ลุ้นระทึกเลือกตั้งปธน.อินโดนีเซีย โพลชี้’โจโควี’นำ’สุเบียนโต’เฉียดฉิว

509
2 ผู้ชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีอินโดนีเซียที่คาดกันว่าจะได้คะแนนเสียงคู่คี่ กันมาก โดยที่โพลซึ่งเป็นที่เชื่อถือระบุว่า โจโค “โจโควี” วิโดโด (ซ้าย) นำ ปราโบโว สุเบียนโต (ขวา) แบบเฉียดฉิว

 


เอ เจนซีส์ – ลุ้นระทึกศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซียในวันพุธ (9 ก.ค.) ซึ่งถือได้ว่าเข้มข้นและคู่คี่ที่สุด โดยหลังจากปิดหีบลงคะแนนไม่นาน ผู้สมัครทั้งสองคนต่างอ้างตัวเป็นผู้ชนะ ขณะที่ผลสำรวจอย่างไม่เป็นทางการแต่แม่นยำมากชี้ว่า “โจโควี” ผู้ว่าจาการ์ตา นำพลโท “สุเบียนโต” อดีตบุตรเขยของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต อย่างเฉียดฉิวไม่ถึง 5%

ทั่วทั้งประเทศอินโดนีเซีย เปิดหน่วยเลือกตั้งให้ไปใช้สิทธิเลือกประธานาธิบดีกันเมื่อวันพุธ (9) โดยผลการนับคะแนนด่วนอย่างไม่เป็นทางการแต่แม่นยำอย่างมากที่เรียกว่า “quick count” ระบุว่า โจโค วิโดโด ผู้ว่าการมหานครจาการ์ตา กวาดคะแนนไป 52% จากบัตรเลือกตั้งที่นับแล้ว 80% ขณะที่ ปราโบโว สุเบียนโต ได้คะแนน 48%

ทั้งนี้ ควิกเคาต์ เป็นการสุ่มนับคะแนนจากทั่วประเทศ ที่สามารถคาดการณ์ผลได้อย่างแม่นยำเป็นที่เชื่อถือกันมากนับตั้งแต่การเลือก ตั้งทั่วไปในปี 2004 ขณะที่ผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการจริงๆ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีกำหนดจะประกาศในวันที่ 22 กรกฏาคม ทั้งนี้สืบเนื่องจากอินโดนีเซียประกอบด้วยหมู่เกาะกว่า 17,000 เกาะ อยู่ใน 3 เขตเวลา และมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรวมจำนวนถึง 190 ล้านคน

“ณ ขณะนี้ ควิกเคาต์ชี้ว่า โจโควี-คัลลา เป็นผู้ชนะ” ผู้ว่าการ วิโดโด หรือที่รู้จักเรียกขานกันในชื่อ “โจโควี” แถลงเช่นนี้หลังจากการลงคะแนนตามหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ปิดลงไม่กี่ชั่วโมง โดยที่ “คัลลา” ซึ่งเขากล่าวถึงนั้น หมายถึง ยูซุฟ กัลลา ผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีในทีมของเขา

อย่างไรก็ดี ขณะที่ผู้สนับสนุนโจโควีร่วมยินดีกับชัยชนะอยู่นั้น โมฮัมหมัด มาห์ฟูด ผู้รับผิดชอบทีมรณรงค์หาเสียงของสุเบียนโตก็แถลงตอบโต้ว่า ควิกเคาต์ภายในของโพล 3 สำนักชี้ว่า สุเบียนโต-ฮัตตา ต่างหากที่คะแนนกำลังนำ ทั้งนี้ ฮัตตา ที่เขากล่าวถึงคือ ฮัตตา ราจาซา ผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีในทีมของสุเบียนโต กระนั้น มาห์ฟูดก็ขอให้ผู้สนับสนุนสุเบียนโตอยู่ในความสงบขณะที่ทางการยังคงนับคะแนน อยู่

ทางด้านประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุทโธโยโน เรียกร้องให้ผู้สมัครทั้งสองฝ่าย “ยับยั้งชั่งใจ” และขอให้พวกผู้สนับสนุนงดประกาศชัยชนะอย่างโจ่งแจ้ง จนกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะประกาศผลในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า

วิโดโด นั้น ถึงแม้ขาดประสบการณ์การเมืองระดับชาติ แต่เสน่ห์ของเขาอยู่ที่การแสดงตนเป็นคนของประชาชน ซึ่งส่งเสริมการปฏิรูปประชาธิปไตย และไม่มีประวัติมัวหมองเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น เหมือนนายทหารหรือนักธุรกิจชั้นนำที่ปกครองอินโดนีเซียในช่วงหลายสิบปีที่ ผ่านมา

เขาเป็นผู้สมัครคนแรกนับแต่ที่อินโดนีเซียเปลี่ยนมาใช้วิธีให้ ประชาชนเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง ที่ไม่มีความพัวพันเชื่อมโยงกับยุคสมัยประธานาธิบดีซูฮาร์โต ซึ่งเป็นผู้นำทหารที่ปกครองแดนอิเหนาแบบเผด็จการอย่างยาวนานระหว่างปี 1966-1998

ตรงข้ามกับสุเบียนโตที่เป็นทั้งอดีตลูกเขยของซูฮาร์โตและก็เป็นทหารเก่า ที่ปัจจุบันเป็นนักธุรกิจมั่งคั่ง

เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ วิโดโด วัย 53 ปี ที่ไต่เต้าจากคนธรรมดาจนกลายมาเป็นผู้ว่าการจาการ์ตาในปี 2012 ยังมีคะแนนนำสุเบียนโตไม่เห็นฝุ่น

แต่หลังจากที่พลโทวัย 62 ปี ได้รับการรับรองจากพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดและมีการจัดการดีที่สุดหลายๆ พรรค รวมทั้งปรับปรุงแคมเปญรณรงค์หาเสียงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตลอดจนใช้วิธีป้ายสีฝ่ายตรงข้าม คะแนนนิยมของสุเบียนโตก็ตีตื้นขึ้นมากระทั่งหายใจรดต้นคอวิโดโด

ผู้สมัครทั้งสองคนนี้มีนโยบายและบุคลิกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง วิโดโดนั้นพูดจานุ่มนวล ชอบสวมรองเท้ากีฬาและเสื้อผ้าลำลอง แอบย่องไปเยี่ยมชาวบ้านในสลัม และยังชอบดนตรีเฮฟวี่เมทัล

ขณะที่สุเบียนโตเป็นคนเสียงดัง โปรดปรานรถหรู และในการรณรงค์หาเสียงครั้งหนึ่งเขาได้ปรากฏตัวโดยขึ้นนั่งบังคับม้าราคาแพง เขาได้รับการสนับสนุนจากพวกพรรคการเมืองอิสลามแนวทางแข็งกร้าวเกือบทั้งหมด และก็สร้างความกังวลให้แก่พวกนักลงทุนต่างชาติที่กลัวว่า หากเขาได้รับชัยชนะ จะมีการนำลัทธิกีดกันการค้ามาใช้ในภาคการเงินและการเกษตร รวมทั้งมีการหวนกลับไปใช้นโยบายแบบเผด็จการเพิ่มมากขึ้น

อิกตาร์ นูวาบากิต นักวิเคราะห์การเมืองจาก อินโดนีเซีย อินสติติวท์ ออฟ ไซนส์ ชี้ว่า ชาวมุสลิมมากมายชอบบุคลิกคล่องแคล่วและเข้มแข็งของปราโบโว เพราะเชื่อว่า จะสามารถคัดง้างนโยบายการต่างประเทศของพวกเพื่อนบ้านและสหรัฐฯได้ รวมถึงจัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่นที่ระบาดอย่างหนักได้ ขณะที่ชาวอิเหนาอีกมากมายชื่นชอบความเอาใจใส่และความติดดินของโจโควี

ช่วงการหาเสียงที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายต่างสาดโคลนใส่กัน แต่วิโดโดชี้ว่า คะแนนนิยมของตนที่นำโด่งอยู่กว่า 12% ในเดือนพฤษภาคมก่อนดิ่งฮวบเหลือเพียง 3.5% ในช่วงก่อนการเลือกตั้งนั้น มาจากการกล่าวหาว่า เขาไม่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งถือเป็นข้อกล่าวหาอุกฉกรรจ์อย่างยิ่งในประเทศที่มีประชากรมุสลิมมาก ที่สุดในโลกอย่างอินโดนีเซีย

ขณะเดียวกัน ดูเหมือนแคมเปญหาเสียงของสุเบียนโตจะมีประสิทธิภาพและมีเงินทุนสนับสนุนอุ่น หนาฝาคั่งกว่า นอกเหนือจากที่ได้รับการสนับสนุนจากสถานีทีวีใหญ่ที่สุด 2 แห่งของอินโดนีเซีย

ฮัมดี มูลัค นักวิเคราะห์การเมืองจากมหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย ชี้ว่า แม้แคมเปญสาดโคลนของสุเบียนโตสามารถโจมตีภาพลักษณ์ของวิโดโดโดยตรง ทว่า อดีตของสุเบียนโตที่แนบชิดกับระบบเผด็จการทหาร รวมถึงการลักพาตัวนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในช่วงก่อนซูฮาร์โตตก บัลลังก์ ก็เป็นสิ่งที่ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงจำนวนมากจำขึ้นใจ โดยเฉพาะพวกที่กลัวว่า ระบอบเผด็จการโหดร้ายจะฟื้นคืนชีพ และคนเหล่านี้เองที่เทคะแนนให้วิโดโด เฉกเช่นเดียวกับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงครั้งที่ 3 ของอินโดนีเซีย โดยผู้ชนะจะเป็นประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งคนที่ 2 หลังจากยุทโธโยโนที่ครองตำแหน่งมาแล้วสองสมัย และจะพ้นหน้าที่ในเดือนตุลาคมนี้ ภายหลังจากปกครองอินโดนีเซียอย่างมีเสถียรภาพแต่ไร้ซึ่งความเด็ดขาด

       ผู้นำอิเหนาคนใหม่ยังต้องรับภาระหนักอย่างยิ่งจากปัญหาการเติบโตทาง เศรษฐกิจชะลอตัว คอร์รัปชั่นกระจาย ความยากจน และความกังวลว่า ชาวมุสลิมหัวรุนแรงที่ไปร่วมรบในตะวันออกกลางอาจกลับมาฟื้นเครือข่ายก่อการ ร้ายในอินโดนีเซีย

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์