วิพากษ์ความรุนแรงในสหรัฐฯ: ใครอยู่เบื้องหลังเหตุกราดยิงลาสเวกัส “ISIS” หรือ “คนบ้า”?

130

เกิดเหตุการณ์นองเลือดครั้งร้ายแรงในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาในลาสเวกัส ศูนย์กลางแห่งความบันเทิงและแหล่งเล่นการพนัน ขณะที่มีการเปิดตัวคอนเสิร์ตกลางแจ้ง คนร้ายได้กราดยิงจากชั้นบนของโรงแรมและทำให้ผู้คนนับร้อยได้รับบาดเจ็บ

เหตุครั้งนี้ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 60 ราย และบาดเจ็บกว่า 540 ราย บางรายงานได้ระบุว่า ผู้บาดเจ็บยังคงอยู่ในอาการบาดเจ็บสาหัส นับเป็นการสังหารหมู่ ที่น่าสยดสยองที่สุดที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์อเมริกาในยุคปัจจุบัน

Stefan Paduk นักฆ่า(มือสังหาร) วัย 64 ปี เป็นชาวอเมริกันผิวขาว จากเมืองเนวาด้า ซึ่งภายในห้องของเขามีอาวุธปืนนับสิบกระบอก Stefan มีอาวุธเหล่านี้ในครอบครอง เนื่องจากสามารถหาซื้อได้ง่ายจากร้านขายปืน ซึ่งเขาได้ส่งประชาชนหลายสิบคนไปสู่ความตาย และทำให้ชาวอเมริกันต้องตกอยู่ในอาการหวาดผวา

หลังจากการสังหารหมู่ในลาสเวกัสผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง กลุ่มผู้ก่อการร้าย ISIL ได้ออกมาอ้างว่า อยู่เบื้องหลังในเหตุการณ์ครั้งนี้ อย่างไรก็ตามในคำพูดของ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลังเกิดเหตุการณ์นั้น ไม่มีการเอ่ยถึงบทบาทของผู้ก่อการร้าย และบทบาทของ ISIL แต่อย่างใด และตำรวจก็ปฏิเสธความสัมพันธ์และการเชื่อมโยงกับกลุ่มหัวรุนแรง ทั้งนี้จะอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นฝีมือของ ISIL หรือชายชราผิวขาวที่คลุ้มคลั่ง เป็นผู้ก่อเหตุการณ์สังหารหมู่ในลาสเวกัส มันได้เผยสองข้อเท็จจริงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นั้นคือว่า สหรัฐฯยังคงเสี่ยงต่อการโจมตีของผู้ก่อการร้าย และพลเมืองที่ต้องตกเป็นเหยื่อของการกราดยิงอย่างมืดบอดและบ้าคลั่ง

ถ้าหากคำแอบอ้างของ ISIL ถูกพิสูจน์อย่างชัดเจนว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่ทำให้พลเมืองอย่างน้อย 60 คน ถูกฆ่าตายในลาสเวกัส สิ่งนี้มันจะพิสูจน์ว่าประเทศสหรัฐอเมริกายังคงไม่สามารถป้องกันการโจมตีของผู้ก่อการร้ายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไม่กี่วันก่อน ที่ปรึกษาด้านการต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯ ได้ออกมาอ้างว่าประเทศนี้จะไม่ถูกโจมตีจากผู้ก่อการร้ายอีกต่อไป

ข้อแอบอ้างดังกล่าวนี้ หากพิจารณาจากความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อการร้ายแล้ว บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อและผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยถือว่า เป็นคำพูดที่เกินจริงและโอ้อวดตน นอกจากนี้หากได้รับการพิสูจน์ว่า ISIS มาจากหมู่ชนของพลเมืองคริสต์อเมริกัน ไม่ใช่จากชาวต่างชาติและผู้อพยพจากตะวันออกกลางและมุสลิมแล้ว การโฆษณาชวนเชื่อของสื่อต่อต้านการก่อการร้ายและ Islamophobic ของรัฐบาลอเมริกันในปัจจุบันนั้นต้องสิ้นสุดลงและไร้ความหมาย

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา Tramp พยายามชักชวนและส่งเสริมการต่อต้านการก่อการร้ายโดยอ้างเหตุผลในการสร้างความมั่นคงในประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติ ผู้อพยพและผู้ลี้ภัยเข้ามาในประเทศ ในขณะที่มือสังหารหมู่ในเมืองลาสเวกัสไม่ได้เป็นชาวต่างชาติ ไม่ใช่ชาวมุสลิม หรือผู้อพยพ

ทั้งนี้แน่นอนว่า อาจจะมีการคาดการณ์ว่า คลื่นลูกใหม่ของกระแสต่อต้านการก่อการร้ายจะปะทุอย่างรุนแรงอีกครั้งในอเมริกา หากสามารถพิสูจน์ได้ว่ามือสังหารเป็นสมาชิกของกลุ่มผู้ก่อการร้าย ISIS และถือเป็นโอกาสทองสำหรับTramp เพื่อที่จะกระชับนโยบายต่อต้านการอพยพและต่อต้านการก่อการร้ายที่มีต่อผู้อพยพโดยเฉพาะชาวมุสลิมให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น

แต่ถ้ารัฐบาลสหรัฐฯปฏิเสธข้ออ้างของ ISIL แง่มุมอื่น ๆ ก็จะปรากฏให้เห็นอีกเช่นกัน นั้นคือความจริงที่ว่าปรากฏการณ์ของ “การฆ่าคนอย่างมืดบอด” เป็นที่ประจักษ์ถึงภาพลักษณ์ที่น่ากลัวอีกครั้ง ในปรากฏการณ์นี้ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเอกลักษณ์ของสังคมอเมริกันไปแล้ว เมื่อบุคคลที่เป็นอาชญากร หรือเป็นผู้ป่วยโรคจิต หรือผู้ที่ผิดหวังจากสังคม สามารถเข้าถึงอาวุธปืนได้อย่างง่ายดาย ทั้งๆที่เขาไม่ได้มีคู่อริ หรือศัตรูโดยส่วนตัว

ในความเป็นจริง มือสังหารที่กราดยิงเพื่อฆ่าคนอื่นไปทั่ว และในที่สุดเขาก็ฆ่าตัวตาย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา นักเรียนมัธยม หรือผู้เข้าร่วมชมคอนเสริต์บนท้องถนน ก็ไม่มีความแตกต่างใดๆสำหรับพวกเขาและในความเป็นจริง ทั้งสอง ทั้งมือกราดยิงและผู้ที่ตกเป็นเหยื่อล้วนตกเป็นเหยื่อของวัฒนธรรมของความรุนแรงในอเมริกาและเสรีภาพด้านอาวุธในประเทศนี้

อเมริกาเป็นประเทศเดียวในโลก ที่มีการเข้าถึงอาวุธที่ถูกยอมรับและบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ และทุกความพยายามใด ๆ ที่จะจำกัดในการครอบครองอาวุธถือเป็นเรื่องที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้การหมุนเวียนของเงินอันมหาศาลจากการผลิตอาวุธและการขายอาวุธในสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่มันจะเข้าสู่กระเป๋าของนักการเมืองในรูปแบบของการบริจาคช่วยเหลือ ในการเลือกตั้ง ซึ่งมันทำให้ยากที่จะเปลี่ยนกฎการให้สามารถครอบครองอาวุธ

การกราดยิงในลาสเวกัส ไม่ว่าจะเป็นฝีมือของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดก็ตาม มันจะไม่ได้เป็นโศกนาฏกรรมที่รุนแรงที่สุดครั้งสุดท้ายของชาวอเมริกันอย่างแน่นอน และเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นครั้งต่อไปอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าการเสียชีวิตของผู้คน 60 คนและผู้บาดเจ็บมากกว่า 540 คน ในครั้งนี้ เพราะมีบุคคลแบบ Stephans อีกจำนวนมาก ที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา ที่สามารถก่อเหตุสยองขวัญได้ในทุกขณะ แม้ว่าสังคมอเมริกาจะไม่ต้องการก็ตาม หรือสามารถที่จะป้องกันโศกนาฏกรรมดังกล่าวได้ก็ตาม

Source: fa.alalam.ir