ข้อเท็จจริงของแนวคิด “ตักฟีรี” (ISIS) คืออะไร??

13849
“ตักฟิร” คือการกล่าวหามุสลิมว่าปฏิเสธศรัทธา ซึ่งได้กลายมาเป็นแนวคิดที่ยึดถือโดยขบวนการหัวรุนแรงเพื่อสร้างความชอบธรรมในการฆ่าใครก็ตามที่ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ความเชื่อของพวกเขา 

ขบวนการตักฟีรี (ถือว่าแตกต่างคือศัครู) เป็นขบวนการอันตรายต่อมุสลิม และผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมทั้งหมด ถึงแม้ว่า ขบวนการเหล่านี้ จะไม่ใช่ ปรากฏการณ์ใหม่ในประวัติศาสตร์ แต่เราสามารถเข้าถึงได้ว่า ขบวนการอันตรายเหล่านี้ กำลังถูกทำให้แข็งแกร่งขึ้น โดยอาศัยการช่วยเหลือทางการเงินของประเทศเผด็จการบางประเทศ และการมอบข้อมูลลับ และการสนับสนุนจาก สหรัฐ อังกฤษ และไซออนิสต์ในบทความก่อนหน้านี้ ผู้เขียนได้นำเสนอ ไปแล้วว่า สงคราม ระหว่าง USA กับ ISIS เป็นเหมือนการ์ตูนแมวไล่จับหนู ที่ สหรัฐ ไม่ได้คิดจะจริงจังแต่อย่างใด และปฏิบัติการต่างๆ ที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการจู่โจมของสหรัฐอีกด้วย

ในบทความนี้ ผู้เขียนจึงอยากนำเสนอ ผลกระทบจากฝีมือของดาอิชหรือไอซิส ที่ได้กระทำต่อโลกอิสลาม และ ข้อพิสูจน์จากผลกระทบเหล่านี้ที่ชี้ว่า แท้ที่จริงแล้ว ภารกิจต่างๆ ที่ขบวนการตักฟีรีเหล่านี้กำลังปฏิบัติอยู่ ได้มอบผลประโยชน์ให้กับ สหรัฐ และ ไซออนิสต์ในด้านใดบ้าง และเหตุผลที่จะพิสูจน์ว่า กลุ่มตักฟีรีย์กำลังเคลื่อนไหวไปตามทิศทางที่ไซออนิสต์ ได้ขีดเส้นไว้

ความชัดเจนที่ 1 ก่อนหน้าที่จะมีขบวนการตักฟีรี หรือ ไอเอส เกิดขึ้น คาดว่า ผู้อ่านคงเคยได้ยิน กระแสการตื่นตัวของโลกอิสลามในตะวันออกกลางบ้างแล้ว ทั้งในลิเบีย อิยิปต์ ตูนิเซีย เยเมน ซีเรีย บาห์เรน หรือ แม้แต่ซาอุดิอาระเบีย และประเทศอื่นๆ

กระแสเหล่านี้ขยายตัวเป็นวงกว้าง และเริ่มต้นด้วยหลายเหตุผล ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สุด คือ ความต้องการการปกครองระบบอิสลาม และการถอนรากถอนโคนอิทธิพลของสหรัฐในแถบนี้ให้สิ้นซาก ประชาชนจึงออกเคลื่อนไหว ประท้วงต่อบรรดาผู้นำที่ครองบัลลังก์เป็นเวลานาน โดยผู้นำเหล่านี้ก็คือผู้ที่มีมีสหรัฐและโลกตะวันตกคอยค้ำจุนอำนาจให้

ดังนั้น แก่นแท้ด้านหนึ่งของกระแสการตื่นตัวของอิสลาม ก็คือ ขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านอิทธิพลอำนาจตะวันตก ทั้งด้านโลกทัศน์ อุดมการณ์ และภาคปฏิบัติของตะวันตก เช่นการกอบโกยผลประโยชน์ และดูดทรัพยากรของประชาชนเหล่านี้มาอย่างยาวนาน

ซึ่งจากจุดนี้ ถ้าวิเคราะห์และสังเกตถึงกระแสการปฏิวัติในช่วง ISLAMIC AWAKENING จะเห็นว่า สโลแกนหนึ่ง ที่ประชาชนในตะวันออกกลางใช้ คือ ประโยค “DOWN WITH USA” “DOWN WITH ISRAEL” ผู้คนต่างหยิบป้าย ชูขึ้น พร้อมๆ กับตะโกนขับไล่ ผู้นำเผ็จการซึ่งเป็นหุ่นเชิดของสหรัฐ

ทว่าในตอนนี้ กลุ่ม ตักฟีรี ได้เปลี่ยนและบิดเบือนกระแสการต่อต้านดังกล่าวให้กลายเป็นสงครามภายในประเทศและการเข่นฆ่ากันเองระหว่างมุสลิม ส่วนผู้ไม่ใช่มุสลิมแต่อยู่ในเขตพื้นที่ก็ต้องกลายเป็นเหยื่อ และถ้าเป็นมุสลิมก็ต้องโดนทรมานที่โหดร้ายทารุณยิ่งกว่าเหตุการณ์ในหลายปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ขบวนการตักฟีรี โดยเฉพาะ ISIS ได้บิดเบือน และเบี่ยงเบนกระแส การปฏิวัติ แล้วกลับมาทำลายกระแสนี้ ด้วยการอ้างภาพลักษณ์ของอิสลาม ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูเถิดว่า วันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในซีเรีย ปากีสถาน ลิเบีย อิรัก กองทัพที่อ้างว่าเป็นมุสลิมกำลังบั่นศรีษะของใคร?

ใช่แล้วครับ คนเหล่านี้กำลังบั่นศรีษะของมุสลิมเสียส่วนใหญ่ แทนที่จะไปต่อสู้กับอิสราเอล ไปทวงแผ่นดินปาเลสไตน์ เริ่มแรกดูเหมือนว่า จะแสดงตนเป็นนักรบอิสลาม แต่สุดท้ายกลับเข่นฆ่ามุสลิมเสียเอง

ความชัดเจนที่ 2 การเคลื่อนไหวของกลุ่มตักฟีรีเหล่านี้ คือการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า ” พายุเพลิงฟิตนะฮ” เพราะการเคลื่อนไหว ทั้งในอิรัก ซีเรีย ลิเบีย เลบานอน และประเทศอื่นๆ บางประเทศ เป็นเหตุให้สิ่งสำคัญต่างๆ ในประเทศต่างๆ ต้องถูกทำลายลง ถ้ายกตัวอย่างกันเรื่อง ภูมิศาสตร์ เรื่องอาคาร บ้านช่อง ถนน และที่ทำการต่างๆ ท่านก็จะเห็นว่า ในตอนนี้ มีสนามบิน, อาคารสำคัญ ตึกที่มีผู้คนอยู่อาศัยพลุกพล่าน, ถนนตามสายต่างๆ หรือแม้แต่กระทั่งบ่อน้ำ ถูกทำลายไปตั้งเท่าไหร่

จะทำลายบ้านเมืองอย่างนี้ได้ จะฆ่าคนได้มากขนาดนี้ ต้องใช้ เงินทุนเท่าไหร่ ถึงจะสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้ ? เราต่างก็รู้ดีว่า งบประมาณมหาศาลเหล่านี้ ต้องมาจากที่ใดที่หนึ่งเป็นแน่

ขบวนการตักฟีรีเหล่านี้ ได้สาดกระสุน ยิงระเบิด และกำลังเผาโลกอิสลามอยู่ ในขณะที่มุสลิมไทยบางกลุ่มยังเชื่อและศรัทธาอย่างปิดหูหลับตา โดยไม่ฟังคำผู้รู้ในประเทศไทยเลย อาจารย์และผู้รู้หลายๆ ท่าน ก็ได้ออกมาปฏิเสธแล้ว ว่า กลุ่ม ISIS ไม่ใช่อิสลาม ดังนั้น จงอย่า เชื่ออย่าง ผู้ที่หูหนวกตาบอด เป็นใบ้

ความชัดเจนที่ 3 ขบวนการตักฟีรีกำลังทำลายภาพลักษณ์ของอิสลาม และทำให้อิสลามต้องเสื่อมเสีย ทุกคนที่ติดตามข่าวคราว ตามโทรทัศน์หรืออินเตอร์เน็ต ต่างก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นคนๆ หนึ่งกำลังถูกฆ่า โดยที่ความผิดของเขาก็ยังไม่ชัดเจนเสียด้วยซ้ำไป ไม่มีการไต่สวน ไม่มีการตรวจสอบ ซึ่งการกระทำดังกล่าว ขัดแย้งกับหลักการในอัลกุรอ่าน อย่างสิ้นเชิง

เพราะอัลกุรอ่าน ได้กล่าว ว่า “พระองค์อัลลอฮ มิได้ทรงห้ามพวกเจ้า เกี่ยวกับบรดาผู้ที่ไม่ได้ต่อต้านพวกเจา ในเรื่องศาสนา และพวกเขามิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า ในการที่พวกเจาจะทำความดีแก่เขา และให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮ ทรงรักผู้มีความยุติธรรม ทว่า อัลลอฮ ทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนาและขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า และช่วยเหลือให้ขับไล่พวกเจ้า ในการที่พวกเจาจะผูกมิตรกับเขา” [Surat Al-Mumtahana : 8-9]

จากโองการนี้ เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ไอเอส หรือกลุ่มตักฟีรีกลุ่มอื่นๆ ไม่ได้ต่อสู้และเคลื่อนไหวไปตามแนวทางของอิสลาม ผู้เขียนทราบดีว่า พี่น้องชาวไทยบางกลุ่มมีมุมมองในเชิงลบเกี่ยวกับเรื่องการญิฮาด ซึ่งหากพระเจ้าประสงค์ ผู้เขียนจะนำเสนอเรื่องนี้อย่างละเอียด และอธิบายให้กระจ่างชัด

ทว่าจากโองการนี้ ก็สามารถให้ประโยชน์จากการทำความเข้าใจเรื่อง สิทธิระหว่างมุสลิมกับต่างศาสนิกได้ดียิ่งขึ้น อัลกุรอาน คือ วัจนะของพระเจ้า ดังนั้นมุสลิมทุกคนจึงให้คุณค่าในระดับสูงสุด ซึ่งจากโองการนี้ ทำให้เราเข้าใจว่า

1 – อิสลาม ไม่ได้ปฏิเสธในเรื่องการทำความดี การเป็นมิตรต่อคนที่ไม่ใช่มุสลิม โดยมีเงื่อนไขคือ เขาผู้นั้นจะต้องไม่ละเมิดต่อศาสนา และจะต้องไม่เป็นผู้กดขี่บีฑา หรือขับไล่บรรดามุสลิม ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว มนุษย์ทุกคนมีสิทธิในการอยู่อาศัยที่พักอาศัยของตน การที่เขาถูกขับไล่ จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในด้านหนึ่ง และประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนต่างเห็นพ้อง และในส่วนของศาสนา ศาสนาคือ สิ่งที่มุสลิม เทิดทูน ให้เกียรติ ให้ความสำคัญ และรัก การต่อต้านสิ่งที่คนกลุ่มหนึ่งให้คุณค่า จึงเป็นการละเมิดสิทธิของคนกลุ่มนั้น

2 – นอกจากตัวโองการ ยังได้กล่าวให้มุสลิมทำความดีต่อคนต่างศาสนิกแล้ว ยังได้เน้นย้ำให้มุสลิม อยู่อาศัยร่วมกับผู้อื่น บนพื้นฐานของความยุติธรรม และในกฎหมายอิสลาม หรือนิติบัญญัติของอิสลาม ก็มี กฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศอิสลามอยู่ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ประเทศอิหร่าน

3 -กรณีที่ศาสนาอนุญาตให้มุสลิมทำการต่อสู้คือ เมื่อถูกละเมิด ไม่ว่าจะเป็นศาสนา หรือที่อยู่อาศัย หรือ ถูกกดขี่ ดังนั้น โดยรวมแล้ว อิสลามไม่อนุญาตให้ ฆ่าคนที่ไร้ความผิด เพียงเพราะเขาไม่ใช่มุสลิม

ทว่า ขบวนการเหล่านี้ กลับทำในสิ่งตรงกันข้าม นั่นคือ ฆ่าผู้ที่ไม่ได้ละเมิด และเงียบกริบต่อบรรดาผู้ละเมิด อย่างอิสราเอล ปีศาจเหล่านี้ นำคอมุสลิมมาวางไว้บนเขียง และเผยแพร่ภาพต่างๆให้โลกรับรู้ โลกทั้งใบต่างรับรู้ และรับรู้ในนามว่า ขบวนการหนึ่ง ที่อ้างชื่ออิสลาม กำลังทำในสิ่งนี้

ทั้งๆที่อิสลาม คือ ศาสนาแห่ง ความเมตตา คือศาสนาแห่งสติปัญญา คือศาสนาแห่งการใช้ความคิด จะมีอาชญากรรมใดที่ร้ายแรงกว่านี้อีกหรือไม่ จะมีแนวคิดใดที่สกปรกไปยิ่งกว่านี้อีกหรือ??

ความชัดเจนที่ 4 คือ การเพิกเฉยต่อ กาซ่า

กาซ่า ถูกทิ้งให้ทำสงครามกับ อิสราเอล เป็นระยะเวลายาวนานถึง 50 วัน รัฐบาลที่อ้างว่า เป็นแม่แบบของอิสลาม และกำลังได้รับการโปรโมต กลับนิ่งเงียบในเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่รัฐบาลเหล่านี้ สามารถสนับสนุนกาซ่าได้ อย่างน้อยก็สนับสนุนทางการเงินแต่กลับนิ่งเงียบ ประเทศอาหรับหลักๆ ที่ ผู้ปกครองเป็นเศรษฐีหลายแสนล้านดอลลาร์ กลับไม่ทำอะไรเลย และหนำซ้ำ บางประเทศยังสนับสนุนรัฐเถื่อนไซออนิสต์อีกด้วย

ความชัดเจน ที่ 5 ขบวนการตักฟีรีย์ กำลังล้างสมองเยาวชนมุสลิม

หนึ่งในผลกระทบจากขบวนการ ก็คือ การบิดเบือน การล้างสมองเยาวชนมุสลิม ในวันที่เยาวชนมุสลิมทั่วโลกได้รับพลังจากการตื่นตัวของโลกอิสลาม และพร้อมที่จะรับใช้เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของศาสนา แต่ทว่า ขบวนการผู้สวมหน้ากากอิสลามเหล่านี้ กลับบิดเบือน และเบี่ยงเบน การตื่นตัวของโลกอิสลามอันนี้ไป ซึ่งถ้าวัยรุ่นคนไหนที่ไม่ติดตามข่าวสาร ก็จะถูกดึงตัวได้ง่ายจากความไม่รู้ของพวกเขา พวกเขาจะถูกดึงตัวไปเป็น เพชรฆาต ผู้บั่นศรีษะมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือ สตรีก็ตาม และนี่ก็เป็นหนึ่งให้ความเลวร้ายของขบวนการตักฟีรีย์เหล่านี้

ความชัดเจนที่ 6 การประกาศ ทัศนะของ ผู้รู้ชาวมุสลิมทั่วโลก ทั้งซุนนี่ และชีอะฮ ได้ออกมาแสดงทัศนะตรงกัน ว่าการกระทำของกลุ่มตักฟีรีเหล่านี้ ไม่ได้เป็นการกระทำที่มีพื้นฐานจากคำสอนของอิสลาม และยังได้สร้างภาพลบและความเสื่อเสียให้กับพี่น้องมุสลิม โดยการประชุมสัมมนาภัยคุกคามของตักฟีรและสุดโต่ง ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองกุม ประเทศอิหร่าน ระหว่างวันที่ 23-24 พฤศจิกายน 57 โดยมีนักวิชาการโลกอิสลามจาก 83 ประเทศเข้าร่วม มีผู้เข้าร่วมสัมมนาจากต่างประเทศ ทั้งพี่น้องอะห์ลิลซุนนะห์ และชีอะห์ จำนวน 300 กว่าคน และก่อนหน้านี่ ก็มีผู้รู้ตามประเทศต่างๆ ซึ่งรวมทั้งประเทศ มาเลเซีย อินโดนิเซีย และไทย ที่ ได้ออกมาชี้แจงถึง กรณี ของ ISIS แล้วว่า ไม่ใช่ดำเนินขบวนการตามหลักการของอิสลาม

จากความชัดเจนเหล่านี้ ทำให้เราไม่สามารถมองข้ามไปอย่างง่ายๆ เพราะ ขบวนการตักฟีรี คือ ผู้ที่กำลังรับใช้ มหาอำนาจ และศัตรูของอิสลามอยู่ และมหาอำนาจเหล่านี้ ต้องการทำให้ฟิตนะฮอันนี้ มันมีชีวิตอยู่ตลอดเวลา

หน้าที่ของบรรดาผู้รู้ และนักวิชาการที่รู้ทันต่อเหตุการณ์ผู้เขียนจะขอสรุปหน้าที่ของบรรดาผู้รู้ และนักวิชาการที่รู้ทันต่อสถานการณ์ ฟิตนะฮ และการเคลื่อนไหวของขบวนการตักฟีรี เหล่านี้ โดยนำคำสั่งเสียจาก “ซัยยิด อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลาม มานำเสนอให้ผู้อ่านได้รับทราบ โดยสรุปคือ

1 – บรรดาผู้รู้ในทุกๆ มัซฮับ จะต้องเคลื่อนไหวในเชิงวิชาการ เหตุผล ปัญญา และตรรกะ เพื่อทำการถอนรากถอนโคนแนวคิดตักฟีรีให้หมดสิ้นไปจากสังคมอิสลาม บรรดาผู้รู้ทุกๆ มัซฮับ ที่ต้องมีความรู้สึกห่วงใยต่อศาสนาอิสลาม และแสดงความเจ็บปวดต่ออิสลาม จะต้องเคลื่อนไหวทางวิชาการ จะต้องสร้างความกระจ่างและให้พิสูจน์ให้พี่น้องเข้าใจว่า ขบวนการตักฟีรี ที่อ้างสโลแกน “ปฏิบัติตามซะลัฟศอและฮ” กำลังปฏิบัติในสิ่งที่บรรดา ซะลัฟศอและฮ (หรือบุคคลผู้เที่ยงธรรมยุคแรกเริ่มในสมัยอิสลาม ) รังเกียจ พิสูจน์ด้วยหลักการที่ถูกต้องของศาสนา และความรู้

จงช่วยเหลือ บรรดาเยาวชน ที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ แนวคิดที่หลงผิด ซึ่งกำลังคิดว่า กำลังทำในสิ่งที่ถูกต้องอยู่ ซึ่งตรงกับที่อัลกุรอ่านได้กล่าวถึงพวกเขาไว้ว่า “จงกล่าวเถิด จะให้เราแจ้งแก่พวกเจ้า ให้รู้ถึงบรรดาผู้ที่ขาดทุนในการงานทั้งหลายไหม ? คือบรรดาผู้ที่การพากเพียรของเขาได้หลงอยู่ในชีวิตทางโลกนี้ และพวกเขาต่างก็คิดกันว่า แท้จริงแล้ว พวกเขาได้กระทำในสิ่งดีงาม” (ซูเราะฮ กะฮฟ 103-104)คนเหล่านี้คิดว่า พวกเขากำลังต่อสู้ในหนทางของศาสนา แต่กลับกลายเป็นว่า พวกเขาเหล่านี้แหละ ที่ในวันกิยามัต ได้อุธรณ์ว่า “ข้าแต่พระผู้อภิบาลของเรา แท้จริง เราได้เชื่อฟังปฏิบัติตาม บรรดาหัวหน้า ของเรา และผู้นำของเขา ซึ่งพวกเขาได้ทำให้เราต้องหลงทาง ข้าแต่พระผู้อภิบาลของเรา ได้โปรดลงโทษพวกเขาเป็นสองเท่า และโปรดสาปแช่งพวกเขาดด้วยการสาปแช่งที่ใหญ่หลวงด้วยเถิด” (ซูเราะฮ อะฮซาบ จากโองการ ที่ 67 68 )

ผู้น่าสังเวชเหล่านี้ ก็คือคนที่ร่วมกันสังหาร ผู้รู้ผู้ยิ่งใหญ่ของมุสลิมท่านหนึ่งในมัสยิด ดามัสกัส และพวกเขาก็คือสมาชิกของคนเหล่านี้ บุคคลที่กล้าตัดศีรษะมุสลิม โดยใช้ข้ออ้างว่า หลงทาง หรือ บิดเบือนออกจากศาสนา คือ ผู้มีอุดมการณ์ และเป็นหนึ่งในบุคคลเหล่านี้ บุคคลที่กำลังปฏิบัติภารกิจสังหารมุสลิม ในปากีสถาน อัฟกานิสถาน แบกแดด และเมืองๆ ต่างในอิรัก ซีเรีย และเลบานอน ไม่ว่าจะด้วยการลอบวางระเบิด หรือการทำให้ผู้บริสุทธิ์ไร้ความผิด ต้องเปรอะเปื้อนไปด้วย ดินโคลน และเลือด ก็คือคนพวกนี้ ที่ในกิยามัต จะกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้อภิบาลของเรา แท้จริง เราได้เชื่อฟังปฏิบัติตาม บรรดาหัวหน้า ของเรา และผู้นำของเขา ซึ่งพวกเขาได้ทำให้เราต้องหลงทาง ข้าแต่พระผู้อภิบาลของเรา ได้โปรดลงโทษพวกเขาเป็นสองเท่า และโปรดสาปแช่งพวกเขาดด้วยการสาปแช่งที่ใหญ่หลวงด้วยเถิ

นอกจากนี้ อัลกรุอ่านยังได้กล่าวในอีกโองการหนึ่ง จากซูเราะฮอะรอฟ 37 ว่า “แต่ละกลุ่มจะต้องได้รับ(การลงโทษ)เป็นสองเท่า ไม่ว่าจะเป็นผู้นำ หรือ ผู้ตาม” และอัลกุรอ่านยังได้กล่าวอีกว่า “จะมีการทะเลาวิวาทระหว่างชาวนรกด้วยกันเอง” (ซูเราะฮ ศอด 64)

นักวิชาการจำเป็นต้องช่วยเหลือคนเหล่านี้ จำเป็นต้องช่วยเหลือเยาวชนเหล่า ซึ่งนี้ถือเป็น พันธกิจของบรรดาผู้รู้ ทั้งผุ้รู้ที่อยู่ในวงการของนักวิชาการและปัญญาชน หรือผู้รู้ที่มีความสัมพันธ์กับประชาชน จะต้องพยายาม อย่างสุดความสามารถ เพื่อที่ว่าเมื่อวันหนึ่งมาถึง เมื่อวันกิยามัต มาถึง พวกเขาจะสามารถตอบคำถามกับพระองค์ได้

2 – หน้าที่อีกประการหนึ่งที่ปัญญาชนต้องให้ความสำคัญ ก็คือ การทำความเข้าใจว่า บทบาททางการเมือง ของมหาอำนาจอย่างอังกฤษ อเมริกา ในภูมิภาคนี้ คืออะไร? จะต้องให้ความกระจ่างต่อสิ่งนี้ ปัญญาชนจะต้องเปิดเผยให้รู้ว่า สหรัฐมีบทบาทอะไรในวิกฤติการณ์นี้ ทั้งบทบาทเรื่องการมอบข้อมูลลับจาก สหรัฐ อังกฤษ และไซออนิสต์ ให้กับขบวนการตักฟีรีเพื่อหล่อเลี้ยงให้ขบวนการเหล่านี้อยู่รอด เพื่อหล่อเลี้ยงฟิตนะฮแห่งตักฟีรี จะต้องทำให้ประชาชนได้รู้ความจริงที่ว่า กลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้กำลังทำงานรับใช้มหาอำนาจเหล่านี้อยู่ และมหาอำนาจเหล่านี้ก็กำลังสนับสุนพวกเขาด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ทรัพย์สิน อาวุธ หรือแม้แต่กระทั่งการฝึกนักรบ

3 – อีกหน้าที่หนึ่งที่มีความสำคัญ และจะต้องเร่งทำการปฏิบัติอย่างเร่งด่วน ก็คือ การให้ความสำคัญกับวิกฤติในปาเลสไตน์ จะต้องไม่ปล่อยให้ ปาเลสไตน์ อัลกุดส์ และประเด็นเรื่อง มัสยิด อัลอักศอ ถูกทำให้ลืมเลือน เพราะมหาอำนาจเหล่านี้ต้องการให้โลกอิสลาม และผู้มีใจรักความเป็นธรรมลืมสิ่งเหล่านี้ ทำให้สิ่งเหล่านี้หายไปจากความทรงจำ

ให้ทุกท่านพิจารณาดูว่า ในตอนนี้ อิสราเอล ได้ประกาศตามสถานีโทรทัศน์ว่า ประเทศปาเลสไตน์ เป็นประเทศของยิวไซออนิสต์ ในขณะที่มุสลิม กำลังลืมเลือนในเรื่องนี้ ไซออนิสต์ก็ค่อยๆรุกคืบในการยึด อัลกุดส์ เข้าไปเรื่องๆ

ในช่วงท้ายท่าน อิมามคาเมเนอี ได้กล่าวว่า

“เราได้รับความโปรดปรานจากพระผู้เป็นเจ้า และจะต้องผ่านปัญหาเรื่องข้อจำกัดระหว่างมัซฮับไปให้ได้ เพราะขณะที่เราได้สนับสนุน ฮิสบุลลอฮ ในเลบานอน ซึ่งเป็นชีอะฮ เช่นเดียวกับที่เราได้สนับสนุน ฮามาส ในปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นอะฮลิซุนนะฮ เราได้ญิฮาดแล้ว และจะญิฮาดต่อไป เราจะต้องไม่ตกเป็นทาสของความขัดแย้งในเรื่องมัซฮับ เราจะไม่พูดว่า นี่ชีอะฮ นี่ซุนนี่ นี่ ฮะนาฟีย์ นี่ ฮัมบาลี นี่ชาฟีอีย์ นี่ซัยดีย์ เราได้เห็นเป้าหมายหลักของเราแล้ว และเราได้ช่วยเหลือพวกเขาแล้ว และเราสามารถทำให้พี่น้องชาวปาเลสไตน์ของเราในกาซ่าแข็งแกร่งขึ้นมาได้ อินชาอัลลอฮ เราจะทำเช่นนี้ต่อไป และข้าพเจ้าจะประกาศว่า ในเขตเวสแบงค์ ก็จะต้องเป็นเหมือนกาซ่า ที่ผู้คนได้รับอาวุธ และพร้อมสำหรับการปกป้อง”

ดังนั้น การดับไฟมรสุมแห่งฟิตนะฮนี้ ไฟแห่งการใส่ร้าย การโกหก จึงต้องเคลื่อนไหวด้วยความรู้ ด้วยเหตุผล ด้วยปัญญา มุสลิมและพี่น้องชาวไทยพุทธ จะต้อง รู้ทันถึงสถานการณ์ และเกมการเมืองของแต่ละฝ่ายให้ถูกต้อง และสังคมจะแข็งแกร่งได้ ต้องอาศัยความสามัคคี และละทิ้งความขัดแย้ง และพิจารณาว่า ศัตรูที่แท้จริง ที่กำลังบงการอยู่เบื้องหลัง ที่กำลังล้างสมองผู้คนให้เกลียดชังอิสลาม ที่กำลังบิดเบือนเยาวชนให้ฆ่าพี่น้องด้วยกันเอง คือใคร ?