ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ของเตหะราน กระตุ้นปฏิกิริยาคุมไม่อยู่ในเทลอาวีฟ

1139

เป็นเวลา 12 ปีในความพยายาม และว่ากันจริงๆ พวกเราหลายคนไม่เคยเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น แต่แล้วอิหร่านและมหาอำนาจสำคัญหกชาติก็ได้บรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ ซึ่งคุ้มค่าสำหรับการจะเล่นเวฟกันให้ทั่วโลก ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์นี้จะหมายถึงการสิ้นสุดของมาตรการคว่ำบาตรที่โหดร้ายจากสหรัฐฯ, สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ ที่ได้บังคับใช้กับประชาชนชาวอิหร่านมาตั้งแต่มีการปฏิวัติอิสลามปี 1979

เหมือนกับการคว่ำบาตรส่วนใหญ่ ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดก็คือประชาชนคนธรรมดาชาวอิหร่านหลายล้านคน ขณะที่บรรดาผู้นำที่เป็นเป้าของการคว่ำบาตรเหล่านั้นกลับอยู่รอดโดยแทบจะไม่มีรอยขีดข่วน การคว่ำบาตรไม่ค่อยได้ผล ในอิรัก คนชั้นกลางทั้งหมดถูกกวาดล้างในทางการเงินโดยการคว่ำบาตรที่สหรัฐฯ ผักดัน ซึ่งมีแต่จะเป็นผลดีแก่ซัดดัม และการปกครองของเขาก็แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในภูมิภาคนี้

บัดนี้ อย่างน้อยที่สุด พลเมือง 77 ล้านคนของอิหร่านสามารถหวังที่จะมีชีวิตโดยปราศจากการคว่ำบาตรได้แล้ว หลังจากที่ประเทศตกลงที่จะระงับยาวโครงการพลังงานนิวเคลียร์ที่ตะวันตกระแวงว่าวันหนึ่งจะแปลงไปเป็นอาวุธนิวเคลียร์

ในฐานะนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนอิหร่านและได้พูดคุยกับชาวบ้านธรรมดาถึงความยากลำบากของพวกเขา ฉันรู้ว่าการยกเลิกการคว่ำบาตรนี้จะหมายถึงการเข้าถึงเวชกรรมที่จำเป็นมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เป็นมะเร็ง มันจะหมายถึงชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับเครื่องบินที่ใช้งานมาหลายปี ซึ่งจะทำให้การบินปลอดภัยขึ้นมาก และผู้ค้าพรมเปอร์เซียจะสามารถขายสินค้าของพวกเขาให้แก่นักท่องเที่ยวผู้ซึ่งจะสามารถใช้บัตรเครดิตและเครื่องกดเงินสดของพวกเขาได้ ถึงแม้ผู้ชมทีวีชาวตะวันตกจะเต็มอิ่มกับการประท้วงบนท้องถนนของชาวอิหร่านที่มาพร้อมกับคำขวัญว่า “อเมริกาจงพินาศ” แต่ในความเป็นจริงแล้วชาวอิหร่านส่วนใหญ่ชื่นชมและเลียนแบบวัฒนธรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตในบางแง่มุมของตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชน

เพราะฉะนั้น คุณคงจะคิดว่า การสิ้นสุดการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์เกี่ยวกับข้อตกลงที่ประสบความสำเร็จนี้จะเป็นสาเหตุให้กับการเฉลิมฉลองทั่วทุกหนแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตะวันออกกลางที่ข่าวดีหาได้ยากนัก แต่คุณคิดผิด อิสราเอลกำลังเป็นผู้นำกลุ่มผู้ที่เกรี้ยวโกรธกับข้อตกลงครั้งสำคัญนี้ เบนจามิน เนทันยาฮู ไม่สามารถและไม่เต็มใจจะปิดซ่อนความเกรี้ยวกราดของเขาเอาไว้ ได้เรียกข้อตกลงนี้ว่า “การยอมแพ้ครั้งประวัติศาสตร์” และเริ่มหว่านล้อมกลุ่มกระหายสงครามและกลุ่มยึดหลักการในอเมริกาทันทีเพื่อพยายามที่จะโจมตีสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นชัยชนะทางนโยบายครั้งสำคัญสำหรับประธานาธิบดีบารัก โอบาม่า ของสหรัฐฯ

ฉันคิดว่า เหตุผลหนึ่งสำหรับความโกรธของเนทันยาฮูก็คือ ถ้าสมาชิกถาวรสี่ชาติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ – อังกฤษ, จีน, ฝรั่งเศส และรัสเซีย – สามารถมองข้ามความแตกต่างของพวกเขาได้ และร่วมมือกันเพื่อสันติภาพ พร้อมกับเยอรมนีและอเมริกา (ทำให้เกิดเป็น “P5+1”) บัดนี้พวกเขาก็คงจะเปลี่ยนความสนใจไปสู่การหาทางออกที่ยุติธรรมให้แก่ชาวปาเลสไตน์ ถ้าไม่มีอะไรอื่น ข้อตกลง P5+1 ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าการเจรจาทางการทูตระหว่างประเทศมีประสิทธิภาพมากกว่าระเบิด กระสุนปืน และการคว่ำบาตรยิ่งนัก มันเป็นวิธีการที่เจริญแล้วที่จะผลักดันไปสู่การบรรลุข้อตกลงสันติภาพในบรรยากาศของความหวังแทนที่จะเป็นความเกลียดชัง

เนทันยาฮูบอกว่า ข้อตกลงนี้เป็น “ความผิดพลาดร้ายแรงของการแบ่งสัดส่วนครั้งประวัติศาสตร์… อิหร่านจะได้รับแจ้กพ๊อต เป็นขุมทรัพย์เงินสดหลายแสนล้านดอลล่าร์ ที่จะทำให้มันมุ่งมั่นต่อไปเพื่อแสดงความก้าวร้าวและสร้างความหวาดกลัวในภูมิภาคนี้และในโลกนี้” เขายืนยันว่าอิหร่านกำลังอยู่บน “เส้นทางที่จะไปสู่อาวุธนิวเคลียร์อย่างแน่นอน”
น่าขัน ที่คำพูดของเนทันยาฮูสามารถอธิบายถึงประเทศของเขาเองได้อย่างง่ายดาย อิสราเอลได้รับเงินช่วยเหลือหลายพันล้านดอลล่าร์จากผู้จ่ายภาษีในสหรัฐฯ ซึ่งทำให้สามารถมุ่งมั่นไปตามความทะเยอทะยานตั้งอาณานิคมและรุกรานในภูมิภาคนี้ ขณะที่ทำการข่มขู่คุกคามผู้ที่ท้าทายการกระทำอันผิดกฎหมายและละเมิดสิทธิมนุษยชนของมัน อิสราเอลยังมีคลังอาวุธนิวเคลียร์ หนึ่งเดียวในตะวันออกกลาง เป็นการมีอยู่ที่อิสราเอลยังปฏิเสธอยู่ อิสราเอลไม่เคยยินยอมให้ผู้ตรวจสอบอาวุธนิวเคลียร์ใดๆ, สหประชาชาติ หรือองค์กรอื่นใดเข้าถึงมันได้เลย

ในการกระทำอันก้าวร้าวอย่างไม่มีความละอาย Tzipi Hotovely รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศของรัฐไซออนิสต์ ได้ใช้ช่องทางทวิตเตอร์เพื่อให้สัญญาว่า อิสราเอลจะ “ดำเนินการทุกหนทางเพื่อพยายามที่จะหยุดข้อตกลงที่กำลังมีการลงสัตยาบันนี้” ข้อความนี้มุ่งตรงไปยังสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ที่ควบคุมโดยพรรครีพับลิกัน ซึ่งนักหว่านล้อมที่สนับสนุนอิสราเอลมีอิทธิพลมั่นคงอยู่ในนั้น จริงอยู่ที่นักการเมืองสหรัฐฯ มีช่อง 60 วันเพื่อที่จะพิจารณาข้อตกลงนี้อย่างละเอียด แต่ถึงแม้ว่าสภาคองเกรสจะออกเสียงคัดค้านมัน โอบาม่าก็สามารถวีโต้การปฏิเสธนั้นได้ ในเรื่องใดก็ตาม มันจำเป็นต้องใช้เสียงสองในสามของสภาคองเกรสเพื่อลบล้างการวีโต้ของเขาได้ และนั่นคงจำเป็นต้องให้มีการปฏิวัติพรรคเดโมแครตต่อต้านประธานาธิบดีเสียก่อน

ท้องเรื่องไม่น่าจะเป็นเช่นนี้ด้วยหลายเหตุผล ไม่ใช่เพราะการแสดงบทบาทประธานาธิบดีที่ไม่สดใสของเขา ผู้ซึ่งเข้าสู่อำนาจด้วยคำสัญญามากมายที่ไม่เคยทำให้เป็นจริงได้ (และไม่แม้แต่จะกล่าวถึงกวนตานาโม) ถ้าประวัติศาสตร์จะมองรัฐบาลโอบาม่าอย่างเมตตา เขาจำเป็นต้องมีความสำเร็จบางอย่างด้านนโยบายต่างประเทศหลังจากความล้มเหลวในกระบวนการสันติภาพตะวันออกกลาง และข้อตกลงกับอิหร่านนี้ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งนั้น

การดำเนินการที่แท้จริงและการนำเข้าจากวอชิงตันเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นความลับมานานกว่าสองปีแล้ว หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีฮัซซัน โรฮานี ของอิหร่าน ทั้งเขาและโอบาม่าได้ปรับท่าทีในทางปฏิบัติซึ่งทำให้มันง่ายขึ้น หลังจากที่โรฮานีแสดงออกชัดเจนในการปราศรัยหาเสียงของเขาว่า เขาต้องการเห็นการสิ้นสุดของการโดดเดี่ยวทางการทูตของอิหร่าน การเจรจาครั้งสุดท้ายในกรุงเวียนนาเป็นความเจ็บปวดและเป็นสามสัปดาห์ของการหารืออย่างคร่ำเคร่งระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ นายจอห์น เคอร์รี่ และรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน นายมุฮัมมัด จาวาด ซาริฟ

อิหร่านจึงสามารถมุ่งหวังที่จะมีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจได้ สำนักข่าวของรัฐ IRNA กล่าวว่า เงินทุนที่ถูกระงับไปหลายพันล้านดอลล่าร์จะถูกปล่อยออกมาแล้วในตอนนี้ และมาตรการคว่ำบาตรต่อธนาคารกลาง, บริษัทน้ำมันแห่งชาติ, การขนส่งทางเรือและสายการบินต่างๆ จะถูกยกเลิก นี่เป็นข่าวดียิ่งสำหรับประชาชนชาวอิหร่าน และเป็นข่าวร้ายสำหรับบรรดาผู้ที่จู่ๆ ก็เสียผลประโยชน์ไป ทำใจเสียเถอะ!! …เนทันยาฮู…

 

——–
เขียนโดย อีวอน ริดลีย์
แปลจาก https://www.middleeastmonitor.com