‘ความปลอดภัย’ – วงแหวนที่ขาดหายไปในตะวันตก

239

ในขณะที่ยุโรปและอเมริกาได้สร้างเวอร์ชั่น “ความปลอดภัย” สำหรับประเทศอื่น ๆ แต่มีรายงานที่น่าทึ่งเกี่ยวกับความไม่มั่นคงและความไม่ปลอดภัยในอังกฤษและอเมริกา

ยุโรปและอเมริกาได้สร้างเวอร์ชั่นแห่งความปลอดภัยมานานหลายปีสำหรับประเทศในเอเชียตะวันตก ซึ่งเวอร์ชั่นดังกล่าวได้เริ่มต้นด้วยขั้นตอนการ “รักษาเยียวยา”  ประเทศต่างๆ และการส่งเสริมให้พวกเขายอมรับแนวคิด “เสรีนิยม” และปฏิเสธวัฒนธรรมดั้งเดิม เพื่อก้าวไปสู่ “การพัฒนา” และ “ความปลอดภัย” ที่สมบูรณ์ ตามทัศนะของตะวันตก ในกรณีนี้ ทำให้ประเทศและวัฒนธรรมที่ต้องการยืนหยัดในอุดมการณ์ของตน จำเป็นต้องเตรียมพร้อมอาวุธเพื่อรับมือกับ เวอชั่นความปลอดภัยรุ่น “เสรีนิยม” นี้ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เกิดเป็นสงครามกลางเมือง และไปจนถึงสงครามตัวแทนระหว่างประเทศ

ในลักษณะเดียวกันนี้เอง รัฐบาลอเมริกาด้วยการบุกอัฟกานิสถานและอิรัก ทำให้พลเมืองผู้บริสุทธิ์นับพันคนถูกฆ่าตายและหลายพันคนได้รับบาดเจ็บ พิการและต้องพลัดถิ่น ! และด้วยกับตรรกะนี้ทำให้ในวันนี้เรามองเห็นสาเหตุเบื้องหลังเหตุการณ์ระเบิดในซีเรียและอิรักในบริบทของปัจจุบัน…

แต่ในขณะที่ยุโรปและอเมริกาได้กำหนดวางเวอร์ชั่นการรักษาความปลอดภัยสำหรับประเทศของเอเชียตะวันตก  ตนเองกลับต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงและไม่ปลอดภัยที่มีการแพร่ขยายอย่างน่ากลัว อย่างแพร่หลาย ความปลอดภัยในวันนี้ คือวงแหวนที่ขาดหายไปสำหรับมนุษย์สมัยใหม่ที่อาศัยอยู่ในยุโรปและอเมริกา อัตราการเพิ่มขึ้นของสถิติอาชญากรรม การฆาตกรรม การโจมตีแบ่งแยกสีผิว การสาดน้ำกรด การโจมตีของผู้ก่อการร้าย ฯลฯ เป็นสัญญาณทั้งหมดของความน่าผิดหวัง เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ความปลอดภัยในอเมริกาและยุโรป

การโจมตีด้วยน้ำกรด ปรากฎมากถึง 408 ครั้ง

รายงานจากอังกฤษ เผยว่า การสาดน้ำกรดมีการแพร่กระจายอย่างแพร่หลายในประเทศ และรัฐบาล “เทเรซา” ก็ได้ประกาศอย่างแข็งกร้าวในการลงโทษผู้กระทำผิดจากการโจมตีด้วยน้ำกรด ตามรายงานของโทรทัศน์ BBC รายงานว่า มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นในคืนวันพฤหัสบดีหลังจากที่คนร้ายใช้น้ำกรดโจมตีพลเมืองในกรุงลอนดอนห้าราย

ตำรวจอังกฤษโดยให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีด้วยน้ำกรดในปีที่ผ่านมาว่า “ในช่วงเวลาดังกล่าวทางตำรวจได้รับแจ้งกรณีก่อเหตุโจมตีด้วยน้ำกรดมากถึง  408 ครั้ง” วัตถุส่วนใหญ่ที่ใช้ในการโจมตีเหล่านี้ ได้แก่ สารฟอกขาวแอมโมเนียและกรด และในกรณีที่สามารถระบุอายุของผู้กระทำผิด ปรากฏว่าหนึ่งในห้าของคนร้าย มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

รัฐมนตรีมหาดไทยของอังกฤษ ในการควบคุมสถานการณ์ดังกล่าวจึงสั่งทบทวนกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างที่กระทำไปนั้น เป็นไปเพื่อให้สามารถป้องกันการโจมตีด้วยน้ำกรด  ซึ่งก่อนหน้านี้ได้วางกฎที่รุนแรง ด้วยการจำคุกตลอดชีวิต สำหรับผู้ที่ใช้น้ำกรดโจมตีบุคคลอื่น

ในการโจมตีล่าสุดที่เกิดขึ้นในคืนวันพฤหัสบดี  คนร้ายห้าคน ซึ่งขับขี่จักรยานยนตร์ ได้ใช้ระยะเวลา ภายใน 90 นาทีในการปฏิบัติการสาดน้ำกรดไปยังกลุ่มเป้าหมาย  และมีเด็กอายุ 16 ปีถูกจับกุม โดยมีความเชื่อมโยงกับการโจมตีในครั้งนั้น และในเร็ว ๆ นี้ก็จะปรากฏตัวในชั้นศาล  การสาดน้ำกรดในอังกฤษเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย โดยมีแรงจูงใจต่างๆในการโจมตี นอกจากนั้นการโจมตีทางเชื้อชาติและเหยียดสีผิวในประเทศก็ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น

ในการนี้ “อะนีซะห์ อับดุลอาซิส” พลเมืองมุสลิมที่อาศัยอยู่ในกรุงลอนดอนออกโพสต์ข้อความบนหน้าทวิตเตอร์ของเธอ กรณีที่ถูกโจมตีทางเชื้อชาติในสถานีรถไฟใต้ดิน “Baker Street ” ว่า “ผู้บุกรุกพยายามที่จะดึงผ้าคลุมผมของเธอออกจากศีรษะของเธอ”  ทางโฆษกตำรวจขนส่งอังกฤษกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ถือเป็นการโจมตีทางเชื้อชาติ  และตำรวจกำลังสืบสวน ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนรอมฎอนปีนี้ เกิดเหตุรถยนต์ขับพุ่งโจมตีพิธีละหมาดของชาวมุสลิมใกล้กับมัสยิดในภาคเหนือของกรุงลอนดอน ทำให้มีพลเมืองหนึ่งคนถูกฆ่าตายและอีกหลายคนได้รับบาดเจ็บ

The Independent เขียนในรายงานสัปดาห์ที่แล้วว่า  “การก่ออาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการเกลียดชัง รวมทั้งการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติและศาสนา เพิ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังจากการลงคะแนนเสียงครั้งประวัติการณ์ของชาวอังกฤษที่ได้ถอนตัวจากสหภาพยุโรป”

นักวิเคราะห์บางคนยังเชื่อว่าจากเหตุการณ์โจมตีดังกล่าว และรายงานที่ถูกตีพิมพ์เกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของ Islamophobia ในอังกฤษ และระดับของการก่ออาชญากรรมแห่งความเกลียดชังต่อชาวมุสลิมจะไม่มีวันลดลงมาอีกอย่างแน่นอน !

เมืองชิคาโก

ในเมืองชิคาโก ของสหรัฐฯอเมริกา ก็เช่นกัน ได้ประจักษ์ถึงการโจมตีและเหตุการณ์ความไม่สงบรายวันที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์  รายงานระบุว่า ในช่วงหนึ่งวัน อย่างน้อย 10 คน รวมทั้งนักเคลื่อนไหวต่อต้านความรุนแรงและเด็ก 9 ขวบ  ตกเป็นเป้าหมายของเหตุกราดยิง  และเหตุการณ์กราดยิงในพื้นที่ต่างๆในเมืองนี้ มีพลเรือนที่ถูกฆ่าตายและ ได้รับบาดเจ็บแล้วถึง   37 คน

IRNA รายงานว่า นับตั้งแต่เริ่มต้นปี (มกราคม)ที่ผ่านมา  อย่างน้อย 984,000 คนถูกยิงในเมืองชิคาโก ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว 394 คน  ปัญหาความรุนแรงของการติดอาวุธเป็นปัญหาทางสังคมที่สำคัญในมหานครชิคาโก  และด้วยการปรากฏตัวของแก๊งอาชญากรในพื้นที่ยากจนบางส่วนของชิคาโก   ทำให้การใช้อาวุธปืนในการก่อเหตุความรุนแรงในเมืองนี้มากกว่าเมืองอื่นๆในสหรัฐอเมริกา

ตามสถิติ คนอเมริกันมีอาวุธขนาดเล็กในครอบครองมากที่สุด เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรของประเทศ โดยที่ทุก 100 คน  จะมี 90 คน ที่มีปืนไรเฟิลและปืนพกไว้ครอบครอง แต่เนื่องจาการมีอิทธิพลของล็อบบี้ยิสต์ปืนในรัฐสภาของอเมริกา  รัฐบาลและทั้งสองพรรคการเมืองใหญ่ในประเทศไม่มีการดำเนินการใช้มาตรการที่รุนแรงเพื่อ จำกัด การเข้าถึงอาวุธปืน

มีการแสดงความคิดเห็นว่า นี่คือการฆาตกรรม ที่นอกเหนือจากการฆาตกรรมที่กระทำโดยตำรวจอเมริกา ที่ได้รับแรงจูงใจในการโจมตีแบ่งแยกเชื้อชาติและเหยียดสีผิว

Source: islamtimes.org