ซัลมาน รุชดี ผู้ตกอยู่ในร่มเงาแห่งความตาย

2247

14   กุมภาพันธ์   1989   (พ.ศ. 2532)   เป็นวันที่ประวัติศาสตร์ได้มีการจารึกในคำฟัตวาครั้งประวัติศาสตร์ของท่านอิมามโคมัยนี(รฎ)  หลังจากที่ท่านได้มีคำฟัตวา ให้สังหาร ลมาน รุชดี ผู้แต่งหนังสือเรื่อง วิวรณ์แห่งซาตาน(The Satanic Verses)  ซึ่งปีนี้ ครบรอบ  26   ปี คำฟัตวาอันเป็นอมตะของท่านอิมามโคมัยนี (รฎ)

เลี้ยวมองประวัติของ ซัลมาน รุชดี

ชื่อเติม คือ  Sir Ahmed Salman Rushdie     กำเนิด 19  มิถุนายน  1947   นักเขียนชาวอังกฤษ เชื้อสายอินเดีย มีภูมิหลังจากครอบครัวของมุสลิม และศึกษาในมหาวิทยาลัยแคมบริจญ์  อังกฤษ   และปัจจุบันถือสัญญาติอังกฤษ ได้รับรางวัลบุคเคอร์ไพรซ์ จากผลงานเขียนชิ้นที่สอง เมื่อ พ.ศ. 2524   บิดาของเขาเป็นนักธุรกิจ

ผลงานชิ้นที่สี่ของเขา คือ The Satanic Verses    โดยที่หนังสือดังกล่าวถูกสั่งห้ามจำหน่ายในประเทศอิหร่าน อินเดีย  ปากีสถาน บังกลาเทศ อียิปต์และบางประเทศในแอฟริกาใต้

การถือกำเนิดของรุชดี ที่เมืองบอมเบย์นั้น ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไร  เขาได้เดินทางศึกษาต่อในประเทศอังกฤษ เมื่ออายุได้ประมาณ 13    ปี  และก็ได้พำนักอาศัยในอังกฤษตลอดมา  แต่ทว่าหลังจากนั้นก็ได้เดินทางพำนักอาศัยในประเทศสหรัฐอเมริกา

ทันทีที่เอ่ยชื่อ ซัลมาน รุชดี จะทำให้พี่น้องนึกถึงสองเรื่องหลักที่สำคัญในทันที ประการแรก คือ หนังสือ โองการปีศาจของเขา  และประการที่สอง คำฟัตวาอันอมตะของท่านอิมามโคมัยนี (รฎ) ที่สั่งให้ฆ่าสังหารรุชดี

ก่อนหน้าหนังสือ โองการปีศาจ รุชดี ได้ประพันธ์หนังสือมาแล้วสี่เล่ม แต่ไม่เป็นที่รู้จักมากหนัก

สำนักพิมพ์แห่งหนึ่งของยิวไซออนิสต์ ยืนข้อเสนอให้เขา ประพันธ์หนังสือดังกล่าว ด้วยค่าตอบแทน  850000   ปอนด์   ในที่สุดเขารับข้อตกลงดังกล่าวและประพันธ์หนังสือ โองการปีศาจ แล้วเมื่อเดือน ตุลาคม ปี 1988   จำนวน 574  หน้า   ซึ่งมีการตีพิมพ์ครั้งแรกในประเทศอังกฤษ  โดยสำนักพิมพ์เพนกวิน ลอนดอน  และจากนั้นมาเป็นหนังสือที่ฮือฮาและเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก

ตัวบทของคำฟัตวา

หลังจากที่หนังสือโองการปีศาจวางจำหน่าย ท่านอิมามโคมัยนี(รฎ) ได้เล็งเห็นถึงอันตรายของหนังสือเล่มนี้ จึงออกคำฟัตวา เมื่อวันที่ 14   กุมภาพันธ์   1989    ซึ่งคำฟัตวาของท่านเหมือนกับโองการแรกของซูเราะห์ บารออัต ที่ไม่มีกล่าวบิสสลาห์

คำฟัตวาของท่านมีดังนี้

 
انا لله و انا الیه راجعون

“เรามาจากพระองค์และ ณ พระองค์ที่เราจะคืนกลับไป  

ข้าพเจ้าขอแจ้งไปยังบรรดามุสลิมผู้มีหัวใจที่ห้าวหาญทั้งหลายว่า ผู้แต่งหนังสือเรื่อง วิวรณ์แห่งซาตาน(The Satanic Verses), ผู้พิมพ์ข้อความ, ผู้ตรวจทาน, และผู้ตีพิมพ์หนังสือต่อต้านอิสลาม, ต่อต้านศาสดาแห่งอิสลามและพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน ตลอดจนกองบรรณาธิการการและสำนักพิมพ์ที่รับรู้และเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ เขาเหล่านั้นมีโทษต้องถูกประหาร  

ข้าพเจ้าขอเรียกร้องไปยังบรรดามุสลิมผู้ห้าวหาญทั้งหลาย ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ ณ แห่งหนใดก็ตาม จงทำการสังหารบุคคลเหล่านั้นโดยอย่าได้รั้งรอ เพื่อว่าจะได้ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะทำการดูหมิ่นต่อความศรัทธาอันมิอาจล่วงเกินได้ของบรรดามุสลิมนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และผู้ใดที่กลับถูกสังหารด้วยสาเหตุนี้ สถานะของเขาคือ ชะฮีด  อินชาอัลลอฮฺ(หากพระองค์ทรงประสงค์) และในขณะเดียวกันถ้ามีผู้ใดที่สามารถเข้าถึงตัวผู้แต่งหนังสือเล่มนี้ แต่ไม่สามารถที่จะทำการสังหารเขาได้ จงแจ้งข่าวนี้ไปยังบุคคลอื่นเพื่อให้(รุชดี)ได้ถูกลงโทษในสิ่งที่เขาได้กระทำไว้

(รูฮุลลอฮฺ อัล-มูซาวี อัล-โคมัยนี)”

 

ในวันนั้นเมื่อท่าน อิมามโคมัยนีได้ออกคำฟัตวาสั่งประหารชีวิต “ซัลมาน รุชดี” ผู้เขียนหนังสือ “อายาตุชชัยตอน” ทั่วโลกต่างขานรับคำฟัตวานี้ของอิมามโคมามโคมัยนี (รฎ.) โดยเฉพาะในอินเดีย  พี่น้องมุสลิมชาวอินเดียได้ออกมาเดินประท้วงกันอย่างมากมายเป็นปรากฏการ ความเป็นเอกภาพที่ยิ่งใหญ่ระหว่างมุสลิมก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ในวันนั้นได้มีผู้สื่อข่าวหนึ่งได้สำภาษณ์ผู้เดินประท้วงมุสลิมคนหนึ่ง ถึงเหตุผลในการออกมาเดินประท้วงเพื่อขานรับคำฟัตวาของอิมามโคมัยนี (รฎ.)  มุสลิมคนนั้นได้ตอบว่า “วันนี้ท่านอิมามโคมัยนี คือธงแห่งการพิทักษ์ศาสดามุฮัมมัด (ศ) และนี่คือหน้าที่ของมวลมุสลิมทั่วโลก ที่จะต้องขานรับคำฟัตวาของอิมามโคมัยนี การขานรับคำฟัตวาของอิมามโคมัยนี คือการปกป้องเกียรติยศของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ)

 

เหตุการณ์สำคัญ ช่วง ค.ศ. 1988-1989 (พ.ศ.2531-2532)

ใน พ.ศ. 2531 The Satanic verses ได้รับรางวัล Whitbread prize หลังถูกตีพิมพ์โดย สำนักพิมพ์เพนกวิน ลอนดอน ต่อมาถูกยับยั้งพิมพ์โดยอินเดีย ปากีสถาน และแอฟริกาใต้ (ภายใต้การทำงานของ เชค อะฮฺมัด ดีดาต) และประเทศอิสลามอื่นๆเกือบทั่วโลก จึงมีการส่งทอดไปยังสำนักพิมพ์อีกแห่งในอเมริกาคือ สำนักพิมพ์ไวกิ้ง จนในปี 2532 ถูกขู่วางระเบิด และปิดทำการไป แต่ก็ยังมีการพิมพ์ต่ออย่างลับๆ ด้วยการสนับสนุนของยิว และ ประเทศตะวันตก

14 มกราคม ปี พ.ศ. 2532 มุสลิมในเมืองแบรดฟอร์ด เมืองทางตอนเหนืออังกฤษเดินประท้วง เผาหนังสือ และเรียกร้องให้ขจัดหนังสือเล่มนี้

14 กุมภาพันธ์  ท่านอิมาม โคมัยนี ผู้นำโลกชีอะฮ์ของอิหร่าน เรียกร้องให้มุสลิมประหารซัลมาน รุชดี ส่งผลให้ผู้พิมพ์ ซัลมาน และ ภรรยา ต้องหลบซ่อนตัวจนถึงวันนี้

ปี ค.ศ. 2007 ได้รับยศอัศวิน(Sir) จาก Queen Elizabeth ll แห่งอังกฤษ

 

ชีวิตภายใต้ร่มเงาแห่งความตาย

หลังจากที่ท่านอิมามโคมัยนี(รฎ) ออกคำฟัตวาสั่งฆ่ารุชดี และพี่น้องมุสลิมทั่วโลกขานรับคำฟัตวาดังกล่าว  กระทรวงมหาดไทยอังกฤษ  ก็ได้ออกมารับผิดชอบในการดูแลรักษาคุ้มครองความปลอดภัยให้กับรุชดี   รุชดี ต้องหลบซ่อนเป็นเวลาหลายสิบปี    และทำให้รุชดี ต้องประสบความภาวะจิตหลอน และภรรยาของเขาก็ได้หย่าร้างหนีจากเขาไป

หนังสือพิมพ์ ไทมส์  รายงานในวันครบรอบปีแห่งคำฟัตวาอันอมตะของท่านอิมามโคมัยนี(รฎ) ว่า สำนักพิมพ์เพนกวิน ลอนดอน ต้องใช้งบประมาณนับล้านดอลลาร์ ในการคุ้มครองรักษาความปลอดภัยแก่รุชดี

รุชดี ทำหน้าที่แทนนักบูรพาคดีได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งแค่ชื่อหนังสือก็กระทบกระทั่งจิตใจของชาวมุสลิมจนถึงวันนี้ อีกทั้งเป็นที่มาในการดูหมิ่นศาสดาและศาสนาอิสลามที่เราเห็นในวันนี้