“เหยื่ออธรรม” ที่อำเภอตากใบ

1998

เหตุระเบิดจักรยานยนต์บริเวณตรงข้ามกับโรงเรียนตาบา อำเภอตากใบจังหวัดนราธิวาส เป็นเหตุให้เด็กหญิง มิตรา เวาะบะ และบิดา รวมถึงผู้เคราะห์ร้ายอีก 1 ท่าน ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าสลดหลังจากนั้น แกนนำกลุ่ม RKK ของกลุ่ม BRN ก็ออกมาประกาศว่า”เราเป็นคนทำเอง นี่เป็นฝีมือของเราเอง” แล้วพวกเขาก็มอบคำอธิบายว่า “การเสียชีวิตของสองพ่อลูกเป็นเรื่องสุดวิสัย  ฝ่ายตนไม่ได้ต้องการให้เกิดกับประชาชน เพราะเป้าหมายคือเจ้าหน้าที่”

คำอธิบายที่ง่ายที่สุด อาจเป็นเพราะ “ความโง่เขลา” ใครๆต่างก็รู้ดีว่า โรงเรียน คือ สถานที่ ที่มีเด็กมารวมตัวกัน และมีผู้ปกครองมารับส่งทุกเช้า-เย็น มองจากข้อเรียกร้องที่กลุ่ม  BRN ต้องการ ไม่มีแนวคิดใดใดเลย ที่จะมอบความชอบทำให้การก่อวินาศกรรมในครั้งนี้

ผมสงสัยเหลือเกินว่า มีหลักคิดข้อไหน ส่งเสริมและสนับสนุน ให้กระทำการเยี่ยงนี้บ้าง ? ถ้ายึดเอาแนวคิดแบบชาตินิยมเป็นหลัก ความชอบธรรมจะถูกสร้าง ด้วยคำพูดว่า “เธอเป็นคนของชาติและศัตรูของเธอคือคนต่างชาติ ที่คิดรุกราน ต่อชาติของเธอ” แนวคิดแบบนี้ จะทำให้การทำสงคราม มีความชอบธรรมในทันทีในมุมมองของทหาร เหมือนกับที่อดอล์ฟฮิตเลอร์เคยใช้ปลุกระดมให้ชาวเยอรมัน รักชาติ และเข้าสู่สงคราม

การ กระทำเพื่อชาติจึงมีที่ทาง และเงื่อนไขที่เหมาะสมของมัน ภายใต้การมีคุณธรรมเป็นรากฐาน เช่น ประเทศถูกรุกราน หรือ ถูกแทรกแซงโดยต่างชาติหรืออยู่ในภาวะสงคราม เป็นต้น แต่การกระทำดังกล่าว ที่อำเภอตากใบ ไม่มีความชอบธรรมใดๆ หากยึดจากมุมมองนี้ทั้งในแง่ทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ไม่มีแนวคิดรัฐชาติใดใด ยอมรับการกระทำแบบนี้เลย

มองผ่านมุมของศาสนา ขอตั้งข้อสังเกตว่าการก่อวินาศกรรมครั้งนี้ มีคำสอนใด อนุมัติให้กระทำการดังกล่าวหรือไม่ ?

ผมขออธิบายว่า ในมุมของศาสนาอิสลาม ไม่มีคำสอนหรือหลักการข้อใด สนับสนุนการก่อวินาศกรรมในลักษณะ นี้เลย สิ่งที่ อิสลามอนุญาต และ ส่งเสริมให้กระทำ คือ “การต่อสู้กับความกดขี่ และช่วยเหลือทุกคนที่ถูกกดขี่” ขอใช้คำว่า”ทุกคน”ในเรื่องนี้

อัลกุรอาน มอบหลักการในการต่อสู้ว่า “ดังนั้นผู้ใดละเมิดพวกเจ้า ก็จงตอบโต้ละเมิดพวกเขา เยี่ยงที่พวกเขาละเมิดต่อพวกเจ้า และพึงยำเกรง(ตักวา)ต่ออัลเลาะ ห์เถิด และจงรู้ว่าแท้จริง อัลเลาะห์ ทรงอยู่กับบรรดาผู้ยำเกรง (2/194) หลักการในโองการ สะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ โดยตีกรอบกลุ่มเป้าหมาย เฉพาะผู้ที่ละเมิด- ผู้กดขี่เท่านั้นซึ่งประกอบพื้นฐานของเราเองก็สอนให้เราคิดอย่างนี้ ใครที่อยู่ในวงกลมสีแดงของคำว่า”ผู้กดขี่” เขาคือผู้ที่เราต้องต่อสู้ เขาคือผู้ที่เราต้องสกัด ไม่ให้มาทำร้ายครอบครัวของเรา และคำสั่งต่อไปที่ ปรากฏอยู่ในประโยคถัดมาของโองการบทนี้ คือ คำว่า “จงยำเกรงต่ออัลเลาะห์เถิด” ประโยคดังกล่าวยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นอีกว่า การต่อสู้ไม่ว่าจะอยู่ใน สภาพการณ์ใด ต้องมีหลักแห่ง”ตักวา” หรือ หิริโอตัปปะ เป็นฐานในการปฏิบัติ ถ้ามีปัญหากับคนคนเดียว ก็ต้องตอบโต้เพียงคนเดียว ไม่ใช่ลามไปละเมิดต่อญาติพี่น้องหรือครอบครัวของศัตรู ด้วยความเคียดแค้นชิงชัง แต่จะต้องกระทำ อยู่บนพื้นฐานของสำนึกแห่งความยุติธรรม และความยำเกรง ผมคิดว่านี่คือโมเดลของวิธีการต่อสู้ที่สมบูรณ์แบบที่สุด เมื่อพิจารณาจากหลักการอิสลาม คุณจะเห็นว่าไม่เพียงแต่ศาสนาจะไม่ยอมรับ และให้ความชอบธรรมในครั้งนี้ แต่ศาสนายังประณาม และตำหนิอย่างดุดันอีกด้วย

ปัจจุบันโลกของเรา มีอารยะ ความถ่อย ได้พ้นไปจากวิถีชีวิตของมนุษย์แล้ว เสียงเรียกให้ทุกคนอยู่อย่างสงบ และสันติ เริ่มก้องกังวาลมากขึ้นเรื่อยๆ จากการติดตามข่าวสารในหลายๆด้าน ทำให้ผมเห็นว่า คน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ,ชาวมุสลิม เริ่มที่จะเอืมระอากับการโจมตีแบบนี้ ผมยังไม่ได้ยินใครพูดว่า “เราอยากให้เหตุการณ์เกิดขึ้นต่อไป” แม้แต่คนเดียว การฆ่าไม่เลือกทำให้ผู้คนมีความทุกข์ ดังนั้น ถ้านี่เป็นเรื่องของการแบ่งแยกดินแดน ขบวนการ BRN คงต้องตอบคำถามอันหนักอึ้งให้ได้ว่า ผู้คนจะมอบความเชื่อถือ และยอมรับในความชอบธรรม ในฐานะที่ท่านอ้างว่าเป็นตัวแทนของพวกเขาได้อย่างไร ในเมื่อท่านเอง ได้กระทำในสิ่งที่ไม่ควรกระทำ ?

ในตอนนี้ สองพ่อลูกแห่งอำเภอตากใบ กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “เหยื่ออธรรม” แล้วจะให้เรามองว่าพวกท่าน เป็นวีรบุรุษได้อย่างไร??