โลกแห่ง “อุดมการณ์” ของศาสนาต่างๆ

3097

โดย ไรน่าน อรุณรังษี (ที่มา สาส์นอิสลาม)

สถานการณ์ ในโลกปัจจุบันยิ่งทวีวิกฤตการณ์มากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดมหันตภัยมืดแผ่คลุมไปทั่วโลกเพิ่มความทุกข์ยากให้แก่โลกมาก ขึ้นจนกระทั่งการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทางด้านการเมือง ทางด้านเศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ไม่สามารถที่จะต้านทานมหันตภัยมือเหล่านี้ได้ จึงทำให้บรรดาผู้รู้ในศาสนาต่างๆ ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่า ความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้เกิดขึ้นจากสาเหตุที่มาจากมนุษย์หันห่างจากศาสนา ประเทศต่างๆ มิได้นำเอาหลักธรรมสั่งสอนของศาสนาแก้ไขปัญหาโลก นั่นก็คือ ปัญหาซึ่งเกิดจากการกระทำในชีวิตของมนุษย์เอง ความมุ่งหวังอันเป็นอุดมการณ์ของศาสนาต่างๆ ได้วางหลักการไว้ แล้วอย่างเป็นระบบทั้งทางด้านสัจธรรมทางด้านศีลธรรม และวิธีการต่างๆ อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของโลก ซึ่งเริ่มจากชีวิตจิตใจของมนุษย์ในแต่ละบุคคล แล้วขยายไปสู่สังคมโลกทั้งมวล

อุดมการณ์ อันสูงสุดของศาสนาต่างๆ ที่ยิ่งใหญ่ของโลก อาทิเช่น พุทธศาสนา ศาสนาคริสเตียน และอิสลามนั้นเป็นที่นับถือของประชาชนส่วนใหญ่ของโลก ซึ่งนับเป็นความเจริญก้าวหน้าขั้นสูงสุดของความเป็นมนุษย์ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นจุดมุ่งหมายสุดท้ายของมนุษย์ชาติในโลกนี้ ที่จะต้องกระทำให้สำเร็จผลก่อนที่โลกจะถึงการอวสาน

การ ดำรงอยู่ของโลกจักรวาล และทุกสรรพสิ่งรวมทั้งมนุษยชาติผู้มีจิตสำนึก และมโนธรรมก็ได้ยืนยันถึงการปรากฏของกฏวิวัฒนาการในธรรมชาติว่า สักวันหนึ่งใน อนาคตของมนุษย์นั้น มนุษย์ทุกคนจะต้องบรรลุถึงภูมิ ปัญญาสูงสุดที่จะประจักษ์แจ้งถึงคุณแห่งความจริงนี้

อัน เนื่องจากความจริงที่ว่า มนุษย์ในด้านร่างกายซึ่งสัมพันธ์กับส่วนประกอบด้านชีวภาพ อันประกอบด้วยอนินทรียสาร ได้มีการพัฒนามาเป็นขั้นตอนในกระบวนการแห่งกฎธรรมชาติ นับตั้งแต่ ทารกในครรภ์มารดามาสู่โลกภายนอก จนกระทั่งกลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในด้านอวัยวะซึ่งครบสมบูรณ์ ส่วนทางด้ายจิตวิญญาณนั่นเล่า ก็ได้มีการพัฒนาในด้านสติปัญญาจนถึงขั้นแห่งความรอดพ้น ซึ่งถือเป็นขั้นสมบูรณ์แบบของมนุษย์

ปัญญา บริสุทธิ์ ซึ่งกลายมาเป็นอุปกรณ์ของความเข้าใจรอบรู้ถึงสภาพจุดมุ่งหมายของสังคมมนุษย์ ไม่ว่าทางด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ศิลปะ และวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้นับเป็นความหวังที่ดีงาม และเป็นความประสงค์ที่สูงส่งของนักศาสนาผู้อุทิศชีวิตเพื่อแสวงหาสัจธรรม และมีความมั่นใจว่า มนุษย์ผู้ได้รับการฝึกฝนทางด้านจิตวิญญาณแล้วนั้น จะบรรลุเป้าหมายนี้อย่างแน่นอน

แต่ ตามสภาพเงื่อนไขของการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบนั้น เราได้พบว่ามีจำนวนน้อยคนผู้ที่สามารถทำความบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้นแก่ชีวิต ของเขา โดยใช้หลักการทางศาสนา

ฉะนั้น ดูเหมือนว่า เป็นความยากที่สุดที่นำสังคมมนุษย์ให้เข้าไปสู่จิตใจที่บริสุทธิ์โดยพร้อม เพียงกัน ซึ่งดูเหมือนว่า เป็นหนทางที่ไกลแสนไกล แต่กระนั้นก็ตามหากเป็นความพยายามของประเทศต่างๆ สถาบันต่างๆ อย่างเช่น รัฐ และ องค์การศาสนา ที่ใช้ความอุตสาหะ วางนโยบาย เป็นเป้าหมายสูงสุดเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายนี้แล้วพร้อมทั้งความหมายสูงสุด เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายนี้แล้วพร้อมทั้งความพยายามทุกวิถีทางที่จะนำประชาชน ไปสู่เป้าหมายนี้ โดยการร่วมมือระหว่างกันและกันอย่างถึงที่สุด ก็เป็นความหวังที่จะนำโลกไปสู่สันติสุขได้อย่างแน่นอน

ทุก ศาสนาย่อมมุ่งไปที่มาตรการสูงสุดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาศาสนาที่ได้รับวิวรณ์มาจากพระผู้เป็นเจ้า แม้แต่ในคำสั่งสอนของพุทธศาสนา ก็มีหลักฐานยืนยันไว้มากมายที่แสดงให้เห็นว่า พระพุทธองค์เอง ทรงทำนายไว้ เกี่ยวกับสังคม อนาคตของมนุษยชาติ เมื่อผ่านเครื่องพุทธกาลไปแล้ว ซึ่งในช่วงดังกล่าวนั้น เป็นยุคสมัย ที่เต็มไปด้วยกลียุค ซึ่งมนุษย์จะตกอยู่ในความสับสนปั่นป่วน เพราะขาดการประพฤติปฏิบัติตามหลักคำสอนของพุทธศาสนา

มวล มนุษย์จะห่างไกลจากหลักการภาวนาในการบำเพ็ญตนให้ห่างไกลจากกิเลส ย่อมประกอบกรรม อันเป็นอกุศลบถ 10 ประการ ที่จะนำไปสู่วิกฤติทางปัญญาก่อให้เกิดความทุกข์ และการเบี่ยงเบนจากศีลธรรมมากขึ้นไปยึดถือเอาความหลงผิดมาแทนที่หลักการแห่ง ความถูกต้องชอบธรรม คือ กุศลบถ 10 ประการ ทุกช่วง 500 ปี หลังพุทธกาล พุทธบริษัทจะห่างไกลจากการการประพฤติปฏิบัติจากคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มนุษย์จะหลงติดอยู่กับนิวรณ์ 5 ประการ เพิ่มมากขึ้น อันมีการฉันทะ ความพยาบาท ความฟุ้งซ่าน ความลังเลสงสัย เป็นอาทิ ซึ่งนำไปสู่การเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เป็นความยุติธรรม เป็นการกดขี่ข่มเหงรังแก และเป็นการทำลายล้าง ซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยอวิชชา กิเลสตัณหา อุปทาน โดยยึดถือความชั่วร้ายว่าเป็นความดี ยึดถือ อกุศลว่าเป็นกุศล ยึดถือกงจักรเป็นดอกบัว มวลมนุษย์พากันเหินห่างจากศรัทธา ปสาทะ ในเรื่องคุณธรรม และหันไปเห็นดีเห็นงาม กับทางอกุศลบถถโดยความไม่รู้แจ้งว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งจะนำไปสู่การเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น มนุษย์ในกลียุคนั้นจะเต็มไปด้วยราคจริต และความฟุ้งเฟ้อ จนกระทั่งว่าหญิงชายผู้มีอายุเพียง 5 หรือ 7 ขวบ ก็จะมีการสังวาสกันในด้านกายภาพ พวกเขาไม่กตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดา และพากันวิพากษ์วิจารณ์ตำหนิบิดามารดาแห่งตนด้วยความอกตัญญู มนุษย์ในกลลียุคนั้น จะไม่นับถือศาสนาและไม่ปฏิบัติธรรมะ

นั่น คือเหตุการณ์ในยุคที่ผ่านกึ่งยุคกาลไปแล้ว แหละแล้วก็จะเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความเจริญทางด้านจิตวิญญาณมนุษย์จะมีสติสัม ปรัชญะรู้ดีรู้ชอบมากขึ้นมีจิตใจฝักใฝ่ธรรมะ มีเมตตากรุณา ดำเนินชีวิตตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าจะปรากฏในยุคนั้น ซึ่งในภาษาบาลีเรียกว่า “ศรีอาริยะเมตตรัย”

เมื่อ พิจารณาคำนี้ย่อมเห็นได้ว่า ศรีคือความประเสริฐ อายะคือความเจริญ เมตตรัย ซึ่งแปลว่าเมตตา ก็สรุป ความหมายทั้งหมดได้ว่า เป็นสังคมซึ่งประกอบสมบูรณ์ไปด้วยความเมตตา อันเป็นสิ่งประเสริฐของชนผู้เจริญแล้ว ซึ่งมนุษย์ทุกคนในยุคนั้น จะเข้าสูธรรมสถาน หรือเจริญจิตภาวนาจนบรรลุถึงสภาพที่มีความสงบทางด้านกายวาจาใจจนเป็นสมาธิมี ความรู้เห็นแจ้งจนเกิดฌานอันเป็นการเพ่งเพื่อหยั่งรู้ในฌานสมาบัติ 8 ประการ โดยเป็นขั้นตอนทางด้านจิตวิญญาณ จนกระทั่งบรรลุญาณ 7 ประการ และถึงซึ่งอภิญญาญาณ 6 ประการ นับเป็นการบรรลุขั้นสูงสุดแห่งบวรโลกของพุทธศาสนาซึ่งอยู่เหนือ 31 ภพภูมิต่างๆ นั้น มนุษย์เจริญทางด้านจิตวิญญาณอันมีปัญญามองเห็นอริยสัจจ์ 4 อันมี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค และเข้าใจในหลักปฏิจจสมุปบาท แล้วก็ก็สามารถจะละนิวรณ์ 5 ประการและหลุดจากสังโยชน์ 10ประการได้ ก็จะถึงซึ่งโพชฌงค์ 7 ซึ่งจะทำให้บุคคลนั้นสามารถบรรลุธรรมขั้นสูงได้ที่เรียกว่า โลกุตรธรรม หากมนุษย์ทั้งหลายต่างได้บรรลุถึงขั้นนี้ โลกก็จะสงบสุข ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันตามไปด้วย เมื่อถึงขั้นนั้นสังคมก็จะบรรลุบรมธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าในอนาคตที่จะอุบัติขึ้นคือพระศรีอาริยเมตตรัย หลักความ เชื่อดังกล่าวนี้ เป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในพุทธศาสนาด้วย

มัน เป็นสัญลักษณ์ของภาวะที่สันติสุข และอุดมสมบูรณ์มั่งคั่ง โลกจะเป็นดินแดนแห่งความผาสุก โลกแห่งความเมตตาจะปรากฏเป็นจริง มนุษย์ทุกคนจะเข้าสู่ธรรมะสูงสุดแห่งศาสนาสากล ศาสนาแห่งมนุษยชาติอันเป็นกฎแห่งมโนธรรมสำนึกอันเป็นมาตรการสากล มนุษย์ทุกคนจะชื่นชนยินดี อยู่กับสภาพแห่งปัญญา สภาพแห่งอนัตตาความรู้สึกอยู่ในธรรมะ ที่เต็มไปด้วยความเบิกบาน และรู้แจ้งทุกขณะ

สภาพ ความเห็นแก่ตัว ก็จะมลายหายไป ชีวิตก็จะอิสระจากโลก โกรธ หลง อีกทั้งฐิฏิ ทานะ และอัตตา ความยึดมั่นถือมั่นในตน และอหังการของความรู้ผิดก็จะมลายหายสิ้นไปทันที สิ่งที่แทนคือความรู้ปัญญา และความเมตตาปรานี ซึ่งจะดำรงอยู่ด้วยความปีติสุข เหนือการเวลาและสถานที่ เป็นสภาพจิตใจที่บรรลุพุทธธรรม ซึ่งอยู่เหนือสภาพสิ่งแวดล้อม เมื่อจิตใจมนุษย์บรรลุถึงขั้นนั้นแล้ว ก็จะเต็มไปด้วยความเมตตาปรานี ปราศจากการเบียดเบียนการก่อกรรมทำเข็ญสร้างความทุกข์อยากให้แก่ชีวิตทั้งมวล โลกทั้งโลกก็จะเต็มไปด้วยความสันติ และทุกคนก็จะมุ่งมั่นแต่ในความดีงาม และความบริสุทธิ์ เป็นการตื่นตัวในด้านธรรมะอย่างเต็มที่ เป็นการบรรลุถึงปัญญาบริสุทธิ์ในความรู้และความเข้าใจ ตามธรรมชาติที่เป็นจริงของทุกสรรพสิ่งตลอดทั้งสิ่งแวดล้อมไม่ว่าโลกของสัตว์ หรือพืช ตลอดทั้งสังคมมนุษย์และอาณาจักทางจิตวิญญาณก็จะปราศจากสิ่งที่เป็นมลภาวะ สิ่งที่เป็นกิเลส และอวิชชา เมื่อนั้นสภาพสังคมก็จะขยายออกไปสู่สภาพธรรมะซึ่งจะต้องผ่านขั้นตอนแห่งวิฤต การณ์ต่างๆ อย่างมากมาย เช่น วิกฤตการณ์ทางปัญญา ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และทางวัฒนธรรม จนกระทั่งมนุษย์ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่กลียุคเหล่านั้นจนกระทั่งหัน เข้าสู่การแสวงหาธรรมะ ซึ่งมนุษย์จะได้ชิมรสของความทุกข์ทรมาน ความอยุติธรรมและความเสื่อมทราม ซึ่งเมื่อใดก็ตาม ที่มนุษย์ได้ประจักษ์ถึงความหลงผิดในชีวิตแล้วมนุษย์ก็จะหันเข้าสู่ทางถูก ต้องเที่ยงธรรม และเริ่มจิตสำนึกร่วมกัน ในสังคมทั้งปวง และจะเริ่มเคลื่อนเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการตื่นตัว ปราสพ้นจากความง่างงุน และเข้า สู่จิตสำนึกในการพิจารณาตัวตน จนเกิดความเข้าใจตามสภาพที่เป็นจริง ทั้งอาณาจักรภายนอก และภายในสังขารของตนเอง จนกระทั่งได้บรรลุถึงการสลายตัวตน ด้วยความเข้าใจแจ้ง ในหลักอนัตตา หรือสภาพเดิมแท้ทางด้านจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นแสงสว่างอยู่เป็น อนันตกาล สภาวะจิตเช่นนั้น จะไม่ปรุงแต่งด้านความคิดอย่างหลงผิดอีกต่อไป(สังขาร)

เมื่อ มนุษย์หยุดการปรุงแต่งด้านความคิดที่ยึดถือตนอยากผิดๆแล้ว ทันใดนั้นจิตวิญญาณของเขาก็จะเกิดใหม่ที่ปราศจากอวิชชา กิเลส ตัณหา อุปทาน เป็นสภาพจิตที่ว่าจากตัวตนว่างจากอาสวกิเลส ก็จะบรรลุปัญญาญาณ ความบริสุทธิ์และมีเมตตาเข้ามาแทนที่ บุคคลใดก็ตามที่ปฏิบัติสภาวนาก็จะบรรลุสภาพนี้โดยฉับพลันเป็นการเกิดใหม่ทาง จิตวิญญาณเข้าสู่สภาพวะเดิมแท้ของชีวิตที่ดำรงยู่โดยธรรม หากมนุษย์ทุกคนได้ตระหนักถึงความจริงเหล่านี้แล้วสามารถที่จะปฏิบัติอย่าง มุ่งมั่นที่จะบรรลุถึงได้ มนุษย์ทุกคนผู้มีจิตสำนึก และปฏิบัติตามนี้ก็จะเกิดประสบการณ์ ทางด้านจิตวิญญาณ และทำลายอาสวกิเลสจนจิตใจประจักษ์แจ้งในความจริงในเรื่องนี้คัมภีร์พุทธ ศาสนาเรียกว่าการเข้าสู่พุทธภาวะหรือพุทธภูมิ พุทธเกษตร บุคคลนั้นจะกลายเป็นอริยบุคคลหรืออหันต์ ซึ่งแปลว่าผู้ห่างไกลจากกิเลส เข้าสู่ภาพเดิมแท้ของชีวิตที่สะอาดบริสุทธิ์คือธรรมสถานสูงสุด ซึ่งเรียกในสภาพอนัตตา หรือสุญญตา ซึ่งประกอบด้วยปัญญา รู้แจ้งแทงตลอด อันเป็นการหลุดพ้นจากกระแสความคิดที่เกิดขึ้นจากความเคยชินที่ผูกมัดมนุษย์ ให้วนเวียนอย่างซ้ำซากในสภาพที่ไม่รู้ แต่เมื่อรู้แล้วก็จะหลุดพ้นจากกระแสแห่งความเคยชินนั้น

หาก ปัจเจกบุคคลทั้งหลายในสังคมได้หันเข้ามาสู่วิถีชีวิต วีถีธรรมชาติ และวีถีแห่งความประพฤติปฏิบัติ ธรรมอย่างบริสุทธิ์ใจ ปัจเจกบุคคลเหล่านั้นก็จะไม่เบียดเบียนไม่นิยมความรุนแรงไม่กดขี่ข่มเหง รังแก และจะเข้าสู่หน้าที่อันเป็นภารกิจสูงสุดแห่งชีวิตมนุษย์ สงคมทั้งหลายก็จะเปลี่ยนสภาพโดยอัตโนมัติเข้าสู่ธรรมสถานสูงสุด ซึ่งเรียกในภาษาบาลีว่า สภาพพอสังขตธรรม หากประชาชนในโลกเปลี่ยนชีวิตจิตใจเข้าสู่สภาพวะจิตเช่นนี้ อย่างทันทีทันใดแล้ว โลก แห่งความคิดของเขา ก็จะเปลี่ยนไปสู่สภาพดังกล่าวนั้นเป็นการเปลี่ยนโลกแห่งความคิด ตามหลักพระพุทธศาสนาถือว่า บุคคลที่ต้องการเปลี่ยนโลกเขาจะต้องเปลี่ยนความคิดเป็นก่อนอื่น คือจากความคิดผิดไปสู่ความคิดที่ถูกต้องซึ่งได้ดำเนินไปตามมรรคมีองค์ 8 ทั้งนี้เพราะความคิดผิดๆ ย่อมนำไปสู่ความเข้าใจเรื่องโลกและชีวิตผิดๆ อวิชชาในเรื่องนี้ทำให้ยึดมั่นอยู่ในเรื่องตัวตน พึงพอใจในตัวตน ปรารถนาในตัวตน ยึดมั่นถือมั่นในตัวตน แสวงหาบำเรอบำรุงแต่ตัวตน เพราะฉะนั้นการหลอกลวงตัวตน จึงเป็นความบาปในชีวิต เมื่อมนุษย์หลงผิดกันเช่นนี้ก็ยิ่งเพิ่มความเห็นแก่ตัวและยึดมั่นในตัวตนมาก ยิ่งขึ้นจนกลายเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง ในระดับประเทศ ในระดับโลกเลยทีเดียวดังจะเห็นได้ในยุคปัจจุบันซึ่งถือเป็นกลียุคเป็นความ เข้าใจผิด และความหลงผิดที่มนุษยชาติเผ่าพันธุ์หนึ่งเข้าใจว่าตนเองมีอำนาจ อหังการ เหนือชาติอื่นๆ จึงทำให้สร้างนโยบายในการแผ่อิทธิพลออกไปทั่วโลกเป็นการเขมือบผลประโยชน์จาก ประเทศต่างๆ เพื่อหวังร่ำรวยแต่เพียงฝ่ายเดียว อันเป็นที่มาของมหันตภัยมืดและความทุกข์ยากเดือดร้อนของโลก

เมื่อ มนุษย์บรรลุถึงหลักอนัตตา ความไม่เห็นแก่ตัวก็บังเกิดขึ้น กล่าวคือ ปราศจากการหล่อหลอมความคิดในเรื่องตัวตน โลกก็จะบรรลุถึงสันติภาพถาวรได้อย่างแท้จริงพืชพันธุ์ญญาหาร และป่าไม้ ก็จะอุดมสมบูรณ์เขียวชอุ่มสายน้ำลำธาร ก็จะปราศจากมลภาวะ สัตว์หลายก็จะเจริญพันธุ์ แม้แต่ฤดูกาลต่างๆ ก็จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปถูกต้องตามฤดูกาลของมัน

สิ่ง ที่เป็นพิษเป็นภัยต่อชีวิตก็จะมลายหายไปสิ้น มนุษย์จะดำรงชีวิตอยู่ตามปกติธรรมดาไม่รุ่มร้อน ไปตามกระแสของกิเลส ความเมตตา ก็แผ่คลุมไปทั่ว ทั้งในหมู่คน สัตว์ และพืชพันธุ์ทั้งหลาย สภาพแวดล้อมก็จะดีงามไปหมด พุทธศาสนาสนิกชนเรียกสภาพเช่นนี้ว่ายุคพระศรีอาริเมตตารัย เป็นยุคที่มวลมนุษย์เข้าถึงธรรมะและธรรมะเข้าถึงมวลมนุษย์

สังคม การเมืองในที่สุดก็จะประจักษ์แจ้งในความจริงข้อนี้ว่า การปกครองที่ดีที่สุดจะต้องปกครองด้วยหลักธรรมะหรือที่เรียกว่า ธรรมาธิปไตย หาใช่อัตตาธิปไตย และหาใช่โลกาธิปไตย แต่เป็นการปกครองที่เป็นการประสานระหว่างโมกขธรรมกับการเมืองเข้าด้วยกัน อย่างมีดุลยภาพ ซึ่งถือว่าเหตุแห่งทุกข์ของสงคมนั้นมาจากระบบการเมืองผิดๆ ที่เป็นเผด็จการ เมื่อการเมืองผิดพลาดก็สร้างนโยบายที่ผิดพลาด และนโยบายที่ผิดพลาดก็ก่อให้เกิดการปกครองและการบริหารที่ผิดพลาด ความหลังผิดเหล่านี้ จะขยายผลออกไปสู่ความผิดพลาดทางเศรษฐกิจทางสังคม การศึกษาและวัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นต้นเหตุแห่งมหันตภัยมือและความทุกข์ยากของแผ่นดิน ฉะนั้น ต้องแก้ที่สาเหตุคือต้องเปลี่ยนแปลงการเมืองให้ประสานกับธรรมะ เพื่อเป็นอุปกรณ์ในการแก้ไขปัญหาทุกอย่างทั้งทางด้านรูปธรรมและนามธรรม ด้วยเหตุนี้ การเมืองจึงเป็นเรื่องของการปฏิบัติธรรมะกับสังคม และธรรมะในสังคมก็คือเรื่องการเมืองเมื่อถึงขั้นนี้ สังคมรัฐจะได้รับการแก้ไข สมุฏฐานของโรคร้ายต่างๆ ก็จะได้รับการแก้ไข และการปกครองที่เต็มไปด้วยอวิชชา ความมุ่งร้ายและการเบียดเบียนก็จะมลายหายสิ้นไป ถูกแทนที่ด้วยธรรมะ ซึ่งปรากฏในกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีความชอบธรรมกฎหมายต่างๆ ที่มีความเป็นธรรม องค์กรและสถาบันต่างๆ ก็จะเป็นไปในความถูกต้อง ตามครรลองครองธรรม ตามหลักธรรมาธิปไตย นั่นคือความยุติธรรมในสังคมที่จะต้องนำไปประยุกต์ใช้ในทุกภาคพื้นส่วน ซึ่งเป็นไปด้วยความไม่เบียดเบียน ไม่ใช้วิธีรุนแรง เป็นความยุติธรรมทั้งผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้การปกครอง กระสวนแบบทางด้านวัฒนธรรมอันถือเอาธรรมะเป็นอำนาจอธิไตยนั้น นับเป็นวัฒนธรรมของการปลดปล่อยมนุษยชาติให้หลุดพ้นจากความเป็นทาสของวัตถุ ให้พ้นจากความโลภโกรธ หลงที่จะทำให้มนุษย์ยึดติดและค่อยๆ เพิ่มพูน จนกลายเป็นมหันตภัยและเป็นความทุกข์ยากของแผ่นดิน ด้วยเหตุนี้ สังคมที่ได้รับการปลดปล่อยแล้วจึงเป็นสภาพเงื่อนไขที่จะทำให้มนุษย์ได้พัฒนา ให้สูงส่งขึ้น ทางด้านจิตวิญญาณ อันเป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของความเป็นมนุษย์ อันเป็นเป้าหมายสุดท้ายของการเป็นมนุษย์

หน้าที่ ของผู้ปกครองก็คือพิทักษ์รักษาความยุติธรรมในสังคม ให้ดำรงอยู่ในฐานะธรรมาภิบาล สร้างภาพแวดล้อมที่ดีงาม ทางด้านทางการเมืองและการปกครอง ปราศจากการทุจริตคอรัปชั่น และสิ่งที่เป็นอบายมุข อันจะนำมนุษย์ไปสู่ความเสื่อมเสีย ผู้ปกครองต้องเต็มไปด้วยทศพิธราชธรรมและชี้นำประชาชนในประเทศให้เจริญ ก้าวหน้า ทั้งทางด้านวัฒนธรรมและนามธรรมในเวลาเดียวกัน จุดมุ่งหมายของรัฐก็ก็คือการพัฒนาให้พลเมืองเจริญเติบโตจนบรรลุความเจริญของ ทั้งด้านเศรษฐกิจการศึกษา และวัฒนธรรมอันเป็นการสร้างมาตรการทมี่สู่ส่งให้แก่ชีวิตพลเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขจัดทุกข์บำรุงสุข และปูพื้นฐาน ทางด้านจิตวิญญาณเพื่อการหลุดพันสร้างสังคมอริยให้เป็นแบบอย่างแก่คนทั่วโลก เพื่อเอาชนะ โลกมายาทางด้านวัตถุ หากกระทำเช่นนี้ได้ เยาวชนของประเทศนั้นๆ ก็จะเกิดอยู่ในสภาพสังคมที่ดีงาม และจะได้ทำหน้าที่สืบต่อในสังคมที่ดียิ่งๆ ขึ้นไป โดยพวกเขาจะได้ เชิดชูสถาบันต่างๆ ให้สูงส่งดีงามตลอดไป โลกก็จะประสบกับความจำเริญทุกหนทุกแห่ง สภาพแห่งความร่มเย็น สันติสุข ความสะอาด ความรู้แจ้งเห็นจริง ก็จะบังเกิดขึ้น ความทุกข์ทางสังคมก็จะหายไปวิถีทางแห่งการบรรลุ จุดมุ่งหมายสูงสุดนี้ อริยสัจสี่ นั่นคือ หลักคำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งถือว่าสำคัญที่สุดจะต้องรู้ชอบเป็นก่อนอื่นก่อนที่จะดำเนินไปสู่การ ปฏิบัติในหลักการอื่นๆนั่นก็คือว่ามนุษย์จะต้องรู้จักทุกข์ รู้จักเหตุแห่งทุกข์ อันได้แก่กามตัณหา ภาวะตัณหา และวิสภาวะตัณหา ต้องรู้การดับทุกข์และวิธีการแห่งการดับทุกข์ ซึ่งหมายถึง บรรคมีองค์ 8 โดยถือเอาความเห็นถูกต้อง เป็นหลักการข้อที่ 1 และดำเนินไปตามบรรคข้ออื่นๆ จน บรรลุด้วยความเพียร ด้วยวิธีการเหล่านี้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในสังคมโดยผ่านสถาบันทางการเมิง ที่จะเอื้ออำนวย ให้เกิดความสันติสุข นั่นก็คือการดำเนินชีวิตทางสายกลาง เมื่อมีความคิดเห็นที่ถูกต้องบุคคลย่อมกระทำสิ่งที่ถูก พูดในสิ่งที่ถูกต้อง พยายามในสิ่งที่ถูกต้อง ดำเนินชีวิตในสิ่งที่ถูกต้อง มีสมาธิในทางที่ถูกต้อง อย่างนี้เป็นต้น

นั่นคือ อุดมการณ์อันสูงส่งของพุทธศาสนา และความมุ่งหวังที่จะบรรลุโลกในอุดมการณ์อันสูงสุด ที่มนุษย์จะพึงเข้าให้สมกับความเป็นมนุษย์

ศาสนาคริสต์

ชาว คริสเตียนส่วนมากเชื่อว่า ปี ค.ศ. 2000 จะเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในโลกนี้ แต่ชาวคริสเตียนบางกลุ่มก็เชื่อว่า ความขัดแย้งในโลกจะเกิดขึ้นอันจะนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 ในช่วง 50 ปี ข้างปีหน้า มีนักปราชญ์คริสเตียนบางคนเช่นท่าน เซอร์ ไมเคิล อาติยาฮ์ อดีตประธานโรยัลโซไซเอตตี้ เชื่อว่าจะเป็นช่วงก้าวแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ซึ่งหมายความว่า ในศตวรรษที่ 21 นี้ จะมีการท้าทายที่รุนแรงต่ออารยธรรมทั้งหมดของโลกเรา เช่น ปัญหาการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชาชนพลโลกความจำกัดในทรัพยากรธรรมชาติ และมลภาวะทางด้านสิ่งแวดล้อมอีกทั้งความยากจนจะแผ่คลุมประชาชนโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ กลายเป็นปัญหาเร่งด่วน

นักบุญ ปีเตอร์ ได้เขียนไว้ในจดหมายของท่าน เมื่อห้าร้อยปีก่อนหลักจากที่ชาวยิวได้กลับสู่มาตุภูมิของพวกเขาปีเตอร์ ในฐานะที่เป็นสาวกคนหนึ่งของพระเยซู ได้เขียนถึงการปรากฏของพันธะสัญญาของพระเจ้า ดังมีปรากฏอยู่ใน 2 ปีเตอร์ 3/2 ซึ่งเป็นการทำนายถึงเหตุการณ์ ที่อุบัติขึ้นในทุกวันนี้ โดยมีเนื้อความว่า มีชั้นฟ้าใหม่ และพื้นดินใหม่ ที่เรากำลังรอคอย ซึ่งเป็นไปตามพันธะสัญญาของพระองค์ และในสภาพเช่นนี้ ผู้เที่ยงธรรมเหล่านี้ จะมีชีวิตอยู่ ท่านทั้งหลายอาจจะได้เคยเรียนรู้มาแล้วว่า พระเยซูผู้สถิตในสรรค์นั้นคือผู้ปกครองที่สำคัญใน ชั้นฟ้าใหม่ดังกล่าวนี้ (ลูกา 1: 32, 33 ) ศาสดาเยซูทรงให้สัญญาไว้ว่าบรรดาสาวกและบุคคลอื่นๆ เหมือนพวกเขานั้นจะมีที่พำนักอยู่ในสวรรค์

ใน หนังสือฮิบรู ท่านสาวกปอด ได้พรรณนาถึงบุคคลเหล่านั้นว่า บรรดาผู้มีส่วนร่วมของการเรียกเรียง จากพระผู้เป็นเจ้า และพระเยซูตรัสว่า กลุ่มของบุคคลเหล่านี้จะนั่งอยู่บนบัลลังในชั้นฟ้ากับพระองค์ท่าน (ฮิบรู 3: แมธธิว 19:28, ลูกา22/28/30, จอห์น14:2,3)

ใน โองการ 5 และ6 ปีเตอร์เขียนเกี่ยวกับน้ำท่วมในสมัยโนอาฮ์ในโองการ 7 ปีเตอร์อ้างว่า ชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนี้ซึ่งเป็นอยู่ขณะนี้ ทั้งผู้ปกครองและหมู่ประชาชนถูกสำรองไว้เพื่อ วันแห่งการตัดสินตอบแทน และวันแห่งการทำหลายล้างมนุษย์ผู้ปฎิเสธพระเจ้า

นักบุญ ปีเตอร์อธิบายว่า วันที่กำหนดลังมา ของพระผู้เป็นเจ้าจะก่อให้เกิดการชำระสะสางที่ยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการเปิดทางสำหรับชั้นฟ้าใหม่ และพื้นโลกใหม่ซึ่งได้ถูกระบุอ้างไว้ในโองการ13

ขอ ให้เรามาพิจารณาในถ้อยคำที่ว่า ชั้นฟ้าใหม่และพื้นโลกใหม่ ซึ่งปรากฏใน เอสิยาห์บท 15 และพิจารณาวิวรณ์ บท 21,2บท ในวิวรณ์ บท 19 เราจะได้พบการพรรณนาในสัญลักษณ์อันชัดแจ้ง ของสภาพสงคราม ในอีกด้านหนึ่งที่ระบุ เจซัสไครสต์ อยู่ในสวรรค์ และการเห็นแจ้งนี้บ่งบอกถึงพระองค์ทรงดำรงอยู่กับบรรดากองทัพแห่ง สวรรค์พระองค์ กำลังทำสงครามต่อสู้กับบรรดาผู้ปกครองหรือบรรดาผู้บัญชาการกองกำลังทหาร และหมู่ประชาชน จากกลุ่มต่างๆทั้งกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่สงครามนั้นเกี่ยวข้องกับวันที่กำลัง จะมีมาของพระผู้เป็นเจ้าการทำลายล้างความชั่วร้ายต่างๆ(2เทสซาโลเนียน 1:6/10)เนื้อความดังกล่าวเกี่ยวพันกับบทวิวรณ์ บท 20 ที่ได้พรรณนาถึงการจัดภัยซึ่งมาจากอสรพิษแต่ดั้งเดิมผู้เป็นซาตานมารร้าย

ใน วิวรณ์ 21 จอห์น ได้เริ่มโดยการกล่าวว่า ฉันได้ เห็นท้องฟ้าใหม่ และพื้นโลกใหม่ สำหรับท้องฟ้าเก่า และพื้นโลกเก่าผ่านพ้นไป และทะลนั้นไม่มีอยู่อีกต่อไป ซึ่งวางพื้นฐานอยู่ในสิ่งที่เราได้เห็นในเอสิยาห์ บท 65 และ2 ปีเตอร์ บท3 ทำให้เรามั่นใจว่า พันธ์สัญญาในที่นี้เกี่ยวกับระบบใหม่ของสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์บน โลก คำพยากรณ์อันมหัศจรรย์นี้ กล่าวถึงยุคสมัยเมื่อพระผู้เป็นเจ้าจะทรงประทับอยู่มวลมนุษย์ ทรงเอื้อฟื้อกื้อกูลโปรดประทานให้แก่มนุษย์ผู้กระทำตามเจตนารมณ์ของพระองค์ (เอซิเคียล 43/7 นักบุญจอห์นยังได้กล่าวไว้ในวาทะ 4,5ว่าพระองค์ พระเป็นเจ้า จะทรงเช็ดทุกๆ หยดน้ำตาจากดวงตาทั้งหลายของพวกเขาและความตายจะไม่ปรากฏอีกต่อไป จะไม่มีเสียงคร่ำครวญ หรือเสียงหวีดร้อง หรือความเจ็บปวด อีกต่อไป สิ่งแต่เก่าก่อนได้ผ่านพ้นไป และพระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสว่า จงดูเถิดข้ากำลังสร้างสรรพสิ่งทั้งมวลใหม่ จงจารึก เพราะว่าจนะทั้งหลายเหล่านี้ ซือสัตย์และเป็นจริง

หยาด น้ำตาซึ่งพระผู้เป็นเจ้าจะทรงเช็ดหยาดน้ำตาเหล่านั้นที่หลั่งไหลลงมาด้วย ความทุกข์ทรมาน เศร้าโศกเสียงใจ ความผิดหวัง เจ็บปวด รวดร้าวและทุกข์ทรมาสจอห์น 11:35ฉะนั้นชีวิตที่อยู่ภายใต้ ท้องฟ้าใหม่ และพื้นโลกใหม่ จะไม่ถูกหลอดหลอนด้วยสาเหตุแห่งความทุกข์โศกที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันเหล่านี้ อีกเลย พระผู้เป็นจ้าจะทรงบันดาลพันธะสัญญาของพระองค์ที่จะสร้างสิ่งต่างๆทั้งหมด เหล่านี้ขึ้นมาใหม่ พระผู้เป็นเจ้าจะทรงเปลี่ยนแปลงสภาพของโลกนี้อย่างฉับพลันเพื่อสภาพที่ดี กว่าแก่บรรดาผู้ศรัทธา เหล่านั้นในพระผู้เป็นเจ้าในฐานะที่เป็นส่วนของโลกใหม่โลกแห่งบรรดาผู้ภักดี ที่แท้จริงในโลกใหม่ ชีวิตร่างกายทั้งหมดจะมาสยบอยู่เบื้องหน้าพระองค์(เอสิยาห์66/24)พระผู้เป็น เจ้าทรงให้ความมั่นใจแก่เราว่าความสันติสุขและความเที่ยงธรรมของพื้นโลกใหม่ นั้นจะไม่ตกอยู่ในอันตราย มนุษย์ผู้ชั่วร้าย จะไม่ทำลายมันอีกเลย

ใน โลกใหม่ที่กำลังมีมามนุษย์จะดำรงอยู่ในความปลอดภัย มีความชื่นชมยินดีในชีวิต ถ้ามนุษย์คนใดเลือกที่จะขบถต่อต้านพระผู้เป็นเจ้าแล้วเขาก็จะไม่ได้รับ อนุมัติให้ชีวิตอยู่อีกต่อไป(ดูรายเอียด 1ทิโทธี 1:19/20,2/ทิโมธี,2:16-19) ความยุติธรรมในสังคมจะถูกทำให้ปรากฏเป็นจริงขึ้นมาเหมือนดังที่ เอซิยาซ ได้พรรณนาไว้ใน วาทะ21และ22 และพิจารณาดิวทิโรโนมี 22/8,นิฮิเมียะ 8/16 ท่านทั้งหลายจะได้รับตามความพึงพอใจที่ท่านได้ใช้ความพยายามของท่านไปแล้ว ผลพวกต่างๆจากแรงงานของท่านเอง ท่านจะมาสารถทำสิ่งเหล่านั้นได้ตลอดช่วงชีวิตอันยาวนานนั้นเป็นประดุจ วันทั้งหลายแห่งพฤกชาติ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างใหม่หมด (ซาม 92/12-14และดูเอซิยาส65/23-24)

สุนัข จิ้งจอกและลูกแกะจะถูกเลี้ยงด้วยกัน และสิงโตจะกินฝางหญ้าเหมือนอย่างโคกระทิง และสำหรับอสรพิษนั้น อาหารของมันคือผงคลีดิน พวกมันจะไม่ทำอันตรายหรือสร้างความเสียหายใดๆ ในหุบเขาอันศักดิ์สิทธิ์ของข้าทั้งมวล พระเจ้าทรงตรัส (เอซิยาซ 65/25)

เมื่อ เราพิจารณาจากหลักฐานต่างๆ ของฝ่ายศาสนาคริสเตียนแล้ว จะเห็นถึงอุดมการณ์อันสูงส่งของบรรดาศาสดาพยากรณ์ล่วงหน้าของโลกมนุษย์ไว้ นานนับหลายร้อยปี นับเป็นความหวังที่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ในการแสวงหาที่จะบรรลุถึงสังคมในอุดมคติที่เปี่ยมไปด้วยความผาสุกไร้พิษภัย ทั้งหลายทั้งปวงเป็นความใฝ่ฝันของพี่น้องคริสต์ศาสนิกชนซึ่งกำลังรอคอยสภาพ สังคมดังกล่าวเหมือนกับพี่น้องชาวพุทธ และชาวมุสลิม จึงนับเป็นความหวังร่วมกัน สิ่งเหล่านี้น่าจะนำมาเป็นแรงผลักดันเปลี่ยนวิถีชีวิตให้มุ่งปฏิบัติในสิ่ง ที่ดีงามเพื่อรอรับสภาพสังคมตามที่ฝันใฝ่

ศาสนาอิสลาม

ความศรัทธาในอิสลามเกี่ยวกับความยุติธรรมในสังคมและการปฏิวัติโลก

อิสลาม ศาสนาแห่งสันติ ที่มีความศรัทธามั่นในพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ผู้ทรงสร้างมนุษย์ และทรงให้ทางนำเพื่อให้มนุษย์เจริญก้าวหน้าพัฒนาจนถึงที่สุดโลกนี้อีกทั้ง การมีชีวิตในโลกหน้าซึ่งเป็นผลจากการกระทำในโลกนี้ อิสลามมีความมุ่งมั่นในการสร้างความยุติธรรมในสังคมอีกทั้งมีที่สูงส่ง ด้วยเหตุนี้หลักคำสอนของอิสลามจึงเป็นการปฏิวัติมนุษยชาติทั้งด้านร่างกาย และด้านจิตใจ พระบัญญัติให้ความสมดุลแก่ชีวิตมนุษย์ ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงเป็นความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าประทานให้แก่มวลมนุษย์ โดยผ่านท่านศาสดามูฮัมมัดและคัมภีร์อัลกุรอานซึ่งเป็นเครื่องชี้ทางนำไปสู่ แสงสว่างทางด้านปัญญา และการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสังคมมนุษย์ให้ก้าวหน้า แม้ว่า ตามความเป็นจริงแล้วยังมีกลุ่มมนุษย์ผู้ปฏิเสธทางนำ คอยขัดขวางวิถีทางแห่งความเจริญก้าวหน้านั้น

แต่อย่างไรก็ตามสังคม ในอุดมการณ์ของอิสลามก็ได้กระทำให้ปรากฏเป็นจริงตามศาสนบัญญัติ และมีความมุ่งหวังในการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติในนามของอิสลาม อัลมะฮ์ดี ผู้ได้ถือกำเนินขึ้นมาแล้ว ในปีฮิจเราะฮ์ที่ 255 (ศ.ค.869) การกำเนิดของท่านนั้นเป็นความสว่างไสวของโลกแห่งความศรัทธาและสัจธรรม แต่จากสภาพของมนุษย์ที่ยังไม่สามารถเข้าใจแนวทางอันสูงส่งนี้ได้ พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงบัญชาให้อิมามมะฮ์ดี อยู่ในสภาพที่เร้นลับ หลังจากที่บิดาของท่านผู้นี้ได้ถูกประหัตประหารโดยกลุ่มผู้ปกครองที่เป็น เผด็จการในปีฮิจเราะฮ์ที่ 250 (ค.ศ.874) ท่านอัล มะฮ์ดี ผู้ได้รับทางนำได้อยู่ในสภาพเร้นลับในช่วงแรก 70 ปีเรียกช่วงนี้ว่าการเร้นลับในช่วงสั้น แหละแล้วท่านก็อยู่ในสภาพที่เร้นลับในระยะยาว ซึ่งกำลังรอคอยพระบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้าที่จะให้ปรากฏอีกครั้งหนึ่ง และสถาปนาการปกครองตามพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้าให้แผ่นคลุมออกไปทั่วโลก ซึ่งเป็นสภาพของรัฐอิสลามสากล เป็นไปตามหลักการแห่งมะดาวีที่ได้บัญชาไว้ก่อนแล้วให้เป็นที่ประจักษ์แจ้งใน บรรดาศาสนทูตของพระองค์ ซึ่งโลกกำลังรอคอยอยู่

เมื่ออัล มะฮ์ดี ได้ปรากฏขึ้นในโลกโลกก็จะประสบกับความสันติสุขเข้าแทนที่สภาพที่หลั่งเลือด ความเบียดเบียนในหมู่มนุษย์และความอยุติธรรม ด้วยเหตุนี้ผู้ซึ่งศรัทธาอย่างมั่นคงและประกอบคุณธรรมความดี จึงถือเป็นผู้สืบต่อที่แท้จริงบนโลกนี้ การสถาปนาหลักคำสอนให้เป็นไปตามความเป็นจริง และขยายความมั่นคงปลอดภัยไปทั่วโลกในนามของอิสลามเป็นสันติภาพถาวร ที่เข้ามาทดแทนความระส่ำระสายในมนุษยชาติ ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงนำวันทั้งหลายเหล่านี้ให้กลับคืนมาสู่มนุษยชาติ เพื่อเป็นการตอบแทนในความศรัทธาความอดทน และการประกอบคุณธรรมของบรรดาศรัทธาชน ดังปรากฏ ดังปรากฏหลักฐานนี้ในคัมภีร์อัล กรุอาน (บทที่3โองการที่ 139 นอกจากนั้น ยังมีระบุอีกว่า และแน่นอนยิ่งเราได้จารึกไว้คัมภีร์นั้นภายหลักการรำลึกนั้นว่าสำหรับพื้น พิภพนี้บ่าวทั้งหลายซึ่งเป็นผู้ทรงคุณธรรมของฉันจะเป็นผู้สืบมรดก(21:55)

อัลลอฮ ได้ทรงสัญญาไว้แก่เขาเหล่านั้นในหมู่สู่เจ้าผู้ซึ่งศรัทธา และกระทำการงานที่ดีว่า แน่นอนยิ่งพระองค์จะทรงทำให้พวกเขาเป็นบรรดาผู้ปกครองในโลกนี้เหมือนอย่าง ที่พระองค์ทรงทำให้พวกเขาเป็นผู้ปกครองมาก่อหน้านั้น (24:55)

คัมภีร์ อัลกุรอาน ซึ่งเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์จากอัลลอฮผู้ทรงบัญชาบอกกล่วงหน้าไว้ถึงอนาคต ของมนุษยชาติว่าผู้ศรัทธาเหล่านั้นจะได้ร่วมกันสถาปนารัฐแห่งสันติภาพซึ่ง เป็นลักษณะสากล และสภาวะดังกล่าวนั้น จะเป็นจริงขึ้นมาในอนาคตอันไม่ห่างไกลนัก โดยอำนาจลับของพระเป็นเจ้าที่ผ่านอัล มะฮ์ดี บทบัญญัติต่างๆ ที่แท้จริงของอิสลาม เหมือนอย่างที่เคยปรากฏเป็นจริงมาก่อนในสมัยท่านศาสนทูตมุฮัมมัด ก็จะปรากฏเป็นจริงขึ้นในสมัยอิมามอัลมะฮ์ดี ซึ่งจะแผ่คลุมชัยชนะไปทั่วทั้งโลกเหนือความหลงผิดทั้งมวล (ดูอัล กุรอาน21:18 และ 13:17)

พระ เป็นเจ้าจะทรงประทานความโปรดปรานและความจำเริญความสมบูรณ์มั่งคั่งแก่ชุมชน ทั้งหลายของบรรดาผู้ศรัทธา และความสมบูรณ์ทางด้านจิตวิญญาณที่เต็มไปด้วยเหตุผลปัญญาจะครอบคลุมไปทั่ว ประชาคมของบรรดาผู้ศรัทธาทั้งปวง สังคมจะพัฒนาการสูงส่งไปในทุกๆ ด้าน ครอบคลุมไปทั่ว ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา วัฒนธรรม การเกษตรกรรม การอุตสาหกรรมและความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิชาการ ด้านวิทยาศาสตร์ในเรื่องนี้มีวจนะ (ฮะดิษ) ของท่านศาสดาแห่งอิสลามได้ระบุไว้ว่า ในยุคสมัยแห่งการมาของอัล มะฮ์ดีนั้น บรรดาผู้ที่เชื่อฟังปฏิบัติตามเขา จะได้รับการประทานให้มีตามที่คม กริบ และหูที่เป็นทิพย์ จากพระผู้เป็นเจ้า จากพระผู้เป็นเจ้า เพื่อว่าพวกเขาจะสามารถมองเห็นผู้นำของพวกเขาได้ และได้ยินถ้อยคำของผู้นำของพวกเขาได้อย่างชัดเจน (มุนติฆอฟบุลอาซีร หน้า 482และ483)

มนุษยชาติ ผู้อาศัยอยู่ในโลกนี้ ในที่สุดจะกลายเป็นมุสลิม ผู้ยอมจำนวนไปในสุดศาสนาแห่งอัลลอฮ คือ อิสลาม จะมีชัยเหนือโลก แม้ว่าบรรดาผู้ไม่ศรัทธาจะไม่พึงพอใจก็ตามอิมามอัล มะฮ์ดี จะกวาดล้างการปกครองเผด็จการ และทรราชย์ ตลอดทั้งความอยุติธรรม และการเบียดเบียน และการกดขี่ข่มแหง ในทุกๆ รูปแบบและจะสถาปนาความยุติธรรมขึ้นในโลก วิวัฒนาการของมนุษย์จะเจริญก้าวหน้าทั้งด้านวัตถุและด้านจิตวิญญาณ เป็นยุคแห่งความรู้แจ้ง เป็นยุคแห่งปัญญาบริสุทธิ์เป็นยุคแห่งวิวัฒนาการที่ถูกต้อง จนกระทั่งถึงการอวสาน แห่งโลกวัตถุนี้

ใน เรื่องนี้ คัมสภีร์อัลกุรอานได้อ้างถึง เพื่อเป็นการปูพื้นฐานแห่งความเข้าใจไว้มากมากหลายโองการดังเช่น ไม่มีประชาชาติใดเว้นแต่ได้มีผู้ตักเตือนได้ผ่านไปแล้วในหมู่พวกเขา (35:24) (และสำหรับทุกๆ ประชาชาติ มีศาสนทูตคนหนึ่ง10:48 แท้จริงเราได้ส่งบรรดาศาสนทูตก่อนหน้าเจ้า (มุฮัมมัด) ในหมู่เขาเหล่านั้นที่เราได้แจ้งแก่เจ้า และบางคนในหมู่พวกเขาที่เรามิได้แจ้งแก่เจ้า (40:78)

มนุษยชาติ เป็นประชาคมเดียวกัน และดังนั้นอัลลอฮไดด้ทรงส่งบรรดาศาสดาให้อยู่ในฐานะผู้แจ้งข่าวดีและในฐานะ บรรดาผู้ตักเตือน และได้เปิดเผยแก่เขาเหล่านั้นด้วยคัมภีร์ที่เต็มไปด้วยสัจธรรม ซึ่งจักอาจใช้ตัดสินพิพากษาระหว่างมวลมนุษย์ในสิ่งซึ่งงที่พวกเขาได้โต้แย้ง กันภายในนั้น(2:213)

อิสลาม หมายถึงการยอมจำนนถึงพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว การปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ ซึ่งเป็นการรับใช้มนุษย์โดยส่วนรวม และรับใช้บรรดาผู้ศรัทธาโดยเฉพาะศาสดามุฮัมมัด ได้มายังโลกนี้ เพื่อที่จะได้กระทำให้ถึงซึ่งความสมบูรณ์แบบในกฎบัญญัติสากลแห่งศาสนาทั้ง หลาย ซึ่งเป็นงานของบรรดาศาสดาแต่เก่าก่อนทุกๆท่านดังอัล กุรอานได้ระบุว่า

จง กล่าวเถิดเราศรัทธาในอัลลอฮ และสิ่งซึ่งได้ถูกประทานให้แก่เรา และสิ่งซึ่งได้ถูกประทานให้แก่อิบรอฮีมและอิสาอีล อิสฮาก และยะอ์กู๊บ และบบรรดาเผ่าพันธุ์ทั้งหลาย และสิ่งซึ่งโมเสส และเจซัสได้รับ และสิ่งซึ่งบรรดาศาสดา (ของทุกๆ ประชาชาติ)ได้รับจากพระผู้อภิบาลของพวกเขา เรามิได้ทำให้แตกต่างกัน ระหว่าคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเขา และยังพระองค์ที่เราจะต้องยอมจำนน (2:136)

อิสลาม เป็นศาสนาที่มีหลักคำสอนครอบคลุมไปทั่วพฤติกรรมของมนุษย์เป็นธรรมนูญในการ ดำเนินชีวิตของมนุษย์ในทุกแง่ทุกมุม อิสลามได้ให้ทางนำที่สมบูรณ์แบบในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในทุกๆ ด้าน พระพุทธองค์เองทรงยอมรับว่า พระองค์มิได้ทรงเป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายแต่จะมีพระพุทธเจ้าอีกในอนาคต นามของพระองค์คือ ศรีอาริยเมตตรัย ซึ่งเป็นผู้ช่วยให้รอดพ้น ส่วนเจซัสได้สต์นั้น พระองค์ยอมรับว่า พระองค์มิได้ ทรงเป็นศาสดาสุดท้าย หือสาส์นที่พระองค์ทรงนำมาให้แก่มนุษยชาตินั้นยังมิได้สมบูรณ์ แต่มนุษยชาติในโลกกำลังรอคอยการมาของศาสนดาสุดท้าย ดังปรากฏความว่า ฉันยังมีหลายสิ่งหลายอย่างมากมายที่จะบอกแก่พวกเจ้า แต่พวกเจ้ายังไม่สามารถที่จะรับมันได้ขณะนี้ แต่เมื่อเขาผู้เป็นวิญญาณแห่งความสัตย์จริงได้เสด็จมา เขาผู้นั้นจะนำทางพวกเจ้าในสัจธรรมทั้งมวล (จอห์น 16/12- 13)

ใน ที่สุด วิญญาณแห่งความสัจจริงก็ได้เสด็จมาในโลกนี้ ในนามของศาสดามุฮัมมัดศาสนทูตแห่งอัลลอฮแก่มนุษยชาติทั่วโลก ดังปรากฏในอัลกรุอานความว่า เรามิได้ส่งมุฮัมมัดมาเพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อความเมตตาปรานีแก่มนุษยชาติ และอีกโองการหนึ่งที่ว่า

วัน นี้ฉันได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์แล้วสำหรับพวกเจ้า และได้ทำให้ความโปรดปรานของฉันเป็นที่สมบูรณ์แก่พวกเจ้า และได้เลือกแล้วสำหรับพวกเจ้าคือศาสนาอัล อิสลาม (5:3)

โองการ อัลกรุอานดังกล่าวนี้ ได้ถูกประทานในช่วงท้ายสุดหลังจากโองการ 5: 67 ซึ่งเป็นโองการที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประกาศสิทธิ์ของท่านอิมามอะลี ในฐานะเป็นผู้นำทางศาสนาซึ่งจากท่านอิมามอะลีนี้เอง ที่แสงสว่างแห่งสัจธรรมนั้นยังคงดำเนินต่อไป จนถึงการอุบัติขึ้นของอิมาม มะฮ์ดี

สาย สัมพันธ์อันบริสุทธิ์ของอิมามมะฮ์ดี ได้รับการยอมรับในทุกๆ มัซฮับว่า ท่านได้สืบเชื้อสายมาจากอะหลุลบัยต์ มารดาของท่านคือท่านหญิงนัรญส ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากนักบุญปีเตอร์ซีโมน ซึ่งเป็นคนหนึ่งใน 12 ของสาวกเจซัไครสต์ ทั้งเชื้อสายอันบริสุทธิ์สืบมาจากอาลิอิบรอ ฮีม ซึ่งมาประสบกับสายอาลิมุฮัมมัด ในการกำเนิดขึ้นของท่านอิมามมะฮ์ดี ท่านเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ซึ่งจะปรากฏในอนาคตในไม่ช้านี้ เพื่อการปลดปล่อยโลก และจะสถาปนารัฐบาลแห่งสันติภาพจัดระเบียบโลกใหม่ที่เป็นจริงตามหลักสัจธรรม และความยุติธรรมของพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวซึ่งจะต่อสู้ขัดขวางแนวทางที่ เป็นเผด็จการของระบบมารร้าย (ชัยฏอนียะฮ์)ที่กำลังได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือโดยบรรดายะฮูดี และนัศรอนี และมุชริกีน

วิกฤติการณ์ ทางการเมืองในโลกปัจจุบันโดยเฉพาะในตะวันออกกลาง และความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์นั้น จะเป็นสาเหตุปัจจุบันอันที่จะขยายไฟสงครามออกไปในระหว่างบรรดาผู้ศรัทธาและ ผู้ไม่ศรัทธาทั้งหลาย อินชาอัลลอฮ จากจุดแห่งสถานการณ์นี้ อัล มะฮ์ดีจะยืนขึ้นปรากฏเพื่อเป็นสักขีพยานแห่งโลก นั่นคือความเชื่ออันมั่นคงของพี่น้องมุสลิม

สุดท้าย นี้จะเห็นว่าอุดมการณ์อันสูงส่งของศาสนาใหญ่ๆ ของโลกทั้งพุทธศาสนา ศาสนาคริสเตียน และอิสลาม มีความละม้ายคล้ายคลึงกันมาก นั่นคือความหวัง อันสูงส่งที่จะเห็นโลกมนุษย์นี้บรรลุถึงซึ่งความเจริญสูงสุดในด้านอารยธรรม และดำรงอยู่ด้วยสภาวะที่สมบูรณ์แบบทั้งทางด้านจิตใจสติปัญญา และการสถาปนาสังคมการเมืองที่บริสุทธิ์ยุติธรรม แม้ว่าบางท่านจะมองไปว่าเป็นความฝันของผู้ไร้เดียงสา แต่นั่นเป็นความบริสุทธิ์ใจอย่างยิ่งของศาสนิกชนทุกศาสนา ซึ่งสืบเนื่องหลังสัจธรรม และศีลธรรมตลอดทั้งวิธีการปฏิบัติในชีวิตมาจากท่านศาสดา ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้น เราขอให้ความหวังนี้เป็นจริงตามนั้นด้วยเทอญ