นอนกับปีศาจ (ตอน 2) : การนิ่งเฉยอย่างมีเลศนัยของสหรัฐต่ออัลกออิดะฮ์

1098
ซุปเปอร์ทูตอาลีซาอูดจะกว้านซื้อปัญญาชนที่มีอิทธิพลของอเมริกา

หากมีการเฝ้าติดตามตรรกะของปีศาจจนถึงวันนี้จะประจักษ์ชัดว่าตะวันตกและซาอุดิอาระเบีย กำลังตกอยู่ในห้วงอเวจีที่อันตรายที่สุด ทุกองค์ประกอบของเหตุการณ์ความไม่สงบได้มาถึง ณ. จุดหนึ่งที่เหมาะสมแล้วเช่น เปิดพรมแดนความพร้อมของอาวุธยุโทปกรณ์ไร้นโยบายกฎหมายไร้อภิสิทธิ์ตำรวจมีการทุจริตและเสื่อมเสียศีลธรรมหมิ่นชนชั้นผู้ปกครองส่วนแบ่งของประชากรมีรายได้ต่ำประเทศเพื่อนบ้านโกรธเคืองและอันตรายของเยาวชนสุดโต่งจากภายในที่ทวีมากยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากองค์ประกอบดังกล่าวแล้ว ในสถานศึกษาของซาอุดิอาระเบีย จะมีกลุ่มบุคคลที่มีความอคติอย่างสูงจำนวนมาก ซึ่งมีความกระวนกระวายอย่างเร่งด่วนในการเข้าร่วมสู้รบในพม่า เวียดนามกัมพูชา นิการากัวแอ่งโกลา โซมาเลียและเซียร์ราลีโอนเหตุใดซาอุดิอาระเบีย จำต้องหลบหนีจากชะตากรรมเหล่านี้ ???

ไม่มีข้อจำกัดในการออกวีซ่าสำหรับชาวซาอุดิอาระเบียแม้ว่าพวกเขาจะเป็นสมาชิกของอัลกออิดะฮ์ก็ตาม

ถึงแม้ว่าจะมีความเกลียดชังอย่างมากมายก็ตามที แต่มันเป็นความเชื่อที่ว่า จำเป็นต้องให้การสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ที่ปกป้องกรุงริยาดบนแผนที่อย่างเป็นทางการของวอชิงตันก็จะมีการแสดงและวงจุดสีแดงที่เรียกว่าริยาดอยู่ในปี 2003ซึ่งข้าพเจ้ากำลังเขียนเนื้อหาดังกล่าวนี้ วอชิงตันก็ยังคงยืนกร้านว่า ซาอุดิอาระเบียคือชาติที่มีความมั่นคงที่สุด โดยรัฐบาลกลางสามารถควบคุมชายแดนต่างๆได้เป็นอย่างดีมีการตรึงกองกำลังตำรวจและทหารภายใต้การควบคุมที่มีความซื่อสัตย์มีประสิทธิภาพและความสามารถอย่างสูงและประชาชนในประเทศจะมีกินมีใช้อยู่ดีเป็นสุขและได้รับการศึกษากันอย่างถ้วนหน้า

ข้าพเจ้าจะขอเริ่มต้นจากกระทรวงการต่างประเทศเสียก่อนเป็นลำดับแรกเพราะมีภารกิจที่หนักอึ้งและสำคัญเหนือกว่ารัฐบาลของกรุงวอชิงตันด้วยซ้ำกระทรวงนี้มีบทบาทอย่างสูงในการแพร่คำโกหกครั้งใหญ่ให้กับซาอุดิอาระเบียโดยที่หากได้ยินจุดยืนของซาอุฯต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้แล้วก็จะได้บทสรุปที่ว่าซาอุดิอาระเบียก็เหมือนกับเดนมาร์กนั่นเอง

ตามกฎหมาย จะพิจารณาเพียงแค่การปฏิสัมพันธ์ในด้านวีซ่าของซาอุดิอาระเบียเท่านั้นกระทรวงต่างประเทศมีหน้าที่และรับผิดชอบในการออกวีซ่านอกประเทศโดยผ่านสถานกงสุลและสถานทูตต่างๆ เท่านั้น

ในปี 1951 ตามกฎหมายของผู้อพยพและหนังสือเดินทางโดยเฉพาะอัตลักษณ์ของตัวบุคคลจะมีการบันทึกและอธิบายอย่างชัดเจนในข้อที่ 214จะมีการอธิบายว่าชาวต่างชาติทุกคนที่ถือเป็นคนอพยพจนกระทั่งมันตรงกันข้ามกับประเด็นดังกล่าวเพื่อสามารถยืนยันให้กับเจ้าหน้าที่ของสถานกงสุล ว่า บุคคลดังกล่าวไม่ได้อยู่ในสถานะของคนอพยพกล่าวคือ ชาวต่างชาติที่มีเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่สามารถกลับประเทศได้(ตกงาน คนโสด และล้มละลาย) ไม่มีคุณสมบัติที่จะขอวีซ่าก็สามารถที่จะพำนักอยู่ในอเมริกาได้

ด้วยอัตราการว่างงานในซาอุฯ ประมาณร้อยละ 30 และการมีรายได้ที่ลดลง ทำให้ชาวซาอุดิอาระเบียเป็นบุคคลที่ต้องอพยพจากประเทศของตนโดยปริยาย (หากไม่ใช่เป็นผู้ปกครองหรือคนรับใช้ของผู้ปกครอง)ชาวซาอุดิอาระเบียที่หลงเหลืออยู่ในอเมริกาก็จะต้องพบเจอกับความท้าทายของภยันตรายในการแสวงหาปัจจัยยังชีพพอสมควรซึ่งตามเงื่อนไขของกฎหมายแล้วพวกเขาไม่มีสิทธิที่จะกลับยังประเทศของตนเองได้และสิ่งนี้มันยิ่งสร้างความเลวร้ายเพิ่มมากขึ้น

ในเหตุการณ์ 11กันยา2001 ชาวซาอุดิอาระเบียมีส่วนร่วมในการก่อเหตุวินาศกรรมครั้งนั้นด้วยสำหรับการขอวีซ่านั้นไม่จำเป็นต้องไปให้สัมภาษณ์ในสถานทูตอเมริกาในกรุงริยาดหรือสถานกงสุลในญิดดะฮ์แต่อย่างใดแต่จะอาศัยระบบเอ็กซ์เพรสวีซ่าชาวซาอุดิอาระเบียเพียงแค่ส่งหนังสือเดินทางและค่าวีซ่าผ่านตัวแทนการเดินทางชาวซาอุดิอาระเบียเท่านั้นซึ่งตัวแทนดังกล่าว ก็คือ เจ้าหน้าที่และตัวแทนของรัฐบาลอเมริกานั้นเองและสามารถออกวีซ่าในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้นชาวซาอุดิอาระเบียที่มีทรัพยสินเงินทองก็สามารถเดินทางไปยังกรุงนิวยอร์กได้เสมอ โดยอาศัยการเดินทางทางอากาศมุ่งสู่เป้าหมาย

ซาอุฯคือผู้ก่อการร้ายโลกสมัยใหม่

กระทรวงต่างประเทศได้ออกวีซ่าให้กับชาวซาอุดิอาระเบียที่ว่างงานจำนวน 15 คนซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายของประเทศอย่างชัดเจนไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า ความมักง่ายในประเด็นนี้มันเป็นการอนุญาตให้ผู้มีอำนาจกำหนดทิศทางและเป้าหมายในการบุกโจมตีเรา

อุซามะห์ บิน ลาเดน ถือกำเนิดในประเทศซาอุดิอาระเบียในปี 1995ได้ก่อเหตุลอบวางระเบิดสังหารพลเมืองซาอุดิอาระเบีย ใกล้กับหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติในปี 1996 ได้โจมตีหอ คุบัรในปี 2000 ชาวซาอุดิอาระเบียสองคนได้ทำการลักเครื่องบินชาวซาอุดิอาระเบียอยู่เบื้องหลังในการก่อเหตุระเบิดเรือรบโคล์ ชาวซาอุดิอาระเบียนับร้อยคนที่เข้าร่วมกลุ่มก่อการร้ายตั้งแต่ในเชชเนียแทนซาเนียและเคนย่ากระทรวงต่างประเทศต้องการหลักฐานที่มากไปกว่านี้อีกหรือ ที่จะพิสูจน์และเป็นหลักฐานยืนยันว่า ชาวซาอุดิอาระเบียเป็นผู้ก่อการ้ายแห่งโลกสมัยใหม่ และไม่เพียงพออีกหรือที่จะทำการสอบสวนและเฝ้าติดตามบุคคลดังกล่าวอย่างใกล้ชิด??ด้วยเหตุนี้รูปแบบในการบริหารเรื่องวิซ่ามันเอื้อต่ออุซามะห์ บิน ลาเดนอย่างมากในการเข้าไปแทรกซึมในอเมริกา

การสนับสนุนของวอชิงตันต่อระบอบซาอุดิอาระเบียในการตัดสินของศาลยุติธรรมโลก

กระทรวงต่างประเทศของอเมริกาเปิดโอกาสให้กับผู้ปกครองซาอุดิอาระเบียเพื่อสามารถกระทำอะไรก็ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการทางกระทรวงต่างประเทศก็จะคอยปกป้องและให้การสนับสนุนซาอุฯในองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศกระทรวงต่างประเทศไม่สนใจต่อเหตุการณ์ระเบิด ณ. หน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติและหอ คุบัรกรณีตัวอย่างนี้ในรายงานของกระทรวงต่างประเทศ เมื่อปี 1999 ได้ย้ำในประเด็นรูปแบบการก่อการร้ายสากลโดยสำหรับซาอุดิอาระเบียแล้วย้ำถึง ประเด็น ซาอุต้องมุ่งมั่นต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายทุกระดับขั้นและในรายงานกล่าวเสริมว่าทางการซาอุฯ ยังคงตรวจสอบและสอบสวนคดีระเบิดรอบหอ อัลคุบัร เมื่อปี 1996 อย่างต่อเนื่อง

แต่เรารู้ว่านี้คือการลวงโลกครั้งใหญ่ซึ่งนาเญฟ ก็ไม่เคยติดตามสอบสวนแฟ้มคดีนี้แม้แต่น้อยแต่ในปี 1999 มันเกิดเหตุการณ์ต่างนานาอย่างมากมาย ซึ่งทางรัฐบาลได้ปกปิดไม่ให้เราได้รับรู้และในปีเดียวกันนั้นเอง นาเญฟ ได้ทำการปล่อยนักการศาสนาสองคนซึ่งเป็นนักโทษในคดีสังหารชาวอเมริกันในเวลานั้นเองพวกเขาได้เข้าร่วมสมทบกับบุคคลอีก 15คนเข้ารับการฝึกอบรมในมัสยิดของซาอุดิอาระเบีย

ปฏิกิริยาของซาอุดิอาระเบียต่อการถูกคุกคาม

ทางทำเนียบขาวจะไม่เปิดเผยความจริงแก่พลเมืองอเมริกันที่เดินทางมายังซาอุดิอาระเบียแต่ก็มีคำเตือนให้พวกเขาออกจากซาอุดิอาระเบียขณะที่ข้าพเจ้าได้พูดกับเพื่อนร่วมงาน ว่า วันนี้ซาอุดิอาระเบียต้องล่มสลายพวกเขาต่างไม่เชื่อและยังเยาะเย้ยข้าพเจ้าอีกด้วย พร้อมกับเอ่ยพูดว่ามันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเพราะครอบครัวผู้ปกครองซาอุดิอาระเบียเหมือนกับนิ้วมือเมื่อเห็นว่ากำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามก็จะกำมือกลายเป็นกำปั้นในทันที แต่ข้อเท็จจริงคือ เมื่อราชวงศ์ซาอุดิอาระเบียถูกคุกคามก็จะแสดงปฏิกิริยาและจะส่งเสริมสนับสนุนทางการเงินให้กับกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่งขณะเดียวกันอเมริกาก็ยังออกวิซ่าให้กับซาอุดิอาระเบียเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

ความร่วมมือธุรกิจน้ำมันกับตอลิบันในการคุ้มครองความปลอดภัยแก่บินลาเดน

อเมริการู้ดีว่า ซาอุดิอาระเบียต้องการดำเนินโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจากอัฟกานิสถานเอเชียกลาง ถึงปากีสถาน และสร้างแหล่งหลบภัยที่ปลอดภัยให้แก่บินลาเดน ในขณะที่อเมริกาก็ยืนเคียงข้างซาอุดิอาระเบีย พร้อมกับเรียกร้องส่งเสริมให้บริษัทต่างๆของอเมริกาเข้าร่วมในโครงการดังกล่าวนี้ อย่างไรก็ตามความสำเร็จของโครงการนี้ก็ขึ้นอยู่กับการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงในอัฟกานิสถานด้วยเนื่องจากบริเวณพื้นที่ของประเทศที่จะมีการวางท่อก๊าซนั้นเป็นเขตอิทธิพลของกลุ่มตอลิบันนั่นเอง

ในปี 1997 อเมริกาได้ส่งบุคคลหนึ่ง (ชื่อของเขาถูกลบออกแล้ว) เข้าสู่หน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติมให้กับข้าพเจ้าโดยเฉพาะประเด็นโครงการท่อส่งก๊าซยูโนเเคล (Unocal) ซึ่งเป็นโครงการท่อส่งก๊าซที่รัฐบาลตอลิบันคัดค้านไม่ยินยอมให้ผ่านดินแดนอัฟกานิสถาน

เรื่องมีอยู่ว่า สาธารณรัฐต่างๆที่อยู่ในเอเชียกลาง ที่เคยตกอยู่ในสหภาพโซเวียต ( อาเซอร์ไบจาร์คาซัสถาน เติรก์เมนิสถานและอุซเบกิสถาน) ล้วนเป็นประเทศที่มีทัพยากรทางธรรมชาติมหาศาลอันได้แก่ น้ำมันและก๊าซซึ่งประเทศดังกล่าวไม่มีชายแดนติดกับทะแลและมีความจำเป็นที่จะต้องส่งออกทัพยากรเหล่านี้สู่ตลาดโลกจากความจำเป็นนี้เองจึงเกิดโครงการสัมปทานส่งท่อก๊าซขึ้นมา

มีหลายช่องทางด้วยการที่จะส่งท่อก๊าซครั้งนี้และจากประเด็นการเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้องทำให้การดำเนินโครงการสัมปทานครั้งนี้เป็นไปได้สูงขึ้น

อิหร่านคือเส้นทางที่ใกล้ที่สุดซึ่งอิหร่านถูกอเมริกาคว่ำบาตรแต่ก็ยังมีอีกช่องทางหนึ่งคือผ่านรัสเซียและจีนและเส้นทางนี้อเมริกาเองได้คัดค้านและไม่ยินยอมด้วยเหตุนี้ ทางบริษัทน้ำมันของอเมริกา ยูโนเเคลเสนอให้มีการส่งท่อก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจากเติรก์เมนิสถานผ่านอัฟกานิสถานและปากีสถาน

แม้นว่าจะเกิดสงครามภายในอัฟกานิสถานและอิทธิพลของตอลิบันในประเทศนี้ทางบริษัทยูโนแคล ก็มีความพยายามที่จะให้โครงการดังกล่าวดำเนินการต่อไปทางบริษัทมีการคำนวณค่าใช้จ่ายในการสัมปทานท่อก๊าซครั้งนี้จากเติรก์เมนิสถานถึงปากีสถาน ประมาณ สองพันล้านดอลลาร์ และท่อน้ำมันคาดว่าจะใช้งบประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์ซึ่งการลงทุนครั้งมหาศาลที่เสี่ยงอันตรายครั้งนี้เกิดขึ้นในประเทศที่กำลังจะเกิดสงครามภายใน

ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ปี 1998มีบุคคลหนึ่ง (ชื่อถูกลบออกแล้ว) ได้เสนอให้บริษัทยูโนแคลเปลี่ยนมาใช้เส้นทางจาก เตริก์กันดีสบียน โบลแดก และมาลงทุนในมัสยิดและโรงเรียนต่างของกันดาฮาร์ ในภูมิภาคแทนหากบริษัทยูโนแคลดำเนินการตามข้อเสนอดังกล่าวนี้มันจะเกิดโจทย์คำถามสำหรับข้าพเจ้าว่าในทันทีว่ามันเป็นการเอื้อและปูทางหลบหนีให้กับอุซามะห์ บิน ลาเดิน หรือไม่ ???

แม้กระทั่งในปี 1998 หลังจากที่มีการบุกโจมตีสถานทูตอเมริกาในแทนซาเนียและเคนย่า ล้วนแล้วถูกบัญชาการจากอุซามะห์ บินลาเดน ทั้งสิ้นซึ่งขณะนั้นเขาพำนักอยู่ในอัฟกานิสถานและซาอุดิอาระเบียก็ยังคงให้กับสนับสนุนแขกคนพิเศษหรือตอลิบันของเขาอย่างต่อเนื่อง

ซาอุดิอาระเบียให้เงินสนับสนุนนับพันล้านดอลลาร์แก่ตอลิบันและการสนับสนุนช่วยเหลือทางการเงินที่ยังคงมีต่อเนื่อง แม้แต่หลังจากเหตุการณ์วินาศกรรมตึกเวิลด์แทรกเซ็นเตอร์และแพนตากอนขณะเดียวกันทางกระทรวงต่างประเทศอเมริกาก็ไม่เคยออกมาร้องเรียนในเรื่องนี้เลยด้วยเหตุผลอันนี้อย่าได้มองข้ามการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการของอเมริกาต่อเหตุการณ์ 11 กันยาที่ได้ละเลยในการสัมภาษณ์พลเมื่อชาวซาอุดิอาระเบียก่อนจะออกวีซ่า

บันดัรบินสุลตานคือซุปเปอร์ทูต

คณะกรรมการซีไอเอ ทราบมาก่อนล่วงหน้าแล้วว่า ประตูของทำเนียบขาวจะให้การต้อนรับ บันดัร บินสุลตาน ทูตของซาอุดิอาระเบีย อยู่เสมอขณะที่บรรดาสายลับต่างๆต่างเฝ้ารอนับแรมเดือนที่จะเห็นการพบปะส่วนตัวสิ่งที่บันดารดำเนินการในการพบปะกับประธานาธิบดีอเมริกานั้นคือการยื่นข้อเสนอที่เร่งด่วนเท่านั้น

บันดัร ไม่ใช่บุคคลสามารถที่ใครสามารถพูดคุยหยอกล้อเล่นกันได้แม้แต่หัวหน้าซีไอเอก็ยังไม่สามารถคุยหยอกล้อกับเขาได้ครั้งที่บันดัรเกิดความครางแคลนสงสัยในตัวหัวหน้าข่าวกรองกลางของเมริกา ที่กดดันทางการซาอุดิอาระเบียเขาร้องเรียนประธานาธิบดีในทันที หลังจากนั้นหน่วยงานก็จะถูกกดดันอย่างหนัก

การลงทุนของซาอุดิอาระเบียในอเมริกา

ในทศวรรษที่ 90 อเมริกาและชาติยุโรปจะมีต้นทุนการจ่ายเงินค่าน้ำมันน้อยกว่าชาติในเอเชีย

ในความเป็นจริงซาอุดิอาระเบียก็มีการลงทุนในสินค้าอุปโภคของสหรัฐอเมริกาด้วย

ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันได้ให้ข้อมูลกับข้าพเจ้าเมื่อเดือนกันยายน ปี 2001โดยเฉพาะความแตกต่างในราคาน้ำมันระหว่างตลาดตะวันตกกับเอเชียหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญบอกกับข้าพเจ้าว่า (เอเชียจะมีการจ่ายภาษีน้ำมันของตนอย่างง่ายดาย และจะไม่มีการลดราคาน้ำมันที่ส่งออกให้กับอเมริกาแต่อย่างใด)เหตุเช่นนี้ทำให้ซาอุดิอาระเบียที่ไม่สามารถคว้าโอกาสนี้ จึงต้องสูญเสียผลกำไรในตลาดน้ำมันโลกอย่างมหาศาล

หากในช่วงบ่ายหลังเหตุการณ์ 11 กันยาซาอุมีการส่งออกน้ำมันของตนเองสู่ตลาดโลกเพียงน้อยนิดโดยอาศัยการล็อบบี้ของอเมริกา ก็จะสามารถที่จะได้กำไรอย่างมหาศาลซึ่งกรณีเช่นนี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 1990 เหตุการณ์สงครามอิรัก คูเวตที่ซาอุดิอาระเบียและพันธมิตรได้ทำการชดเชยน้ำมันที่ขาดไปจากอิรักและคูเวต ประมาณ 5ล้านบาร์เรลต่อวันทยอยขายสู่ตลาดน้ำมันโลก

ซึ่งหากพวกเขาต้องการให้น้ำมันแตะราคาที่ลิตรละ 100 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล ก็เป็นได้สูง โดยอาศัยช่องทางพายุแห่งทะเลทรายก็สามารถโกยกำไรได้อย่างมหาศาลแต่ตรงกันข้ามในการเผชิญหน้าต้องพบกับอุปสรรค์ปัญหาทางการเงินเมื่อซาอุดิอาระเบียเพิ่มยอดส่งออกน้ำมันแต่กลับต้องสูญเสียรายได้อย่างมหาศาลทว่าซาอุดิอาระเบียไม่ต้องการให้อเมริกาลืมว่า ชาติใดเป็นผู้ผลิตจำหน่ายน้ำมันรายหลักในประเทศ

ด้วยเหตุผลนี้ไม่เพียงแต่อเมริกาที่ไม่ต้องการผลิตน้ำมันเพิ่ม แต่กลับดื้อดานทนรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ ต่างๆนานาจากชาติในเอเชียต่อไป……..

 

โปรดรออ่านต่อตอนต่อไป

โดย อิบรอเฮง อาแว

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เจาะประเด็นลึกจากหนังสือ SLEEPING WITH THE DEVIL (นอนกับปีศาจ) เปิดโปงผู้ก่อการร้ายตัวจริงในตะวันออกกลาง (ตอนที่1)