โลกปลอดภัยขึ้นเมื่อไม่มีซัดดัม

1039

sputniknews – ไม่มีชาวอิหร่านคนใดในโลกที่ไม่ยืนยันว่า “โลกจะปลอดภัยขึ้นเมื่อไม่มีซัดดัมฮุสเซน” แต่ทว่าการใช้คำนี้โดยโทนี่แบลร์ และจอร์จ บุช มันสอดคล้องกับคำพูดของท่านอิหม่ามอาลี (อ) ที่กล่าวว่า “คำพูดที่เป็นสัจธรรมและมีเป้าหมายที่บิดเบือน”

รายงานล่าสุดที่มีการเผยแพร่ในอังกฤษเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประเทศอังกฤษในการรุกรานและโจมตีอิรัก แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรและพันธมิตรของพวกเขา ได้อาศัยคำกล่าวอ้างที่เป็นเท็จในการบุกอิรัก ทำให้พลเรือนและประชาชนผู้บริสุทธิ์นับพันคนถูกฆ่าตายด้วยของอาวุธต้องห้ามชนิดต่างๆ แล้วหลังจากนั้นทำให้โลกในวันนี้ตกอยู่ในสภาพที่ไม่มีความปลอดภัย

สหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศทั้งหมดที่ได้นั่งโต๊ะเจรจาก็ได้แต่เพียงเฝ้าดู เหมือนดั่งในวันนี้ที่กำลังดูการสังหารหมู่ประชาชนชาวอิรัก ซีเรีย เยเมน ปากีสถาน อัฟกานิสถานและชาติอื่น…… ดั่งเช่นในวันนี้ที่กำลังมองดูการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เห็นได้ชัดที่สุดของชนส่วนใหญ่ในบาห์เรน เหมือนดั่งอิหร่านที่ถูกกดดัน ถูกคว่ำบาตรและบอยคอตอย่างอยุติธรรมที่สุด

นอกจากนั้นรายงานฉบับดังกล่าวยังยืนยันถึงการวิเคราะห์และวาทกรรมทั้งหมดที่ตอกย้ำว่าทุกปัญหาและเหตุการณ์ของโลกปัจจุบันเกิดมาจากนโยบายที่ผิดพลาดของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรของพวกเขา

เริ่มจากการก่อตัวของกลุ่มก่อการร้ายเช่นอัลกออิดะห์ จนถึงการบุกโจมตีอัฟกานิสถาน อิรักและลิเบียและการจุดชนวนสงครามในเยเมน ซีเรียและโซมาเลีย และ … ไม่อาจคำนวนนับได้ว่ากี่สิบประเทศที่ตกเป็นสนามแห่งสงคราม ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้เกิดขึ้นจากนโยบายที่ผิดพลาดของอเมริกาทำให้ในวันนี้ประชาชนต้องเผชิญกับสิ่งเลวร้ายในชีวิต อีกทั้งบรรดาเยาวชนคนหนุ่มสาวของพวกเขาถูกดึงเข้าสู่การก่อการร้าย

ในซีเรียและอิรัก หากไม่มีการยืนหยัดของอิหร่านและรัสเซียแล้ว เนื่องจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาดและไม่รอบคอบของสหรัฐอเมริกาเองที่อ้างตนเป็นนายใหญ่ของโลก วันนี้ก็จะเห็นการจัดตั้งประเทศก่อการร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์อย่างแน่นอน ลองนึกภาพดูว่ารัฐก่อการร้ายนี้ถูกยับยั้งและสกัดโดยความพยายามและความมุ่งมั่นของอิหร่านและรัสเซีย มิฉะนั้นแล้วมันเป็นสิ่งที่อันตรายมากสำหรับประชาคมโลก ถ้าพวกเขาสามารถที่จะจัดตั้งรัฐขึ้นมาอย่างมั่นคง แล้วจากนั้นก็เป็นสิ่งที่ยากต่อการปราบปรามและทำลายล้าง

นายโอบามากล่าวในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของเขาว่า สหรัฐฯไม่มีแผนสำหรับลิเบียหลังจากกัดดาฟีถูกโค่นล้ม แต่ทว่าพวกเขานั้นแหละที่ใช้อำนาจในการโค่นล้มกัดดาฟี ไม่ใช่ประเทศลิเบียหรือที่กลายเป็นศูนย์กลางของการผลิตและส่งกลุ่มก่อการร้ายในแอฟริกาและโลก หลังจากที่กัดดาฟีถูกโค่นล้ม ?

เห็นได้ชัดว่าทั้งหมดนี้เป็นบทพิสูจน์ของเหตุการณ์ต่างๆ สหรัฐอเมริกาไม่สามารถที่จะเป็นนายใหญ่และเป็นผู้นำโลก และแน่นอนว่าอเมริกาไม่สามารถสร้างสันติภาพและความมั่นคงโลกได้

ส่วนภารกิจของสหประชาชาติก็เป็นที่ชัดเจนอยู่แล้วที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลแรงกดดันทางการเมืองจากสหรัฐอเมริกา ในวันนี้จิตสำนึกของพวกเขาถูกนำมาประมูล และการตัดสินใจของพวกเขาถูกขายให้กับประเทศอื่น ๆ และไม่สามารถที่จะมอบความหวังกับองค์นี้ได้อีกต่อไป

ในวันนี้ ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือที่ประชาคมโลกจะคิดตั้งองค์กรขึ้นมานอกเหนือจากสหประชาชาติ เพื่อสร้างระเบียบและการรักษาความปลอดภัยระดับโลก หรือว่าเราต้องรอให้มีการทำลายล้างมากกว่านี้ หรือให้เกิดสงครามโลกอีกครั้ง แล้วจากประชาคมโลกค่อยมานั่งประชุมว่าองค์กรนี้ไม่มีประโยชน์ใดๆอีกต่อไป…… ?

ผู้จัดการออนไลน์ / เมื่อวันพุธ (6 ก.ค.) โทนี แบลร์ ออกมาแถลงยอมรับความผิดพลาดในการส่งทัพอังกฤษบุกอิรักเมื่อ 13 ปีที่แล้ว แต่ยังยืนยันเช่นเดียวกับจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ว่า โลกปลอดภัยขึ้นเมื่อไม่มีซัดดัม ฮุสเซน หลังรายงานที่ใช้เวลาตรวจสอบถึง 7 ปีระบุว่า สงครามดังกล่าวอิงกับข้อมูลข่าวกรองที่ผิดพลาด ขาดการเตรียมพร้อมสำหรับการรบ อีกทั้งยังไม่มีการวางแผนรองรับสถานการณ์หลังเสร็จศึก ที่สำคัญลอนดอนยังเลือกใช้กำลังทั้งที่ยังมีช่องทางการทูต และอดีตผู้นำแบกแดดในขณะนั้นก็ไม่ได้เป็นภัยคุกคามเร่งด่วนแต่อย่างใด

หลังการรุกรานอิรักของกองทัพอเมริกันและอังกฤษผ่านไป 13 ปี สถานการณ์ของอิรักยังเต็มไปด้วยความวุ่นวายและความรุนแรง รวมทั้งกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะกลุ่มนักรบญิฮาดอย่างเช่นกลุ่มก่อการร้ายไอเอสที่ออกมาอ้างความรับผิดชอบในเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในแบกแดดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 250 คน

สงครามอิรักเกิดขึ้นจากข้อกล่าวอ้างว่า ซัดดัมมีอาวุธทำลายล้างสูง ทว่า จนแล้วจนรอดอเมริกาและอังกฤษก็หาอาวุธที่ว่าไม่พบจนสุดท้ายต้องเลิกล้มสมมติฐานดังกล่าวเอง

แปดเดือนก่อนการบุกอิรักในปี 2003 แบลร์บอกกับบุชว่า “ผมจะอยู่ข้างคุณ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม” คำมั่นดังกล่าวได้รับการพิสูจน์เป็นรูปธรรมด้วยการส่งทหารอังกฤษ 45,000 นายเข้าสู่สงคราม ซึ่งทำให้พลเรือนอิรักต้องสังเวยชีวิตกว่า 150,000 คนหลังจากนั้น 6 ปี

จอห์น ชิลคอต ประธานการสอบสวนและจัดทำรายงานฉบับนี้ ระบุว่า ความผิดพลาดเกิดจากบรรดาหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง ซึ่งเท่ากับเป็นการรับรองว่า แบลร์ไม่ได้แทรกแซงเอกสารข่าวกรองดังกล่าวที่เผยแพร่ออกมาในเดือนกันยายน 2002 อย่างไม่เหมาะสม

“เราได้ข้อสรุปว่า อังกฤษเลือกเข้าร่วมการรุกรานอิรักก่อนที่ตัวเลือกแบบสันติด้วยการปลดอาวุธจะสิ้นสุดลง และปฏิบัติการทางทหารไม่ใช่ทางออกสุดท้าย” ชิลคอตสำทับ

รายงานที่ใช้เวลาสอบสวน 7 ปีและใช้งบประมาณถึง 13 ล้านดอลลาร์ ยังวิจารณ์ว่า แบลร์ประเมินตัวเองสูงเกินจริงว่า จะสามารถโน้มน้าวการตัดสินใจของอเมริกาเกี่ยวกับอิรักได้ อีกทั้งยังตัดสินใจโดยไม่ปรึกษาคณะรัฐมนตรี

ชิลคอตเสริมว่า อังกฤษไม่มีศักยภาพในการทำศึกในอิรักและอัฟกานิสถานพร้อมกัน และน่าละอายอย่างยิ่งที่ในปี 2007 ทัพแดนผู้ดีต้องทำข้อตกลงกับกลุ่มทหารบ้านที่ต่อมาสามารถเข้าครอบงำเมืองบาสราในอิรัก ซึ่งควรอยู่ภายใต้การควบคุมของอังกฤษ

ระหว่างการแถลงหลังการเผยแพร่รายงาน แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษระหว่างปี 1997-2007 ยืนยันว่า ไม่มีการโกหก หรือการให้ข้อมูลผิดๆ ต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี รวมทั้งไม่มีการตกลงอย่างลับๆ เพื่อทำสงคราม ไม่มีการปลอมแปลงข่าวกรอง และการตัดสินใจเป็นไปอย่างสุจริต