อดีตเลขา สภาโลกมุสลิมสัมพันธ์ WFPIST ชี้ ลอนดอน และริยาด หนุนเครือข่าย “ชีรอซี” สร้างสงครามสุนหนี่-ชีอะฮ์

163
อยาตุลเลาะห์มุฮ์ซิน อะรากี (ขณะดำรงตำแหน่ง) เลขาธิการ สภาโลกเพื่อเสริมสร้างความใกล้ชิดระหว่างสำนักคิดอิสลาม (WFPIST) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Mehr News Political Service ซึ่งเขาเชื่อว่า สหราชอาณาจักรและซาอุดีอาระเบียให้เงินสนับสนุนแก่คณะของอยาตุลเลาะห์ ซอดิก ชิรอซี (Ayatollah Sadiq Shirazi) ที่ฉาวโฉ่

กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ ในการบ่อนทำลายความเป็นปึกแผ่นของประชาชาติอิสลาม นำมาใช้โดยหน่วยข่าวกรองของโลกจักรวรรดินิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กร MI6 ของอังกฤษ, CIA ของสหรัฐฯ และ Mossad ของไซออนิสต์อิสราเอล คือ การบ่มเพาะความขัดแย้งระหว่างนิกายอิสลาม การจัดตั้ง และสนับสนุนกลุ่มสุนหนี่หัวรุนแรง ที่เรียกว่ากลุ่มวาฮาบี-ตักฟีรี และการใช้แผนการเดียวกัน เพื่อส่งเสริมกลุ่มหัวรุนแรงชีอะฮ์ในอิหร่าน อิรัก และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งในแนวทางทั้งหลายที่สอดรับกับแผนแม่บท (Master Plan)เพื่อต่อกรกับประชาชาติอิสลาม

อิมามซัยยิด อะลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ได้วิพากษ์วิจารณ์แนวโน้มดังกล่าว; “เราจะไม่ยอมรับ ว่าเป็นความสัจจริง สำหรับชีอะฮ์ ที่มีรากฐานมาจากลอนดอน นี่ไม่ใช่สำนักคิดชีอะห์ที่บรรดาอิมาม (อ.) ทำการเผยแพร่ และสนับสนุนการเติบโตของมัน แนวคิดชีอะฮ์ แบบที่วางอยู่บนความขัดแย้งระหว่างนิกาย และเป็นการปูพื้นฐานให้แก่ศัตรูของอิสลาม ไม่ใช่แนวคิดชีอะฮ์ แต่เป็นลัทธินอกรีต” – ผู้นำสูงสุดกล่าวในโอกาสหนึ่ง

เพื่อให้ผู้อ่านมีมุมมองที่ดียิ่งขึ้นเกี่ยวกับคณะของอยาตุลเลาะห์ ซอดิก ชีรอซี (Ayatollah Sadiq Shirazi) และต้นฉบับคำสอน นำเข้าจากอังกฤษ ที่มีอิทธิพลต่อคณะดังกล่าวนี้ สำนักข่าว Mehr News Political Service ได้สัมภาษณ์ อยาตุลเลาะห์ มุฮ์ซิน อะรากี (Ayatollah Mohsen Araki) ขณะดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ สภาเพื่อเสริมสร้างความใกล้ชิดระหว่างสำนักคิดอิสลามโลก (WFPIST) ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามคำสั่งของ อิมามซัยยิด อะลี คาเมเนอี เพื่อความปรองดองระหว่างมุสลิมจากสำนักคิดต่างๆในอิสลาม

ในการนี้ อยาตุลเลาะห์ มุฮ์ซิน อะรากี ได้วิพากษ์วิจารณ์คณะของอยาตุลเลาะห์ ชีรอซี อันนำไปสู่ปฏิกิริยาตอบสนองอย่างเกรี้ยวกราด จากสื่อที่ให้การสนับสนุน และเป็นกระบอกเสียงให้แก่แนวคิดชีรอซี ว่าด้วยหลักคำสอนของชีอะฮ์

“ ข้าพเจ้าบอกกล่าวคำวิจารณ์ของข้าพเจ้า ที่มีต่อคณะนี้ แก่สื่อมวลชนได้รับทราบ เนื่องมาจากความสำนึกรู้ถึงหน้าที่รับผิดชอบ และข้าพเจ้าได้คาดการณ์ปฏิกิริยาที่ไม่เป็นมิตรเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม สำหรับนักการศาสนา วัย 45 ปี ที่อยู่ในแนวหน้า และผู้ที่ชีวิตของเขาต้องเผชิญกับภัยคุกคามร้ายแรงในเส้นทางนี้แล้ว ปฏิกิริยาดังกล่าว ไม่มีความสำคัญเลยแม้แต่น้อย” อยาตุลเลาะห์อะรากี กล่าวกับ Mehr News

“คณะชีรอซี เป็นพรรคการเมืองที่มีการจัดการเป็นอย่างดี ซึ่งแสวงหาเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง มันนำเสนอวัตถุประสงค์ทางการเมือง ในคราบของการโฆษณาชวนเชื่อทางศาสนาที่เป็นที่นิยม และในเส้นทางนี้ มันมีเบื้องหลัง คือ การสนับสนุนโดยกองกำลังนอกภูมิภาค ข้าพเจ้าจะจัดเตรียมหลักฐานที่ไม่สามารถโต้แย้งได้สำหรับการกล่าวอ้างนี้ ซึ่งระบบข่าวกรองของเราได้บันทึกไว้ หลักฐานจะถูกเปิดเผย เมื่อใดก็ตามที่มีความเหมาะสม” เขากล่าวเสริม

อยาตุลเลาะห์อะรากี ยืนยันว่า หลักฐานแสดงให้เห็นว่าซาอุดีอาระเบียให้การสนับสนุนคณะของชีรอซี

“เรามีหลักฐานที่ชัดเจนว่า ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสุนหนี่ ที่เป็นปฏิปักษ์กับชีอะห์ มีเครือข่ายพิเศษของตน ในการทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างคณะของชีรอซี กับสหราชอาณาจักร” – เขายืนยัน

อยาตุลเลาะห์ อะรากี อย่างไรก็ตาม ได้สบประมาท กิตติศัพท์ และความนิยมของคณะดังกล่าว ที่มีต่อหมู่นักศึกษาสถาบันศาสนา; “แม้จะมีทรัพยากร และการจ่ายเงินที่ฟุ่มเฟือย แต่คณะนี้ ก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ในการให้การศึกษาแก่บุคลากรทางวิชาการ ซึ่งถูกเรียกกันในธรรมเนียมของสถาบันศาสนาว่า บุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามมาตรฐานของนิติศาสตร์อิสลาม (ฟิกห์)” – เขากล่าวกับ Mehr News

จากนั้น อดีตเลขาฯ ได้อธิบายถึงรากฐานทางทฤษฎี และเชิงปฏิบัติของคณะดังกล่าว;

“ทั้งในภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ คำสอนของคณะนี้ อยู่ในแนวแทยง ตรงกันข้ามกับแนวคิดเรื่องเอกภาพมุสลิม คณะนี้มีการวางสถานะที่เฉพาะของตน ในประเด็นใหญ่ของโลกอิสลาม รวมถึงปัญหาปาเลสไตน์ และการยอมรับรัฐไซออนิสต์ ความกังวลหลักของคณะนี้ ไม่ได้อยู่ที่การต่อสู้กับอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และรัฐข้าราชบริพาร (ที่เป็นพันธมิตร)ของประเทศจักรวรรดินิยมเหล่านี้ในภูมิภาค ตรงข้าม พวกเขาเห็นว่า สถานการณ์ และสภาพการณ์ที่เป็นอยู่นั้น เกิดขึ้นเป็นธรรมชาติ และเป็นที่เหมาะสม” อยาตุลเลาะห์อะรากี กล่าว

“ ซัยยิด ซอดิก ชีรอซี เอง ขาดคุณสมบัติ และข้อกำหนดตามหลักการ สำหรับบุคคล ที่สามารถให้ความคิดเห็นเฉพาะในนิติศาสตร์อิสลาม (ฟิกห์) การศึกษาวิชาการศาสนาของเขาขัดแย้งกับ การถูกเรียกในฐานะ มุจตะฮิด (ผู้วิเคราะห์ซุนนะฮ์ และคัมภีร์ทั้งหมด เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางแก้ไขที่เฉพาะเจาะจง) ทว่า ความสามารถของพวกเขา คือ การรวบรวมบุคลากรที่แตกต่าง ผสมปนเปกัน เป็นบรรดาบุคคล ผู้ซึ่งมีการอ้างอิงถึงเพียงน้อยนิด ในกระบวนการสอนวิชาการศาสนาอิสลาม แต่เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในพิธีกรรม และการปลุกเร้า ความรู้สึกทางอารมณ์ของมวลชน” อยาตุลเลาะห์อารากี ยืนยัน

อยาตุลเลาะห์อะรากี เชื่อว่า คำวิจารณ์ที่ต่อต้านคณะดังกล่าวของเขา ส่งแรงสั่นสะเทือนเกินขอบเขตในอิหร่าน และพิสูจน์แล้วว่า มีประสิทธิภาพในการให้ข้อมูลที่กระจ่างชัด และเปิดเผยส่วนที่ซ่อนเร้น และไม่เป็นที่รู้จักของคณะชีรอซี “กลุ่มนี้เป็นเพียงกลุ่มที่แปลกแยก และโดดเดี่ยวท่ามกลางมหาชนผู้ศรัทธาที่เคร่งครัดศาสนาจำนวนมาก ข้อบ่งชี้ ที่บอกว่า พวกเขาพึ่งพาไปยังแหล่งที่มาจากต่างประเทศนั้น เปิดเผยอย่างชัดเจนเกินไป และไม่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบมากนัก พวกเขาปฏิบัติตามนโยบายของอังกฤษ; ตั้งแต่อดีต อังกฤษมีบทบาทในการผลิตนิกายแปลกปลอมขึ้นมาจากนิกายใหญ่อื่น ๆ ตัวอย่างเช่น พวกเขาสนับสนุนและส่งเสริมลัทธิบาไฮ ที่ซึ่งค้นพบว่า ปาเลสไตน์ คือ สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการเป็นสำนักงานใหญ่ของพวกเขา เมื่อดินแดนนี้ เป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษ” – เขาเสริมรายละเอียด

“ลัทธิวะฮาบีย์ ก็เป็นผลผลิตจากอังกฤษ เพื่อยิ่งทำให้อิสลามอ่อนแอลง เมื่อไม่นานมานี้ อังกฤษได้ให้การสนับสนุนและจัดหาทรัพยากรให้แก่ อะห์หมัด ฮาซัน อัล ยะมานี (Ahmad Hassan al-Yamani) ผู้แอบอ้างเป็น ผู้มาโปรดโลก (Messiah /อิมามมะฮ์ดี) คนใหม่ เรายังมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า หน่วยข่าวกรองอื่น ๆ นั่นคือ CIA และ Mossad ก็มีบทบาทที่ดำเนินอยู่มากเช่นกัน กลุ่มใต้ดินรับจ้างของหน่วยข่าวกรองยักษ์ใหญ่เหล่านี้ มีเครือข่ายกว้างขวาง ซึ่งได้กวัดแกว่งอำนาจอย่างแข็งแกร่งทั่วอิรัก” อยาตุลเลาะห์ อะรากี กล่าวเสริม

“ตอนที่อยู่ในอังกฤษ ข้าพเจ้าได้รับรายงานเกี่ยวกับความสำเร็จของกลุ่มทหารรับจ้าง ในการสรรหาคนหนุ่มสาวชีอะฮ์ และสุนหนี่ เพื่อปฏิบัติการข่าวกรอง เห็นได้ชัดว่า รัฐบาลกำลังสนับสนุนกลุ่มเฉพาะต่างๆ ในมัสยิดของมหาวิทยาลัย และสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจอื่น ๆ; สิ่งนี้ดำเนินไปตามแบบแผนอย่างเป็นระบบ นี่คือธาตุแท้ของลัทธิชีอะฮ์ของอังกฤษ ที่ได้รับการสนับสนุน และจัดการโดยระบบข่าวกรองของรัฐบาลอังกฤษ มีชีอะฮ์อื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรเช่นกัน ผู้ซึ่งพบว่าแนวความคิดเหล่านี้ สามารถสอดแทรกเข้ามาได้จริง เมื่อพวกเขาประจักษ์ว่า บางคณะ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอยู่เบื้องหลังพวกเขา” – เขากล่าว

“คณะดังกล่าว ปัจจุบัน อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของอังกฤษ ซึ่งอยู่ในสังกัดของชีรอซี (Shirazi), ยัสเซอร์ อัล-ฮาบีบ (Yasser al-Habib) และ อัลลายารี (Allahyari) มีเพียงคณะของชีรอซีเท่านั้น ที่ชื่นชอบ การจัดระเบียบ และการทำงานที่เป็นระบบ ทั้งชีอะฮ์และสุนหนี่ ต้องเผชิญกับปัญหาในสองประเด็น; 1) บางส่วนที่สุดโต่งจากรายงาน(ริวายัต) ในชีอะห์ และสุนหนี่; ประเด็นที่ 2) เกี่ยวข้องกับการปรับแนวทางให้สอดรับกับวัตถุประสงค์ของต่างประเทศ ประเด็นหลังนี้ เป็นอันตรายกว่า และเป็นแหล่งที่อังกฤษและสหรัฐอเมริกาสามารถทำคะแนนได้สำเร็จระดับหนึ่ง – คู่ขนาน สามารถเห็นประจักษ์ได้จากกรณีของกลุ่มจัดตั้ง ISIL ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆโดยระบบข่าวกรองเดียวกัน สิ่งนี้อธิบายข้อเท็จจริงที่ว่า ISIL อันตรายมากกว่า กลุ่ม/กองกำลังจัดตั้ง สุนหนี่หัวรุนแรงที่โหดร้ายอื่นๆ อีกหลายกลุ่ม ซึ่งปฏิบัติการอยู่ในซีเรียและอิรัก กลุ่มคน 10 คน แต่มีการจัดระเบียบที่ดี ย่อมพิสูจน์ได้ว่าเป็นอันตรายมากกว่า กลุ่มหลวม ๆ หลายสิบกลุ่มที่ขาดการลำดับชั้นที่เป็นระบบ” เขากล่าวเสริม

“คณะของชิรอซี มีสถานะทางสังคมที่ไม่ดี อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลายประการ ทำให้มันเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรง ประการแรก คือ อาณาจักรสื่อที่คอยสนับสนุนคณะนี้; และจากสิ่งที่เรียกได้ว่า การจัดสรรเงินหลายล้านดอลลาร์ไปยังกลุ่มต่อสู้ ที่เป็นปฏิปักษ์กับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน โดยการอนุมัติของสภาคองเกรส คณะของชีรอซี ได้รับเงินก้อนมากมาย เพื่อสร้างและบริหารเครือข่ายสื่อ ครั้งหนึ่ง เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เคยยอมรับว่า ให้การสนับสนุนกลุ่มหัวรุนแรงจากภายในชุมชนชีอะฮ์; ปัจจุบัน คณะดังกล่าว มีเครือข่ายทีวี ที่ออกอากาศผ่านดาวเทียมมากกว่า 20 แห่ง พร้อมกับบัญชีเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ก; ประการที่สอง คือวินัยและความแม่นยำในการปฏิบัติ และประการที่สาม คือ แหล่งการเงินที่ไม่จำกัด ที่พวกเขาได้รับ” อยาตุลเลาะห์อะรากี ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกลุ่มนี้

“คณะของชิรอซี มีอิทธิพลเพียงเล็กน้อยในสถาบันสอนศาสนา นักเรียนศาสนารุ่นเยาว์ไม่ค่อยรู้จักกลุ่มนี้ และเป็นไปได้ที่จะมีโอกาสสัมผัสกับแนวทฤษฎีของกลุ่มนี้ คำเตือนของเราจะช่วยเหลือกองกำลัง ที่เป็นนักเรียนศาสนากลุ่มนี้” เลขาธิการ WFPIST กล่าว

“ข้อบ่งชี้ประการแรก คือการต่อต้านเอกภาพมุสลิม ตัวอย่างเช่น พวกเขาจัดงานสัปดาห์แห่งการปฏิเสธศรัทธาของคนต่างศาสนา แทนที่จะเป็นสัปดาห์เอกภาพ หรือการที่ซัยยิด ซอดิก ชีรอซี ได้ออกแถลงการณ์ ในเดือนรอมฎอน ที่ซึ่งเขาเรียกร้องให้มีการสนับสนุนสถานที่ฝังศพของอิหม่ามท่านที่ 9 และ 10 แทนที่จะให้การสนับสนุน หรือการชุมนุมเพื่อปลดปล่อยอัลกุดส์ (อันเป็นวาระที่สำคัญกว่าในบริบทนี้); สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเท็จของแนวความคิดที่สร้างความแตกแยกของพวกเขาเป็นอย่างมาก

“ข้อบ่งชี้อื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นธาตุแท้ของคณะดังกล่าวมากยิ่งขึ้น คือ การทำข้อตกลงร่วมกับแวดวงของไซออนิสต์; คณะของชิรอซีได้ปฏิเสธกลุ่มใด ๆ ก็ตาม ที่สนับสนุนการต่อต้านระบอบปกครองไซออนิสต์

ในช่องทีวีหนึ่งจากเครือของคณะชีรอซี (Imam Hussein TV) พวกเขาออกอากาศรายการที่ต่อต้าน การสนับสนุนของอิหร่านไปยังฉนวนกาซ่า โดยกล่าวอ้างความเท็จอย่างน่าทึ่ง เกี่ยวกับการสนับสนุนเหล่านี้ เรื่องราวที่พวกเขากุขึ้นมา กล่าวหาว่า สมาคมฮิลาลอะฮ์มัร (จันทร์เสี้ยวแดง) ของอิหร่าน ได้ส่งผลิตภัณฑ์โลหิต (blood products ) ให้แก่ปาเลสไตน์ อย่างไรก็ตาม ชาวปาเลสไตน์ ปฏิเสธสิ่งที่หยิบยื่นให้ อันเนื่องจากเลือดนั้นเป็นเลือดของชีอะฮ์ และพวกเขาจะไม่ยอมรับความเป็นไปได้ที่เลือดของชีอะฮ์จะไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือดของพวกเขา – คำโกหกดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อปลุกระดมความรู้สึกของประชาชาติอิหร่าน ให้เกิดการต่อต้านชาวปาเลสไตน์” – อยาตุลลอฮ์ อะรากียืนยัน

“คณะของชิรอซี และอื่น ๆ จะแพร่กระจายข่าวที่กุขึ้นของระบบข่าวกรองของสหรัฐฯ และไซออนิสต์ คณะของชิรอซี ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นพิเศษ ที่ดีพอจะกระตุ้นความไว้วางใจของระบบข่าวกรอง และความลื่นไหลทางด้านทรัพยากรของมัน” – เขากล่าว

อยาตุลเลาะห์อะรากี ปฏิเสธข่าวลือ ในสื่ออย่างรอบด้าน ที่อ้างว่า จริงๆแล้ว ฮามาสและกลุ่มต่อสู้ อื่น ๆ ให้การสนับสนุนพวกตักฟีรี (ซึ่งไม่เป็นความจริง); “สายการบังคับบัญชาจะกำหนดให้สมาชิกอยู่ในฉนวนกาซาเป็นภารกิจหลัก ถึงแม้ฮามาสนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในไซนายและส่วนอื่น ๆ ของอียิปต์ แม้ว่าการแสดงออกขององค์กรจะอ้างถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มหัวรุนแรงไม่ต้องการการสนับสนุนด้านลอจิสติกส์ของฮามาสด้วยซ้ำ ในกรณีที่แตกต่าง ชาวปาเลสไตน์ไม่กี่คนจะเข้าร่วมกับกลุ่มหัวรุนแรง เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในอิหร่าน และในเชชเนีย อันเป็นกรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกับคำสั่งกลางของฮามาส” – เขาย้ำ

จากนั้นเขาย้อนกลับไปสู่การกล่าวถึงคณะของชิรอซี และความเฉยเมยที่พวกเขา มีต่ออาชญากรรม และสถานการณ์สิ้นหวัง ที่เกิดขึ้นในเยเมน โดยการกระทำของซาอุดีอาระเบีย พันธมิตรของสหรัฐฯ; “ย่อมไม่มีผู้ใดไม่รู้สึกสะทกสะท้าน หากได้ประจักษ์ถึงสถานการณ์การโจมตีทางอากาศของซาอุดีอาระเบียต่อพลเรือนชาวเยเมน อย่างไรก็ตาม คณะของชีรอซี กลับใช้นโยบายที่นิ่งเงียบ และเช่นเดียวกัน ทางกลุ่มไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ จากความสำนึกในหน้าที่ เพื่อต่อต้านการกระทำที่คล้ายคลึงกันของสหรัฐฯและอังกฤษในภูมิภาคนี้ ในประเด็นเกี่ยวกับอิรัก พวกเขาจะปิดหูปิดตาไปยังกองกำลังทหารต่างชาติ ทว่าพวกเขากลับมีความว่องไว ในการโยงใยอิหร่านเข้ากับอาชญากรรม และปฏิบัติการก่อการร้ายที่กำหนดเป้าหมายไปยังอิรัก”- เขากล่าว

“คุณลักษณะ ประการที่สี่ ของกลุ่มชีอะฮ์อังกฤษ ชีรอซี คือ พวกเขาแทบไม่มีความรู้ ในเรื่องที่สำคัญเกี่ยวกับนิติศาสตร์อิสลาม (ฟิกห์) และหลักชะรีอะห์อิสลาม (โดย ณ ที่นี่) เราจะอ้างถึงกรณีเดียวเท่านั้น ตัวอย่างเช่น บุคลากรที่โดดเด่นคนหนึ่งของคณะดังกล่าว ได้ยืนยันว่า วจนะ (ฮาดิษ) ทั้งหมดที่รวบรวมในบิฮารุลอัลวาร (Bihar al-Anwar) ของอะลามะ บาเกร มัจลิซี (Allama Baqer Majlisi *ยุคซาฟาวิดและภายหลัง) มีความถูกต้อง (ซาเฮียะ) ทั้งหมด ซึ่งเป็นการยืนยัน ที่แม้แต่ท่านอะลามะเองก็ไม่เคยคิดที่จะอ้างถึง จำนวนรายงานที่ไม่ถูกต้อง และเป็นที่ถกเถียงกันมากในบิฮารุลอัลวารนั้น เกินกว่าที่จะอ้างได้ว่า ทั้งหมดมีความถูกต้อง (ซาเฮียะห์) การยืนยันดังกล่าวจะช่วยให้คณะดังกล่าว มีอิสระ ในการปั้นแต่งข้อมูลที่เป็นเท็จจากวจนะทั้งหลาย (ตามที่เรียกกันอย่างดูถูกเหยียดหยามว่า ‘บิดอะฮ์ในหลักชะรีอะฮฺ’) เพื่อใช้เป็นเหตุผลอ้าง สำหรับประเด็นใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกอิสลาม แต่แท้จริงแล้ว เพื่อสร้างความชอบธรรมแก่การตีความอิสลามนอกรีต แบบของพวกเขาเอง ” – อยาตุลเลาะห์ บอกกับ Mehr News

“โดยทั่วไปแล้ว คณะของชีรอซีมักจะหลีกเลี่ยงการตีความที่ถูกต้องเกี่ยวกับ เส้นทางประวัติศาสตร์หลักของศึกแห่งกัรบาลา และวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของท่านอิมามฮูเซน (อ.) พวกเขายังใช้ความพยายามเพียงเล็กน้อย ในการปกป้องเหตุผลในการยืนหยัดต่อสู้ของท่านอิมาม(อ.) โดยผ่านการเผยแพร่แผ่นพับ และแถลงการณ์; วันนี้ แนวความคิดกระแสหลักของสำนักคิดสุนหนี่ ได้ตั้งข้อกังขาอย่างจริงจังต่อเหตุผลนี้ อย่างไรก็ตาม ข้อกังขาดังกล่าวกลับล้มเหลวในการกระตุ้นปฏิกิริยาตอบสนองจากคณะของชีรอซี ถึงแม้ว่าพวกเขาจะอ้างสิทธิ์ในการนับถือสำนักคิดชีอะห์ และโดยไม่คำนึงถึงเกียรติของ (วีรกรรม)การต่อสู้ดังกล่าว ”- อยาตุลเลาะห์คัดค้านพฤติกรรมของคณะชีรอซี

“การแสดงของคณะดังกล่าว ในโอกาสพิเศษต่างๆ ที่มีอยู่ในแนวทางชีอะฮ์ กระทำขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่า พิธีกรรมทางศาสนาที่ได้รับความเคารพนับถืออย่างสูงนั้น ไร้สาระ (น่าขัน) ในมุมมองของคนที่ไม่ใช่มุสลิม ตัวอย่างเช่น พวกเขาจะเดินเท้าเปล่า ข้ามผ่านทุ่งหนาม หรือ ไฟ (ในพิธีกรรมอาชูรอ) ซึ่งการปฏิบัติดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมรำลึกถึงอิมามฮูเซน (อ.) แต่ถูกกำหนดขึ้นมา เพื่อเบี่ยงเบนทุกคนที่ต้องการแสวงหาศาสนาอิสลามที่แท้จริง จากสำนักคิดชีอะฮ์” – เขากล่าว

“ธาตุแท้ของคณะนี้ ไม่มากก็น้อย ได้ถูกเปิดเผยจากพฤติกรรมของพวกเขาเอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รอบ ๆ การเสียชีวิตของ เชค ฮัสซัน ชาฮาเทะฮ์ (Sheikh Hassan Shahateh) เชคชาวอียิปต์ผู้หนึ่ง เผยให้เห็นว่า คนชนชั้นล่างทางสังคมได้สังหารเชค อันเนื่องมาจากการยุยงปลุกปั่น; แต่ใครอยู่เบื้องหลังอาชญากรรมครั้งนี้? ยัสเซอร์ อัล ฮาบีบ (Yasser al-Habib) ผู้ร่วมงานของซอดิก ชีรอซี และผู้ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของเขา และเป็นบุตรในอุปถัมภ์ของคณะนี้ เป็นนักแสดงคนสำคัญของฉากที่เลวร้ายนี้” อยาตุลเลาะห์อะรากี กล่าว

“เรื่องราวเกิดขึ้น หนึ่งสัปดาห์ก่อนการพลีชีพของเชค – Fadak TV (ทีวีในเครือของชีรอซี) ได้สัมภาษณ์เขา; โดยพยายาม ด้วยการถามคำถามเขาอย่างบ้าคลั่ง และอย่างโจ่งแจ้ง เพื่อบันทึกคำพูดที่ดูหมิ่นบุคคลที่เป็นที่เคารัพนับถือของชาวสุนหนี่ ที่เปล่งออกมาจากปากของเชค และพวกเขาประสบความสำเร็จ(ในความพยายามนี้) อันถือเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น สำหรับประเทศที่มีชาวสุนหนี่เป็นประชากรส่วนมาก และเป็นการจุดประกายความโกรธแค้นของสาธารณชน อันนำไปสู่เหตุการณ์ดังกล่าว ที่เป็นผลตามมา; ป้ายที่ติดอยู่ในละแวกใกล้เคียงที่อยู่อาศัยของเชค เขียนคำที่ยั่วยุ และโด่งดังว่า ทำไมคุณถึงนั่งเฉยอย่างไม่สะทกสะท้านใดๆ ขณะที่ บางคนได้ดูหมิ่นความศรัทธาที่ไม่อาจล่วงละเมิดได้ของคุณ [ชาวซุนนี] ในตอนกลางวันแสกๆ– เขากล่าว

“กรณีหนึ่ง ที่คล้ายคลึงกัน ในการกระทำที่ผิด และน่ารังเกียจเป็นอย่างมากของคณะชีรอซี เพื่อสร้างช่องว่าง ที่ไม่สามารถเชื่อมกันได้ระหว่างสำนักคิดชีอะฮ์ และสุนหนี่ มาจากกรณีของอัลดุลมาลิก ริจิ (Ablolmalik Rigi) พบในเอกสารการไต่สวนของเขา; มาตรการของเขาเองในการปลุกระดมคนหนุ่มสาวชาวสุนหนี่ ในซิสตานและบาลูจิสถาน โดยนำเสนอแก่พวกเขา ซึ่งการบรรยายของผู้ติดตามแนวทางของซอดิก ชิราซี เหล่าบุคคล ผู้ที่ไม่มีความหวาดหวั่นใดๆ ในการดูหมิ่นความศรัทธาของชาวสุนหนี่; ในอิรักเช่นกัน คณะนี้อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งระหว่างศรัทธา และความขัดแย้งภายใน ตัวอย่างเช่นในแบกแดด ชีอะห์หัวรุนแรง มีส่วนร่วมในพฤติกรรมดูหมิ่นสถานที่ฝังศพของอบูฮานิฟะฮ์ (หนึ่งใน 4 อิมามของชาวสุนหนี่ ที่มีชื่อเสียง ) ซึ่งพวกเขาถือเป็นการตอบโต้ไปยังการโจมตีแบบพลีชีพที่เกิดขึ้นหลายครั้งในย่านชุมชนชีอะฮ์” – อยาตุลเลาะห์เล่าเสริมเพื่อเน้นย้ำ

“โชคดีที่การยั่วยุดังกล่าว ไม่ได้ปลุกระดมให้กลุ่มจัดตั้ง ISIL พยายามข้ามพรมแดนอิหร่าน; ผู้เล่นทั้งหมดของประเทศ มีการประสานงานในการควบคุมสถานการณ์ภายในอย่างเข้มงวด; ในหมู่ผู้เล่น ยังรวมถึงผู้นำศาสนาสุนหนี่เช่นกัน; ในแง่ของการสรรหาบุคลากรครั้งใหญ่ โดย ISIL จนถึงขณะนี้ เรายังไม่เห็นการพัฒนาที่สำคัญภายในประเทศ

ด้วยการตรวจสอบคร่าวๆ คุณสามารถ(ตั้งข้อสังเกต) มายังครอบครัวช่องโทรทัศน์ ในแวดวงของชีรอซี ที่ได้แพร่กระจายความเกลียดชัง และทำให้คนหนุ่มสาวชาวสุนหนี่ทั่วโลกโกรธแค้น และนำพาพวกเขาสู้การเข้าใกล้ขบวนการ ISIL เพื่อต่อสู้ กับ (ชาวชีอะฮ์) ผู้ที่พวกเขาเชื่อว่าเป็น ‘รอฟีดี” (กบฎ) ในอิหร่านและอิรัก; ในอีกด้านหนึ่ง ช่องทีวีของสุนหนี่ ก็ล้างสมองชาวสุนหนี่ ให้ต่อต้านชุมชนชีอะฮ์ในภูมิภาค ควบคู่ไปกับระบบของคณะชีรอซี เพื่อแพร่กระจายความเกลียดชังและความหวาดกลัวระหว่างกัน” อยาตุลเลาะห์ อะรากี กล่าวกับ Mehr News

“การประชุมเอกภาพ (Unity Conference) จะมุ่งเน้นไปยังผู้นำที่มีอิทธิพลเท่านั้น และจวบจนถึงทุกวันนี้ มันประสบความสำเร็จในการส่งผลกระทบต่อความคิดของผู้นำเหล่านี้เป็นอย่างมาก ตัวชี้วัดความสำเร็จที่ดีของการประชุม คือการวิเคราะห์และรายงานโดยสื่อศัตรูที่มีชื่อเสียง เช่น การมุ่งเน้นไปที่การประชุมของสำนักข่าว BBC – BBC พยายามอย่างมากในการลดผลกระทบของการประชุม แต่ก็ไม่มีประโยชน์; ปฏิกิริยาของสื่อ เช่น สำนักข่าว CNN บ่งบอกได้ดีถึงขอบเขต และความลึกซึ้งของผลกระทบจากการประชุม ที่แพร่ขยายไปทั่วโลกมุสลิม และที่ไม่ใช่มุสลิม – สำนักข่าว Al-Arabiya เช่นเดียวกัน ได้แสดงปฏิกิริยาอย่างรุนแรงและดูหมิ่นต่อการประชุม ที่ซึ่งจะไม่มีปฏิกิริยาเช่นที่ว่า เกิดขึ้นกับการประชุมที่คล้ายกัน อาทิ การประชุม ที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัย อัลอัศฮาร เนื่องจากขอบเขตผลกระทบของการประชุมนั้น เป็นที่จำกัดมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการประชุมเอกภาพ ที่จัดขึ้นในกรุงเตหะราน เรายังได้ประจักษ์ถึงแรงสั่นสะเทือน และวิธีที่โลกต้อนรับการประชุมดังกล่าว ผู้นำศาสนาต่างรับรู้ถึงผลกระทบของการประชุมที่มีต่อผู้ชม นี่ไม่ใช่กิจกรรมเดียวของ สภาเพื่อเสริมสร้างความใกล้ชิดระหว่างสำนักคิดอิสลามโลก; การประชุมดังกล่าว เพียงทำหน้าที่เป็นสถานที่สำหรับประกาศจุดยืนอย่างเป็นทางการในประเด็นสำคัญของโลกอิสลามเท่านั้น นี่คือเหตุผลสำหรับการจัดการประชุม” – เขากล่าวสรุป

 

บทสัมภาษณ์โดย: Sina Sanjari

source : mehrnews