยู่ใต้ดวงอาทิตย์โดยไม่ต้องหวาดกลัวสิ่งใด

และครั้งต่อไปที่คุณได้ยินนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูกล่าวหาชาวปาเลสไตน์ว่า “ยุยงส่งเสริม” ให้เล่นบทเหยื่อที่น่ารังเกียจ ขอให้จำไว้ว่า เป็นนโยบายของอิสราเอลเอง เป็นแนวฟาสซิสต์ของนักการเมืองเองที่กระตุ้นให้ชาวปาเลสไตน์โกรธแค้นและต้านทานมากยิ่งขึ้นไปอีก

มันคือลัทธิล่าอาณานิคมที่ชาวปาเลสไตน์ประณามและต่อสู้กับมัน คือลัทธิฟาสซิสต์ต่างหากที่ภูมิภาคนี้กำลังลุกขึ้นต่อต้านเป็นขบวนการต้านทานครั้งใหญ่ ความเกลียดชังทางศาสนาเป็นแค่เพียงอาวุธของผู้กดขี่เท่านั้นเอง

ดังที่ฉันยืนยันไว้ในหนังสือ Arabia’s Rising ของฉันว่า ในที่สุด คำสุดท้ายจะเป็นคำว่า การต้านทาน เพราะไม่มีประชาชนคนใดที่เกิดมาเพื่อถูกพันธนาการ!!

—-
โดย แคเธอรีน ชัคดัม
ที่มา https://www.rt.com/op-edge/319602-israel-palestine-violence-intifada/

เกี่ยวกับผู้เขียน : แคเทอรีน ชัคดัม (Catherine Shakdam) เป็นนักวิเคราะห์การเมือง, นักเขียน และนักวิจารณ์เกี่ยวกับตะวันออกกลาง โดยเน้นเป็นพิเศษในเรื่องขบวนการหัวรุนแรงและเยเมน ผลงานของเธอตีพิมพ์เผยแพร่ในสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีชื่อเสียงของโลก เช่น Foreign Policy Journal, Mintpress News, The Guardian, Your Middle East, Middle East Monitor, Middle East Eye, Open Democracy, Eurasia Review และอีกมากมาย เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญทางสถานี RT ยังเขียนบทวิเคราะห์ให้กับ Etejah TV, สถานีวิทยุ IRIB, Press TV และ NewsMax TV เป็นผู้อำนวยการโครงการต่างๆ ของสถาบัน Shafaqna เพื่อการศึกษาตะวันออกกลาง และเป็นที่ปรึกษาให้กับ Anderson Consulting งานวิจัยและผลงานเกี่ยวกับเยเมนของเธอถูกนำไปใช้โดยคณะมนตรีความมั่นคงสห ประชาชนในเรื่องที่เกี่ยวกับเยเมนถูกปล้นกองทุนในปี 2015