หลุมพรางมายา “โลกออนไลน์” และ “โลกแห่งความเป็นจริง”

974

โลกเสมือนจริง กลายเป็นตัวตนที่สองของมนุษย์เกือบทั้ง 7,300 ล้านคนบนดาวดวงนี้ การจราจรที่คึกคักบนถนนไซเบอร์ และการคบค้าสมาคมของเหล่าผู้คนในโลกเสมือนจริง  กลายเป็นเหตุการณ์ที่ผู้คนต่างสร้างมันขึ้นมานับล้านๆ เรื่องราว แต่ละเหตุการณ์ล้วนส่งผลกระทบกับโลกแห่งความเป็นจริงของใครสักคนหนึ่งบนโลกนี้อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ การไหลทะลักของข้อมูลนับล้านเทเลไบต์ ส่งต่อไปมาอย่างรวดเร็วราวกับการเดินทางไป-กลับของแสง แม้ผู้คนจะพยายามสร้างปรากฎการณ์และตัวตนของตนเองให้ออกมาสุดยอดสักเท่าไหร่ แต่ก็นั่นแหละ มันก็ยังเป็นโลกเสมือนจริง ไม่ใช่โลกแห่งความเป็นจริง

หากใครกำลังอยู่ในภาวะเบื่อสังคมโซเซียล หน่ายสังคมไซเบอร์ คงจะมีความรู้สึกอยากจะหยุดพักจากมันสักชั่วคราว ลอยตัวอยู่ท่ามกลางจักรวาลอันแสนสงบ ช่วงเวลาที่หยุดพักอันนี้อาจทำให้หลายๆ คนมีจังหวะคบคิดในแบบที่ไม่ต้องไปกังวลว่า พรุ่งนี้จะโพสต์ภาพอะไร มะรืนนี้จะเขียนโพสต์อะไรอีกครั้ง และเมื่อคนเราสงบไม่เคลื่อนไหวไปตามความยุ่งเหยิง สิ่งหนึ่งที่พวกเขามักคิดติดห้าอันดับแรกก็คือ “ความผิดพลาดของตนเอง”

เมื่อพูดถึง”ความผิดพลาดของตนเอง” ทุกคนต่างยอมรับว่า ความผิดพลาดในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนเราอย่างชัดเจน แต่เรามักลืมไปว่า”ความผิดพลาด” มันไม่ได้ประกาศตนว่าจะกำเนิดแต่ในโลกแห่งความเป็นจริงเพียงโลกเดียว มันครอบคลุมโลกเสมือนจริงอีกด้วย ไม่ต่างกัน ซึ่งสาเหตุของความ”ผิดพลาด” ในโลกแห่งความเป็นจริง” และ”โลกเสมือนจริง มีที่มาเหมือนกัน นั่นคือ

  • ความไม่รู้
  • อัตตา
  • การได้รับข้อมูล หรือ คำแนะนำ หรือ ความเห็นมาแบบผิดๆ

สิ่งที่เราควรจะทำตั้งแต่แรกก็คือ “การคิดก่อนแสดงกริยา” ไม่ว่าจะอยู่ในโลกไหน ทั้งโลกจริง หรือ โลกเสมือนจริง การคิดจะตรวจหาว่า อะไรคือสาเหตุที่จะทำให้เกิดความผิดพลาด และบอกวิธีแก้ปัญญาในเรื่องนี้ การคิดก่อนทำ จึงถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทุกการกระทำของเราในไซเบอร์ ล้วนมีผลกับชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างแน่นอน มีความแตกต่างอย่างมากมายระหว่าง ”การทำก่อนคิด” กับ “การคิดก่อนทำ”

แต่เรามักจัดอยู่ในกลุ่ม “ทำก่อนคิดอยู่เสมอ”!! ทำไมนะหรือ ?

ก็เพราะเราลืมว่าเราเองก็ผิดพลาดได้ เพราะเราลำพองตนเกินไป เพราะเราถือดีว่าตนเองรู้กว่าใครๆ ความผิดพลาดที่น่าจะเป็นครูที่แวะผ่านเข้ามาเพียงครั้งเดียว กลับกลายเป็นครูที่เจอหน้านักเรียนเหล่านี้แทบทุกวันคืน เพราะการไม่ยอมรับที่จะเรียนรู้ของตัวเราเอง ดังนั้นเพื่อให้”คิดก่อนทำ” ทำงาน เราควรเอาสายตาที่ร้ายกาจเหล่านี้ออกไปเสียก่อน เพื่อที่จะได้มองอะไรอย่างเป็นจริง ผ่านสติปัญญา

เมื่อเราถอยตัวเองออกจากโซเซียล และมองจากที่ไกล เราอาจรู้สึกขำขันที่ได้ยินข่าวว่ามีคนเขียนในช่องสถานะของตนเองว่า”ไม่สนิทอย่ากดว้าว” หรือ  อาจมีคนเขียน ก.ไก่ ติดกัน 365 ตัวอักษร แบบไม่มีเหตุผล เรื่องสนุกเรื่องขำขันก็ขำกันไป แต่มันไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น บางครั้งการกระทำของคนเราในโลกโซเซียลกลายเป็นการคุกคาม กลายเป็นภัย บ้างก็ต่อตนเอง บ้างก็ต่อผู้อื่น ที่เป็นแบบนี้ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่รู้ว่า ”สิ่งที่เขาพูด สิ่งที่เขากระทำ มันมีผลต่อโลกแห่งความเป็นจริง” แต่เพราะพวกเขาลืมว่ามันมีผลต่อโลกแห่งความเป็นจริงมากแค่ไหน  จึงทำให้ความก้าวร้าวถูกแสดงออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากยูสเซอร์ (USER) ผู้ใช้ ที่แตกต่างกัน ความกล้าหาญที่จะหยาบคายอาจเกิดจาก ความคิดว่า ไม่มีใครตามหาตัวฉันเจอ, มันไม่มีผลต่อโลกแห่งความเป็นจริง, มันเป็นพื้นที่ของฉัน ฉันจะทำอย่างไรกับมันก็ได้ มากมายหลายเหตุผล เราจะไม่ไปตัดสินว่าใครดีใครเลว เราเพียงแต่ฟังคำอธิบายถึงสาเหตุที่แต่ละคนเลือกที่จะ ”หยาบ” และ”ก้าวร้าว” ให้สังคมเสมือนจริงของตนเองเห็น

สิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่ามันควรจะเกิดขึ้นคือ ”การปลูกคุณธรรม และจริยธรรม” ในแกนกลางของสังคมออนไลน์  ไม่ใช่เพราะคนออนไลน์ไม่รู้ถึงความสำคัญในข้อนี้ และไม่ใช่เพราะคนออนไลน์ไร้คุณธรรม แต่เป็นเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ มันมีผลกับโลกออฟไลน์ ชีวิตของคนสองโลกจึงต้องไปตามจังหวะของคุณธรรม พ่อแม่จะต้องไม่สอนลูกให้พูดดี ทำดี คิดดี แต่ใน “โลกจริง” เพียงโลกเดียว พวกเขาต้องสอนและเป็นตัวอย่างให้ลูกในโลกเสมือนจริงด้วย เมื่อพูดก็จะต้องพูดความจริง และพูดแต่สิ่งที่รู้ ทั้งในโลกจริง และโลกเสมือนจริง ไม่ใช่เพราะมีคนรู้จักเรา ต่อให้ ตัวละครที่เราสร้างจะไม่มีคนใกล้ตัวของเราคนไหนรู้จักเรา อย่างน้อยก็มีคนหนึ่งที่รู้จักเรา และเห็นในสิ่งที่เราทำ คนนั้นก็คือตัวเราเอง

เราไม่ได้กำลังต่อสู่กับภัยคุกคามนอกโลก หรือ นักวิทยาศาสตร์แสนชั่วร้าย หรือ นักการทหารจอมเผด็จการ ศัตรูที่เราต้องต่อสู้อยู่ทุกวัน ไม่ใช่ใครอื่นนั่นคือ อัตตาของเราเอง อัตตาไม่ได้เข้ารุกรานแต่โลกแห่งความจริง มันยังรุกรานโลกเสมือนจริง และในโลกปลอมนี้ มันได้แสดงตัวอย่างชัดเจน การต่อสู้กับอัตตาจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเมื่อเหยียบมันไว้ ปัญญาก็จะกุมบังเหียนแห่งหัวใจ เมื่อปัญญาเข้าควบคุมหัวใจ ไม่ว่าจะอยู่ในโลกใด เราก็จะกระทำอย่างผู้มีปัญญา….