ไอซิซในอิรัก : บาดแผลจากหกเดือนที่ผ่านมาท่วมท้นใจชาวคริสเตียนที่ยังอยู่ในประเทศ

หลังจาก 2,000 ปี ชุมชนหนึ่งได้พยายามทุกอย่าง แม้กระทั่งต้องแสร้งเปลี่ยนมานับถืออิสลาม เพื่อเลี่ยงการสูญเสียทุกอย่างไป

3414

สองปีที่แล้ว “จาลาล ยาโก” บาทหลวงแคธอลิกชาวซีเรีย ได้กลับไปที่บ้านเกิดของเขาในกอรอกอชเพื่อชักชวนสมาชิกในชุมชนให้อยู่ในอิรักต่อไป และอย่าอพยพไปเนื่องจากความรุนแรงที่มุ่งตรงมายังพวกเขา

“ผมอยู่ในอิตาลีมา 18 ปี และเมื่อผมกลับมาที่นี่ ภารกิจของผมคือทำให้ชาวคริสเตียนอยู่ที่นี่” เขาบอก “พระสันตะปาปาได้เริ่มต้นภารกิจหนึ่งขึ้นเมื่อสองปีก่อนในเลบานอน เพื่อทำให้ชาวคริสเตียนในตะวันออกอยู่ที่นี่”

บาทหลวงยาโกทำงานร่วมกับชาวแคธอลิกซีเรีย หนึ่งในชุมชนคริสเตียนเก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งได้เห็นชาวคริสเตียนในอิรักลดจำนวนลงจากที่เคยมีมากกว่าหนึ่งล้านคนในสมัยการรุกรานของอเมริกาเมื่อปี 2003 เหลือเพียงประมาณ 250,000 คนในปัจจุบัน เขาพยายามที่จะโน้มน้าวใจประชาชนชาวกอรอกอช เมืองที่มีชาวแคธอลิกซีเรียอยู่เป็นจำนวนมาก ว่าพวกเขามีอนาคตในอิรัก และไม่ควรอพยพไปยังสหรัฐฯ ออสเตรเลีย หรือที่อื่นใดที่จะยอมรับพวกเขา งานของเขาไม่ง่าย เพราะชาวคริสเตียนในอิรักมักจะตกเป็นเหยื่อของการฆาตกรรม ลักพาตัว และจี้ปล้นอยู่เสมอ

แต่ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา บาทหลวงยาโกได้เปลี่ยนความคิดแล้ว และตอนนี้เขาเชื่อแล้วว่า หลังจากประวัติศาสตร์ 2,000 ปี ชาวคริสเตียนต้องไปจากอิรัก เขาได้กล่าวที่ทางเข้าศูนย์การค้าที่สร้างไม่เสร็จแห่งหนึ่งในเออร์บิล เมืองหลวงของชาวเคิร์ดที่ประชาชน 1,650 คนจากกอรอกอชมาลี้ภัยอยู่ว่า “ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้วตั้งแต่พวกดาอิช (ชื่อย่อรัฐอิสลามหรือไอซิซในภาษาอาหรับ) เข้ามา เราควรจะหนี ไม่มีอะไรสำหรับเราเลยที่นี่” เมื่อนักรบของรัฐอิสลาม (ไอซิซ) เข้ายึดเมืองกอรอกอชเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ชาวแคธอลิกซีเรียในเมืองทั้งหมด 50,000 คน ต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดและสูญสิ้นสมบัติทุกอย่าง

ปัจจุบันนี้พวกเขาจำนวนมากอยู่กันอย่างแออัดในห้องมืดเล็กๆ ที่ข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติจัดให้ในศูนย์กลางค้าแห่งนี้ พวกเขาอยู่รวมกันโดยไม่มีเครื่องทำความร้อนหรือไฟฟ้า พวกเขาพูดราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นฝันร้ายที่พวกเขาจะตื่นขึ้นมาได้ทุกขณะ และพูดคุยกันถึงเมื่อสามเดือนครึ่งที่ผ่านมา เมื่อพวกเขายังมีบ้านเป็นของตัวเอง มีไร่นาและร้านค้า มีงานทำ และมีรถยนต์ รถแทร็กเตอร์ของตัวเอง พวกเขาหวังว่าจะได้กลับไป แต่พวกเขาได้ยินข่าวว่าทุกสิ่งทุกอย่างในกอรอกอชถูกพวกไอซิซทำลายหรือขโมยไปหมดแล้ว

32-Iraqi-Christians-AFP-Getty

(ภาพ) ชาวคริสเตียนที่หนีมาจากเมืองโมซุลสวดมนต์ที่โบสถ์แห่งหนึ่งในเมืองกอรอกอช

บางคนต้องพบกับความสูญเสียที่เลวร้ายกว่านั้น บนชั้นสามของศูนย์การค้าในเมืองเออร์บิลแห่งนี้ ไอด้า ฮันน่า โนเอห์ วัย 43 ปี นั่งอยู่ที่ระเบียงมืดๆ และสามีตาบอดของเธอ ชื่อคาเดอร์ อาซู อาบาดา ที่ป่วยเกินกว่าที่ไอด้าจะพาออกมาจากกอรอกอชได้พร้อมกับลูกๆ สามคนได้ในไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่พวกนักรบไอซิซจะเข้ายึดเมือง ครอบครัวนี้อยู่ในบ้านของพวกเขาเป็นเวลาหลายวัน และต่อมาพวกไอซิซบอกให้พวกเขามารวมตัวกับคนอื่นๆ ที่หนีไปไม่รอดเพื่อพามายังเมืองเออร์บิลโดยรถมินิบัส ขณะที่พวกเขาขึ้นรถ พวกนักรบได้แย่งเอาเงินที่เหลืออยู่ เครื่องเพชรทอง หรือเอกสารของพวกเขาไป ไอด้ากำลังอุ้มลูกสาววัยสามเดือนครึ่งชื่อคริสทีน่าอยู่ ตอนที่ลูกสาวของเธอจะถูกนักรบไอซิซคนหนึ่งคว้าตัวไป เมื่อไอด้าวิ่งตามเขาบอกว่าให้แม่กลับไปขึ้นรถไม่อย่างนั้นเขาจะฆ่าเธอเสีย เธอไม่ได้พบกับลูกสาวอีกเลยตั้งแต่นั้น

ไม่ใช่แค่ความรุนแรงป่าเถื่อนของพวกไอซิซเท่านั้นที่ทำให้บาทหลวงยาโกเชื่อว่าชาวคริสเตียนไม่มีอนาคตในอิรักอีกแล้ว เขายังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของทั้งรัฐบาลอิรักและรัฐบาลท้องถิ่นของเคอร์ดิสถาน(KRG) ในการปกป้องพวกเขาจากพวกนักรบญิฮาดเหล่านั้นด้วย ชาวคริสเตียนในอิรักอาศัยอยู่หนาแน่นในเมืองแบกแดด โมซุล และที่ราบไนเนเวห์รอบๆ เมืองโมซุล แต่เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นักรบไอซิซประมาณ 1,300 คน สามารถเอาชนะทหารจากกองทัพอิรักและตำรวจของรัฐบาลกลางอย่างน้อย 20,000 นายได้ และเข้ายึดเมืองโมซุล ผู้บัญชาการกองทัพหลบหนีด้วยเฮลิคอปเตอร์ กลางเดือนกรกฎาคม ชาวคริสเตียนในเมืองได้รับทางเลือกจากพวกไอซิซว่าจะเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม จ่ายภาษีพิเศษ ออกไปจากเมือง หรือว่าถูกประหารชีวิต ชาวคริสเตียนเกือบทั้งหมดเลือกที่จะหนีออกไปจากเมือง

กองกำลังเพชเมอร์ก้าของชาวเคิร์ดได้เคลื่อนเข้าไปในเมืองกอรอกชและเมืองกับหมู่บ้านอื่นๆ ในที่ราบไนเนเวห์ พวกเขาสาบานว่าจะปกป้องพลเมืองของพวกเขา ซึ่งหลายคนยังอยู่ก็เพราะมีความเชื่อมั่นในกองกำลังกลุ่มนี้ บาทหลวงยาโกเล่าว่า “ก่อนที่เมืองกอรอกอชจะถูกดาอิชยึด มีคำขวัญของ KRG มากมายที่บอกว่าพวกเขาจะต่อสู้อย่างหนักเพื่อกอรอกอชเช่นเดียวกับที่พวกเขาจะสู้เพื่อเออร์บิล แต่เมื่อเมืองนี้ถูกโจมตี ไม่มีใครช่วยเหลือเราเลยสักคน” เขาบอกว่าชุมชนคริสเตียนในอิรักยังคงตกตะลึงกับการที่รัฐบาลของอิรักและเคิร์ดไม่สามารถปกป้องพวกเขาได้

33-Iraqi-Christian-AFP-Getty

(ภาพ) ผู้อพยพชาวคริสเตียนคนหนึ่งสวดมนต์ในเมืองเออร์บิล

โจฮันน่า ตอวายา อดีตชาวไร่และผู้นำชุมชนในเมืองกอรอกอชก็แสดงความคิดเห็นแบบเดียวกัน เขากล่าวว่า ก่อนจะถึงเที่ยงคืนของวันที่ 6 สิงหาคม เหล่าผู้บัญชาการกองกำลังเพชเมอร์กาให้ความมั่นใจกับบิชอปแคธอลิกซีเรียว่าพวกเขาจะปกป้องเมืองนี้ แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาพวกก็หลบหนี ก่อนหน้านั้นพวกเขาไม่ยอมให้ชาวคริสเตียนติดอาวุธป้องกันตนเองด้วยเหตุผลว่ามันไม่มีความจำเป็น อิบรอฮีม ชบา ชาวเมืองอีกคนหนึ่งกล่าวว่า เขาเห็นกองกำลังไอซิซที่เข้ามาในเมืองกอรอกอชเมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 7 สิงหาคม เป็นกลุ่มขนาดย่อมๆ เป็นนักรบเพียงเต็ม 10 คันรถเท่านั้น

ตอนแรก พวกเขาปฏิบัติกับชาวคริสเตียน 150 ครอบครัวที่ไม่สามารถหนีไปได้ด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งดีพอสมควร แต่ความอดกลั้นนี้ไม่ได้คงอยู่นาน การปล้นขโมยและการรื้อทำลายเริ่มมีมากขึ้น ตอวายากล่าวว่าผู้มีอำนาจของกลุ่มไอซิซในเมืองโมซุลเริ่ม “มอบเอกสารให้แก่ใครก็ตามที่แต่งงานแล้วในเมืองโมซุลที่ทำให้พวกเขาสามารถไปเมืองกอรอกอชเพื่อรับเฟอร์นิเจอร์ (จากบ้านที่ชาวคริสเตียนทิ้งไป)”

เนื่องจากมีคนที่หนีไปเป็นจำนวนมาก จึงมีไม่กี่คนที่สามารถให้ข้อมูลได้ว่าพวกไอซิซปฏิบัติอย่างไรในเมืองของชาวคริสเตียนที่พวกเขาเพิ่งยึดได้ แต่ฟีดา บูทรอส แมตตี้ เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่รู้ดีทุกอย่างว่าไอซิซปฏิบัติอย่างไรเมื่อเธอต้องแกล้งทำเป็นเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามเพื่อรักษาชีวิตของตัวเองและของลูกๆ ของพวกเขา ก่อนที่จะหนีออกมาได้ในที่สุด เธอได้พูดคุยกับหนังสือพิมพ์ The Independent ในบ้านหลังหนึ่งที่ครอบครัวของเธออาศัยอยู่ในเมืองเออร์บิล เธออธิบายว่าเธอและสามีของเธอ อาเดล รวมทั้งลูกสาวคนเล็ก เนวิน และลูกชายคนเล็กสองคน นีนอส และอีวาน พยายามที่จะหนีสองครั้ง แต่ถูกนักรบไอซิซขัดขวางไว้

“พวกเขาเอาเงินของเราไป เอกสาร แล้วก็โทรศัพท์มือถือ แล้วส่งเรากลับบ้าน” เธอบอก “หลังจากนั้น 13 วัน พวกเขามาเคาะประตูบ้านเราและแยกผู้ชายไปจากผู้หญิง ผู้หญิงสามสิบคนถูกนำตัวไปยังบ้านหลังหนึ่งพร้อมกับลูกๆ และบอกว่าพวกเธอจะต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม หรือจ่ายภาษี หรือไม่ก็ถูกฆ่า เราบอกพวกเขาไปว่า พวกเขาเอาเงินของเราไปหมดแล้ว เราจึงไม่สามารถจ่ายภาษีให้พวกเขาได้” สีวันต่อมา นักรบกลุ่มหนึ่งก็บุกเข้ามาในบ้านและบอกว่าพวกเขาจะฆ่าผู้หญิงและเด็กๆ เสียถ้าหากว่าไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา

ไม่นานหลังจากนั้น แม้ตตี้ถูกนำตัวไปยังเมืองโมซุลด้วยรถยนต์พร้อมกับผู้หญิงอีกสามคนและยามคนหนึ่งที่เธอบอกว่าเป็นคนโยนระเบิดเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งระหว่างทางเพื่อขู่พวกเธอ ในเมืองโมซุล พวกเธอถูกนำไปยังคุกอัล-คินดี ที่เคยเป็นค่ายทหาร แต่ไม่ได้เข้าไปข้างใน และต่อมายามได้รับโทรศัพท์ให้นำตัวพวกเธอเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งในเมืองฮับบา

33-Muslim

(ภาพ) ครอบครัวแม้ตตี้

ในบ้านหลังนั้น เธอและผู้หญิงคริสเตียนอีกสามคนถูกนำตัวไปยังห้องหนึ่ง ซึ่งห้องข้างๆ มีหญิงสาวชาวยาซิดี 30 คน อายุระหว่าง 10 ถึง 18 ปี ถูกพวกยามข่มขืนเป็นประจำ แม้ตตี้เล่าว่า “ผู้หญิงยาซิดีอายุน้อยมาก จนฉันเป็นห่วงเนวิน และบอกกับพวกยามว่าเธออายุแปดขวบ แม้ว่าความจริงเธอจะอายุ 10 ขวบแล้ว”

พวกเขาบอกเธอว่า อาเดล สามีของเธอ ได้เปลี่ยนมานับถืออิสลามแล้ว เธอบอกพูดโทรศัพท์กับเขา โดยบอกว่าเธอจะทำเหมือนที่เขาทำ พวกเขาจึงได้คุยกัน และตกลงกันว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเปลี่ยนศาสนาถ้าอยากจะมีชีวิตรอด

เมื่อพวกเขาต้องไปขึ้นศาลอิสลามในเมืองโมซุลเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมุสลิมใหม่ ลูกๆ สามคนของพวกเขาได้รับชื่อใหม่ เป็นชื่ออิสลามว่า อาอีชะฮ์ อับดุลเราะห์มา และมุฮัมมัด พวกเขาได้ไปอยู่ในบ้านหลังหนึ่งในเขตของมุสลิมซุนนี และจากที่นั่น พวกเขาได้รับโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง และได้ติดต่อกับญาติในเมืองเออร์บิล พวกเขาบอกว่าจำเป็นต้องพาลูกคนหนึ่งไปหาหมอในตัวเมืองโมซุล และเมื่อไปถึงที่นั่น พวกเขาก็ได้พบกับคนขับรถที่ถูกจัดเตรียมไว้แล้ว และได้พาพวกเขาไปตามเส้นทางที่ผ่านเมืองเคอร์คุกที่อยู่ในความคุ้มครองของ KRG

บาดแผลจากหกเดือนที่ผ่านมายังคงท่วมล้นใจของชาวคริสเตียนที่ยังอยู่ในอิรัก อาร์คบิชอปแคลเดียนแห่งเออร์บิล บาชาร์ วาร์ดา หัวหน้าคณะกรรมาธิการเพื่อการช่วยเหลือชาวคริสเตียนพลัดถิ่นประมาณ 125,000 คน หรือครึ่งหนึ่งของประชากรคริสเตียนที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมด ชาวคริสเตียนส่วนใหญ่ได้รับการดูแลจากโบสถ์ต่างๆ ไม่เหมือนกับผู้พลัดถิ่นอื่นๆ เขากล่าวว่า จะมีชาวคริสเตียนเหลืออยู่ในอิรักเป็นจำนวนน้อย แต่ทั้งหมดนั้น “พวกเขาได้เสียความเชื่อมั่นในแผ่นดินนี้ไปแล้ว มีผู้ออกเดินทางไปตุรกี เลบานอน และจอร์แดนประมาณ 80 หรือ 90 คน ทุกวัน” ส่วนคนอื่นๆ ก็จะไปถ้าพวกเขามีเงินและได้รับวีซ่า

ด้วยการถูกรบกวนกลั่นแกล้งมากยิ่งขึ้นตั้งแต่ปี 2003 และปัจจุบันต้องพบกับความเสียหายร้ายแรงที่ไอซิซเข้ามาในเมืองโมซุลและที่ราบไนนาเวห์ ได้ทำให้พวกเขาหลายคนเชื่อว่าพวกเขาไม่สามารถอยู่ได้อีกต่อไปแล้ว อาร์คบิชอปสงสัยว่า ถึงแม้พวกไอซิซจะถูกขับไล่ออกไป และชาวคริสเตียนสามารถกลับบ้านของพวกเขาได้ พวกเขาครึ่งหนึ่งก็จะอยู่นานเพียงแค่ให้ขายทรัพย์สินได้เท่านั้น เกือบหนึ่งร้อยปีหลังจากที่ชาวคริสเตียนเชื้อสายอาร์เมเนียในตุรกีถูกเข่นฆ่าหรือเนรเทศออกไป ชุมชนชาวคริสเตียนในอิรักได้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว “ไม่ต้องสงสัยเลย” อาร์คบิชอปวาร์ดาสรุป “ว่าที่นี่เป็นการสังหารหมู่ ที่นี่เป็นโศกนาฏกรรม”

 

ชาวคริสเตียนในอิรัก

ชุมชนชาวคริสเตียนในอิรักสามารถพบร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของพวกเขาย้อนกลับไปถึงยุคแรกๆ ของศาสนา ส่วนใหญ่เป็นชาวแคลเดียน กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่แยกตนเป็นอิสระจากโรม แต่ยอมรับอำนาจการปกครองพระสันตะปาปา มีคนพื้นเมืองเชื้อสายอัสซีเรียประมาณ 500,000 คนทางเหนือของอิรัก ตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี ตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรีย และตะวันตกเฉียงเหนือของอิหร่าน คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เก่าแก่มากจนสมาชิกบางคนยังคงพูดภาษาอาราเมียน ซึ่งเป็นภาษาในคัมภีร์ใหม่

ชุมชนคริสเตียนกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งของประเทศก็เป็นชาวอัสซีเรียด้วยเช่นกัน และโบสถ์โบราณแห่งตะวันออกของพวกเขา ซึ่งเป็นชุมชนคริสเตียนมาตั้งแต่ศตวรรษแรกของคริสตกาล เชื่อว่าเป็นนิกายคริสเตียนที่เก่าแก่ที่สุดในอิรัก

นอกจากกลุ่มเหล่านี้แล้ว ยังมีชุมชนเล็กๆ ของชาวแคธอลิกเชื้อสายซีเรีย ชาวคริสเตียนออร์โธดอกซ์และแคธอลิกเชื้อสายอาร์เมเนีย รวมทั้งชุมชนชาวออร์โธดอกซ์และแคธอลิกเชื้อสายกรีกด้วย

 

 

แปลเรียบเรียง : กองบรรณาธิการเอบีนิวส์ทูเดย์
ที่มา : http://www.independent.co.uk