การแข่งผลประโยชน์ใน “ซีเรีย” ของสหรัฐฯ และตุรกี : สู้กับไอซิซหรือสู้กับอัสซาด?

สหรัฐฯ และตุรกีตกลงที่จะร่วมมือกันฝึกซ้อม “กบฏสายกลาง” เพื่อต่อสู้ในซีเรีย แต่พวกเขามีแผนที่จะใช้กองกำลังเหล่านั้นเพื่อเป้าหมายที่แตกต่างกัน ในระหว่างนั้น ตุรกีชะลอการแก้ปัญหาโดยสันติวิธีในซีเรีย และอิหร่านกลายเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้

4004

(ภาพ) สไนเปอร์ของฝ่ายกบฏซีเรียมองเศษซากตึกในเมืองอัยนัล-อาหรับของซีเรีย เมื่อ 30 มกราคม 2015


 

เบรุต – ตุรกีและสหรัฐฯ ได้ลงนามข้อตกลงฉบับหนึ่งเมื่อเดือนที่แล้วเพื่อร่วมมือกันในการฝึกซ้อม “กบฏสายกลาง” เพื่อต่อสู้ในซีเรียภายในสี่ถึงหกสัปดาห์ที่จะถึงนี้ แต่มีปัญหาข้อหนึ่งคือ สองประเทศนี้มีเป้าหมายที่จะให้นักรบเหล่านี้ทำในสิ่งตรงข้ามกัน

นี่จะเป็นครั้งที่สามแล้วที่สหรัฐฯ ทำการฝึกซ้อมนักสู้ตามยุทธศาสตร์เพื่อต่อสู้กับวิกฤตนี้ตั้งแต่ปลายปี 2011 กลุ่มกบฏที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ในอดีต เช่น ขบวนการฮัซซัม ต้องประสบกับการไร้ความสามารถและขาดการสนับสนุน กลุ่มอื่นๆ แตกกระจัดกระจาย และบางครั้งเข้าไปรวมกับกลุ่มอื่น เช่น อัล-กออิดะฮ์ และรัฐอิสลามแห่งอิรักและซีเรีย(ไอซิซ)

ตุรกีกำลังผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจที่น่านับถือภายในตะวันออกกลาง และบอกว่าตนมีแผนที่จะใช้กลุ่มกบฏเหล่านี้เพื่อต่อสู้และทำลายระบอบการปกครองของประธานาธิบดีบะชัรฺ อัสซาด แห่งซีเรีย

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็บอกว่าตนมีแผนที่จะใช้นักรบกลุ่มเดียวกันนี้เพื่อกำจัดไอซิซ ที่ปรากฏขึ้นมาเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของตนในตะวันออกกลางที่ใหญ่กว่าระบอบอัสซาด

อิหร่าน ซึ่งเป็นศัตรูของสหรัฐฯ มาตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ได้ก้าวไปในทิศทางเดียวกันกับคณะบริหารของโอบาม่า และได้กลายเป็นพันธมิตรโดยพฤตินัยในการต่อสู้กับทั้งอัล-กออิดะฮ์และไอซิซในอิรักและซีเรีย

 

กลอุบายของตุรกี

Recep Tayyip Erdogan, Salman(ภาพ) ประธานาธิบดีเรเซพ ตอยยิบ เออร์ดูกัน ของตุรกี(ซ้าย) เข้าพบกับกษัตริย์ซัลมานแห่งซาอุดี้ฯ ในกรุงริยาด ซาอุดิอารเบีย เมื่อ 2 มีนาคม 2015


ตุรกีสนับสนุนการแก้ปัญหาทางการเมืองต่อวิกฤติปัจจุบันในซีเรีย แต่เรียกร้องให้อัสซาดลงจากตำแหน่ง เป็นเงื่อนไขที่รัฐบาลซีเรียและพันธมิตร รวมถึงรัสเซียและอิหร่าน ได้ปฏิเสธไปแล้ว ตุรกีสนับสนุนการแก้ปัญหาวิกฤตนี้ด้วยการใช้แนวปฏิบัติที่กำหนดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2012 ระหว่างการประชุมเจนีวาครั้งที่ 1

“ทางออกขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาทางการเมือง แต่การแก้ปัญหาทางการเมืองก็จำเป็นที่จะต้องกดดันรัฐบาลอัสซาดให้ยอมรับทางออกทางการเมือง” ซาบัน คาร์ดัส ประธานศูนย์วิจัยยุทธศาตร์ตะวันออกกลาง ในอังการา กล่าวในงาน a March 2 panel ที่สถาบันอิสซัม แฟร์ส ในเบรุต เลบานอน

ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของตุรกีในการทำให้อัสซาดยอมรับหลักการในข้อตกลงเจนีวาครั้งที่ 1 คือการกดดันรัฐบาลผ่านการสนับสนุนนักรบฝ่ายกบฏในซีเรีย รวมทั้งญับฮาตุล-นุสรอ ที่เกี่ยวพันกับอัล-กออิดะฮ์ หรือที่เรียกกันว่า แนวร่วมนุสรอ

“ในการที่จะทำให้ระบอบนี้ยอมรับจะต้องมีการบังคับ การกดดันต่อระบอบ” คาร์ดัสกล่าว

“นอกจากนั้น ตุรกียังต้องการที่จะเห็นเขตห้ามบิน หรือเขตปลอดภัยขึ้นในบางพื้นที่ของประเทศ เพื่อที่จะหยุดการโจมตีทางอากาศของรัฐบาลบนพื้นที่พลเรือน พื้นที่ควบคุมของฝ่ายต่อต้าน เพื่อที่จะได้มีความสมดุลทางทหารเกิดขึ้นในพื้นที่ ในวิธีที่รัฐบาลยอมรับการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองด้วย” เขากล่าวต่อ

อันที่จริงแล้ว อังการ่ากำลังเรียกร้องว่า ถ้าหากสงครามไม่ยุติลงตามข้อกำหนด สงครามก็จะดำเนินต่อไป “การกดดัน” ที่คาร์ดัสกล่าวถึงก็คือ การที่กลุ่มนักรบกบฏจะกดดันรัฐบาลซีเรียต่อไปด้วยการต่อสู้จนกว่ารัฐบาลจะยอมแพ้

ตุรกีถูกวิพากษ์วิจารณ์เนื่องจากท่าทีนี้ และถึงกับถูกตำหนิที่ชะลอการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีต่อวิกฤตนี้ อังการากระตุ้นวอชิงตันให้ใช้ความพยายามไปในการกำจัดอัสซาด แล้วค่อยขับไล่ไอซิซ

กระทั่งถึงเดือนที่แล้ว รัฐบาลเออร์ดูกันไม่เต็มใจที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับสหรัฐฯ ในการต่อสู้กับไอซิซ นอกเสียจากว่าสหรัฐฯ จะเห็นชอบในการกำหนดเขตข้ามบินขึ้นในส่วนต่างๆ ของซีเรีย ประกอบด้วย ฮาซากาห์, อิดลิบ, จารับลัส และคูบานี การฝึกซ้อมกลุ่มกบฏซีเรีย และการโจมตีรัฐบาลซีเรีย

การกำหนดเขตข้ามบินในซีเรียจะมีความหมายว่าสหรัฐฯ กำลังทำสงครามกับซีเรีย และสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้น

อารอน สไตน์ จากกระทรวงต่างประเทศกล่าวว่า จุดมุ่งหมายของเขตห้ามบินหรือเขตปลอดภัยนี้ก็คือ “เพื่อจัดตั้งรัฐบาลคู่แข่งกับรัฐบาลของอัสซาดในดามัสกัส” จากนั้นเขายืนยันว่า “รัฐบาลใหม่นี้จะได้รับการสนับสนุนจากชาวซีเรียในท้องถิ่นเนื่องจากการให้บริการ ในที่สุด ประชาคมโลกก็จะให้การรับรองว่ามันเป็นรัฐบาลอย่างเป็นทางการของซีเรีย”

อีกปัญหาหนึ่งที่อังการามีกับความลังเลของสหรัฐฯ ในการเข้าแทรกแซงในความขัดแย้งโดยตรงมากยิ่งขึ้นก็คือ การที่สหรัฐฯ จดจ่ออยู่กับการกำจัดไอซิซ ไม่ใช่อัสซาด

ในการแถลงข่าวของเพนตากอนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ จอห์น เคอร์บี กล่าวว่า เป้าหมายในปฏิบัติการฝึกซ้อมนักรบกบฏซีเรียร่วมกับตุรกีที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ก็คือเพื่อทำให้กองกำลังเหล่านี้มีความสามารถในการ “ป้องกันชุมชนของพวกเขา ปกป้องเพื่อนบ้านของพวกเขา และหลังจากนั้นจะทำการรุกไอซิซต่อไป”

“กองกำลังร่วมของซีเรียในการดำเนินการครั้งนี้เป็นกองกำลังในการต่อต้านไอซิซ” เคอร์บีกล่าว “นั่นคือจุดที่ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลอัสซาด”

ที่จริงแล้ว สหรัฐฯ กำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรนอกตำรามากกว่าหนึ่งกลุ่ม เช่นพรรค Syrian Kurdish Democratic Union Party (PYD) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับพรรค Kurdistan Workers (PKK) ในตุรกี และถูกประกาศว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายโดยทั้งสหรัฐฯ และยุโรป

คาร์ดัสกล่าวว่า “หลักสำคัญอีกประการหนึ่งในนโยบายเกี่ยวกับซีเรียของตุรกีก็คือ บูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศ จะต้องถูกรักษาไว้… มันเป็นหนึ่งในเงื่อนไขเบื้องต้นในนโยบายของตุรกี”

เรื่องนี้น่าจะเกิดจากความกังวลเกี่ยวกับการที่ PYD ได้อิสรภาพในการปกครองตนเองระดับหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันกำลังอ้างว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือของตุรกีมีชื่อเรียกว่า “โรจาวา”

สเตฟฟาน เดอ มิสตูรา ทูตของสหประชาชาติและสันนิบาตอาหรับประจำซีเรีย ได้ช่วยเจรจาสันติภาพกับอัสซาดและกลุ่มกบฏจำนวนมาก และกำลังพยายามทำการหยุดยิงในอาลิปโป เมืองใหญ่ที่สุดในซีเรีย เขาอยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจทำการริเริ่มการหยุดยิงหกสัปดาห์ และเปิดช่องทางการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่เมืองนี้

“หนึ่งคือจำเป็นจะต้องมุ่งความสนใจไปยังภัยคุกคามที่แท้จริงของกลุ่มก่อการร้ายตามที่ได้นิยามไว้ในมติของสภาความมั่นคง สองคือการลดความรุนแรง… สาม โดยการลดความรุนแรงนี้ เราจะต้องพยายามเข้าถึงประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ให้ได้มากเท่าที่จะทำได้ในซีเรียและนอกซีเรีย และโดยการนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ามันจะทำให้สะดวกง่ายดาย และใช้มันเป็นตัวต่อไปในทิศทางของการแก้ปัญหาทางการเมือง” เดอ มิสตูรา กล่าวเมื่อเดือนพฤศจิกายน

อัสซาด และรัฐบาลรัสเซียแสดงความสนใจต่อแผนการนี้ ขณะที่ตุรกีไม่สนใจ คาร์ดัสอธิบายว่า “ตุรกีมองว่า แผนของมิสตูร่า ซึ่งมองล่วงหน้าว่าจะหยุดการสู้รบระดับท้องถิ่นในอาลิปโปนั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ได้ผลอย่างแท้จริง”

“มันไม่ได้แก้ปัญหาความคาดหวังของฝ่ายต่อต้าน เพราะการหยุดการสู้รบชั่วคราวอาจเปลี่ยนเป็นการยอมจำนนต่อรัฐบาลได้ นี่คือประเด็น ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายและกลไกในการเฝ้าระวังสำหรับแผนหยุดการสู้รบของมิสตูรา”

เขายังกล่าวด้วยว่า “การเจรจาที่เพิ่งเกิดขึ้นในมอสโค และไคโร (เกี่ยวกับแผนของมิสตูรา) จากมุมมองของตุรกีนั้น ยังขาดตัวแทนของกลุ่มต่อต้านที่สำคัญๆ”

“แต่รัฐบาลเออร์ดูกันไม่ค่อยพอใจกับการมุ่งความสนใจไปยัง “กลุ่มก่อการร้าย” ที่ไม่ได้รวมรัฐบาลอัสซาดไว้ด้วย ซึ่งเป็นท่าทีที่แยกตุรกีออกไปในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ” คอนน์ ฮอลลินัน เขียนเอาไว้ เขาเป็นคอลัมนิสต์ของ Foreign Policy in Focus

ฮอลลินันเขียนไว้เมื่อเดือนธันวาคมว่า “ชิ้นส่วนต่างๆ สำหรับการแก้ปัญหาทางการเมืองของสงครามกลางเมืองในซีเรีย กำลังประกอบเข้าด้วยกันในที่สุด”

แต่เขาสรุปว่า “ยังคงมีอุปสรรคสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ ตุรกี”

 

สัมพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน กำลังค่อยๆ ปรากฏขึ้น?

Mideast Iran Armed Forces(ภาพ) สมาชิกจากกองกำลังติดอาวุธของอิหร่าน บางส่วนสวมชุดพรางตัว เดินขบวนระหว่างพิธีสวนสนามประจำปีของทัพ ในวาระครบรอบ 34 ปี ของสงครามอิหร่าน-อิรัก ระหว่างปี 1980-88 ต่อหน้าสุสานของอายาตุลลอฮ์ โคมัยนี ผู้ก่อตั้งการปฏิวัติผู้ล่วงลับ นอกกรุงเตหะราน อิหร่าน เมื่อ 22 กันยายน 2014


หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ มุ่งความสนใจไปที่การกำจัดไอซิซมากกว่าการโค่นล้มอัสซาดก็คือ การได้เปลี่ยนนโยบายที่เกี่ยวกับตะวันออกกลางไปเป็นการรวมอิหร่านเข้ามาเป็นมหาอำนาจสำคัญประเทศหนึ่งในภูมิภาค วอชิงตันน่าจะกำลังสนับสนุนช่องทางการเจรจากับอิหร่านเกี่ยวกับสถานการณ์ในซีเรีย

สัญญาณหนึ่งของนโยบายใหม่นี้ปรากฏขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี้เอง เมื่อนายพลมาร์ติน เด็มพ์ซี่ ประธานเสนาธิการร่วมของสหรัฐฯ กล่าวว่า การปรากฏตัวของกองกำลังอิหร่านในการสู้รบเพื่อยึดเมืองทิกริต ของอิรัก ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 2 มีนาคมนั้น อาจจะเป็น “สิ่งที่ดีในเรื่องการต่อสู้กับไอซิซ”

ก่อนหน้าที่จะมีปฏิบัติการในทิกริต สองประเทศนี้ได้เข้าร่วมในการเจรจาที่นำไปสู่การดำเนินการและข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม ในปี 2014 เมื่อพวกเขาดำเนินการร่วมกันในการหาผู้เข้ามารับตำแหน่งแทนนายกรัฐมนตรีนูรี อัล-มาลิกี ที่มีทัศนะการแบ่งแยกนิกายมากเกินไป

พวกเขายังร่วมมือกันทางยุทธวิธีเพื่อต่อสู้กับไอซิซ ซึ่งเป็นศัตรูร่วม ในอิรักและในโอกาสอื่นๆ

ที่จริงแล้ว ทั้งสองประเทศมีประวัติในการทำงานร่วมกันมายาวนานกว่าที่เป็นข่าวในสื่อ

ในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช อิหร่านและสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมในการเจรจาทางการทูตระดับสูงมากกว่าหนึ่งครั้ง กรณีแรกเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน ที่มีการโจมตีนิวยอร์คและวอชิงตันดีซี

เจมส์ ดอบบินส์ อดีตทูตสหรัฐฯ ประจำสหภาพยุโรป และผู้แทนพิเศษประจำอัฟกานิสถานและปากีสถาน อธิบายว่า

“มีความเข้าใจในสหรัฐฯ ว่า หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน สหรัฐฯ ได้จัดตั้งแนวร่วมขึ้นและทำลายล้างตอลีบัน จริงๆ แล้ว หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน สหรัฐฯ ได้เข้าร่วมกับแนวร่วมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งพยายามที่จะทำลายล้างตอลีบันมาเกือบสิบปีแล้ว แนวรวมดังกล่าวประกอบด้วย อินเดีย รัสเซีย อิหร่าน และพันธมิตรฝ่ายเหนือ ด้วยการเพิ่มกำลังรบทางอากาศของอเมริกาเข้าไป ทำให้แนวร่วมนั้นประสบความสำเร็จในการขับไล่ตอลีบัน”

หลังจากช่วงเวลาสำคัญยิ่งนั้น กลุ่มต่อต้านที่สำคัญที่สุดของอัฟกานิสถานกลุ่มต่างๆ และตัวแทนจากมหาอำนาจระดับภูมิภาค ประกอบด้วยรัสเซีย อินเดีย ปากีสถาน และอิหร่าน ได้ประชุมกันที่กรุงบอนน์ เยอรมนี เพื่อร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวสำหรับอัฟกานิสถานในเดือนธันวาคม 2001

ดอบบินส์กล่าวว่า “อิหร่านมีบทบาทอย่างยิ่งในการให้คำแนะนำ” ในกระบวนการนี้ ความจริงแล้ว เป็นชาวอิหร่าน ไม่ใช่ชาวอเมริกัน ที่ได้แนะนำว่ารัฐธรรมนูญใหม่นี้ควรจะ “กล่าวถึงการเลือกตั้ง” ซึ่งเป็นการเปิดทางไปสู่ประชาธิปไตย
ในค่ำสุดท้ายของการประชุมนั้น ทุกแง่มุมของรัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้มีความเห็นพ้องกันทั้งหมด ยกเว้นว่าใครจะเป็นผู้นำประเทศ ฝ่ายต่างๆ ของอัฟกานิสถานเถียงกันถึงเรื่องจำนวนของรัฐมนตรีที่จะมี และฝ่ายไหนจะควบคุมกระทรวงอะไร

พันธมิตรฝ่ายเหนือ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านมาก่อนการโค่นล้มตอลีบัน ยืนกรานว่าตนควรจะได้ควบคุม 18 กระทรวง จาก 26 กระทรวง แต่ในไม่กี่ชั่วโมงสุดท้ายของการเจรจานั้น ทูตอิหร่านได้เข้ามาและกระซิบบางอย่างที่หูของยูนุส กอนูนี ตัวแทนของพันธมิตรฝ่ายเหนือ และครู่ต่อมา ทูตของพันธมิตรฝ่ายเหนือตกลงที่จะวางมือจากสองกระทรวง และยินยอมให้ตั้งกระทรวงเพิ่มขึ้นมาอีกสามกระทรวง ซึ่งฝ่ายต่อต้านได้เข้าควบคุม

“สี่ชั่วโมงต่อมา ข้อตกลงบอนน์ได้ถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการ สิบวันหลังจากนั้น ฮามิด คาร์ซัย ได้เข้าพิธีรับตำแหน่งในคาบูล ในฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาลชุดใหม่ของอัฟกานิสถาน” ดอบบินส์เขียน

อย่างไรก็ตาม สิ่งต่างๆ เริ่มบูดเน่าเพียงไม่นานหลังจากนั้น

เพียงแค่หนึ่งเดือนต่อมา ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ในขณะนั้น ได้ประกาศในคำแถลงประจำปีครั้งแรกของเขาว่า อิหร่าน อิรัก และเกาหลีเหนือ เป็น “อักษะแห่งความชั่วร้าย” และขู่ว่าจะล้มล้างรัฐบาลของประเทศอักษะนั้น เพื่อเป็นการตอบโต้ อายาตุลลอฮ์ อาลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน “เรียกมันว่า เกียรติยศ ที่ได้เป็นเป้าของ ‘ซาตานที่น่ารังเกียจที่สุดในโลก’” ดังที่นิตยสารไทมส์รายงาน

ในคำแถลง บุชยืนกรานว่า “อเมริกาจะทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของชาติเรา … ข้าพเจ้าจะไม่รอให้เหตุการณ์มาถึงขณะที่อันตรายรวมตัวกัน ข้าพเจ้าจะไม่ยืนรอขณะที่ภัยร้ายคืบคลานใกล้เข้ามา สหรัฐอเมริกาจะไม่ยอมให้รัฐบาลที่อันตรายที่สุดในโลกมาคุกคามเราด้วยอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงที่สุดในโลก”

บุชเข้ารุกรานอิรักเพียงแค่หนึ่งปีต่อมา และเตหะรานเริ่มกังวลว่า อิหร่านจะเป็นรายต่อไป

คำถามในขณะนี้ก็คือ สหรัฐจะพยายามเสริมความสัมพันธ์กับอิหร่าน และส่งเสริมการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีต่อวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคหรือไม่ หรือจะหันกลับไปสู่การกีดกันอิหร่านออกไป และกระตุ้นให้เพิ่มความแตกร้าวที่จะทำลายทั่วทั้งตะวันออกกลาง
—-

By