“ปรัชญาฮัจญ์” ผ่านมุมมองของผู้นำสูงสุดอิหร่าน

888

ฮัจญ์ เป็นหนึ่งในพิธีกรรมของอิสลาม ประหนึ่งเป็นการรำลึกถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ของศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เป็นมรดกสืบทอดของเหล่าบรรดาศาสดาทั้งหลาย เป็นหลักการที่มั่นคง เป็นสายเชือกที่เหนียวแน่น ซึ่งการรำลึกถึงฮัจญ์สำหรับผู้มีความกระตือรือร้น เป็นการบ่งบอกให้เห็นถึงความหวัง ฮัจญ์เป็นนามที่มีความสวยงาม ซึ่งถูกบันทึกไว้บนกระดาษแห่งเกียรติยศ สำหรับทุกดวงจิตที่ภายในได้บรรจุความรักในพระเจ้าไว้จนเต็มเปี่ยม แต่เป็นเสียงกัมปนาทแห่งความอัปยศอดสู สำหรับทุกดวงจิตของผู้ตั้งภาคีเทียมเคียงพรเจ้า และผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย

รายงานชิ้นนี้ได้คัดและรวบรวมสาส์นฮัจญ์บางส่วนของ อยาตุลลอฮ์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านที่ได้ส่งสาส์นไปยังบรรดาผู้แสวงบุญ ณ บัยตุลลอฮ์ ฮิล ฮะรัม  ตั้งแต่ปี ฮ.ศ  1431    – 1437   ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญดังนี้

“กะอ์บะฮ์” คือสัญลักษณ์สำคัญแห่งความเป็นเอกภาพ และเกียรติยศศักดิ์ศรี และเป็นสัญลักษณ์แห่งความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว และคือจิตวิญญาณอันสูงส่ง

ในช่วงพิธีกรรมแห่งฮัจญ์ นครมักกะฮ์อันศักดิ์สิทธิ์ได้เป็นเจ้าภาพต้อนรับดวงใจทั้งหลายที่เต็มไปด้วยความปรารถนา และความหวังที่ได้เดินทางมาจากทั่วทุกมุมโลกยังสถานที่แห่งการถือกำเนิดอิสลาม เพื่อขานรับการเรียกร้องของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเกรียงไกร

ประชาชาติอิสลามในเวลานี้ คือภาพย่อหนึ่ง ที่สามารถมองเห็นการแพร่ขยายอันยิ่งใหญ่ จากความหลากหลาย และความศรัทธาที่ลึกซึ้งที่มีอำนาจอยู่เหนือหัวใจของผู้ดำเนินรอยตามศาสนาแห่งความจริงนี้ ซึ่งได้มารวมตัวกันที่นี่จากทั่วทุกมุมโลก และเป็นสิ่งชี้ชัดว่านี่คือรากฐานอันยิ่งใหญ่ ที่ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน

การค้นพบด้วยตัวเองของประชาชาติอิสลาม ได้ทำให้เราในฐานะที่เป็นมุสลิม ได้รู้จักตำแหน่งอันมีค่าของพวกเราในโลกนี้ ไม่ว่าจะวันนี้หรือพรุ่งนี้ และทำให้เราได้เดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
(สาส์นฮัจญ์ ปี ฮ.ศ 1431 )

มะกอมอิบรอฮีมคือหนึ่งในบรรดาหลักฐานอันชัดแจ้งเหล่านั้น รอยเท้าของอิบรอฮีม (อ.) ที่อยู่เคียงข้างอาคารกะอ์บะฮ์อันมีเกียรตินั้น เป็นเพียงสัญลักษณ์หนึ่งของมะกอม (สถานะภาพอันสูงส่งของ) อิบรอฮีม และมะกอมอิบรอฮีมคือสถานะตำแหน่งแห่งความบริสุทธิ์ใจ (อิคลาศ) การพลีอุทิศและการเสียสละของท่าน มันคือสถานะแห่งการยืนหยัดของท่านในการต่อสู้กับความต้องการต่างๆ ทางด้านจิตใจและอารมณ์ความรู้สึกของความเป็นพ่อ และเช่นเดียวกันนี้ มันคือการยืนหยัดต่อสู้กับการครอบงำของการปฏิเสธ (กุฟร์) และการตั้งภาคี (ชิรก์) และอำนาจการปกครองของนัมรูด(ฟาโรห์) แห่งยุคสมัย
(สาส์นฮัจญ์ ปี ฮ.ศ 1432 )

การประกอบพิธีฮัจญ์ของมวลมุสลิม เป็นการสานสัมพันธ์และผูกสัมพันธ์ของหัวใจทั้งหลายกับพระองค์ และช่วงเวลาแห่งความสงบทางจิตใจที่สามารถเติมเต็มและสร้างรัศมีแห่งความยำเกรงและความศรัทธาได้อย่างดียิ่ง โดยที่ทุกคนสามารถปลดเปลื้องความเป็นอัตตาของตน นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอันหลากหลายของประชาชาติอิสลามทั้งมวล อีกทั้งยังเป็นอาภรณ์แห่งความยำเกรงในการปกป้องตนเองจาการคุกคามของความโสมมต่างๆ แห่งความบาป และสามารถปลุกจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้กับเหล่าผู้ปกครองที่ชั่วร้าย

ณ สถานที่แห่งนี้ ผู้แสวงประกอบพิธีฮัจญ์ จะสามารถประจักษ์เห็นด้วยสายตาของตนเองต่อความยิ่งใหญ่ของประชาชาติอิสลามท่ามกลางความหลากหลาย ที่จะนำไปสู่การหยั่งรู้ถึงสามารถ และศักยภาพที่มวลประชาชาติอิสลามมี ทำให้มวลประชาชาติมีความหวังในอนาคต มีความรู้สึกตื่นตัวต่อภารกิจและบทบาทของตนเอง และมากไปกว่านั้นหากได้รับการชี้นำ และความช่วยเหลือจากพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ) มวลมุสลิมก็สามารถที่จะให้คำสัตยาบันที่มั่นคงกับท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) และอิสลามอีกครั้งหนึ่ง และจะนำไปสู่การฟื้นฟูเปลี่ยนแปลงตนเอง และมวลประชาชาติ จะเป็นการประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของอิสลามอย่างแน่วแน่และมีเกียรติ
(สาส์นฮัจญ์  ปี ฮ.ศ. 1433)

บัดนี้เทศกาลพิธีฮัจญ์ได้มาถึงแล้ว นับว่าเป็นอีดเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ของประชาชาติอิสลาม     โอกาสสำคัญ ที่มีวันต่างๆอันทรงคุณค่าในทุกๆปีสำหรับบรรดามุสลิมทั่วโลก ถือว่า เป็นยาอายุวัฒนะแห่งปาฏิหาริย์ ถ้าหากว่า รู้จักในคุณค่าของมันสามารถที่จะใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง ซึ่งจะทำให้ผลกระทบและภยันตรายที่จะเกิดขึ้นในโลกนี้นั้นถูกขจัดให้หมดสิ้นไป

ฮัจญ์ คือ ตาน้ำที่พุ่งขึ้นอยู่ตลอดเวลาแห่งพระผู้เป็นเจ้า พวกท่านทั้งหลาย ทุกๆคนที่ได้รับเกียรติมาร่วมกันในการประกอบพิธีฮัจญ์ครั้งนี้ บัดนี้ ท่านได้ก้าวเข้ามาในการประกอบพิธีด้วยความบริสุทธิ์ของหัวใจเพื่อทำการชำระล้างที่เต็มเปี่ยมไปด้วย จิตวิญญาณและหัวใจของพวกท่านให้สะอาดบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น พวกท่านจะต้องเก็บเกี่ยวและสะสมไว้ตลอดอายุขัยต์ของท่าน จากบ่อเกิดแห่งความเมตตา เกียรติและพลานุภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้า

การนอบน้อมและการศิโรราบต่อพระองค์ พระผู้ทรงเมตตา ถือว่าเป็นการยอมรับผิดชอบต่อหน้าที่ต่างๆที่พระองค์ทรงประทานให้กับบรรดามุสลิมทั้งหลาย

ความกระตือรือร้นและการเคลื่อนไหวและการปฏิบัติในการงานทั้งทางศาสนาและทางโลก การมีความเมตตาและให้อภัยแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลาย ความกล้าหาญและการเชื่อมั่นในตนเอง ขณะที่เผชิญกับอุปสรรคต่างๆที่ยากที่จะแก้ไขได้ การมีความหวังในการช่วยเหลือของพระผู้เป็นเจ้า ในทุกๆที่และทุกสิ่งทุกอย่าง สรุปอย่างสั้น ก็คือ การสร้างตัวตนของมนุษย์ในสภาพที่เขานั้นเป็นมุสลิม จากการอบรมสั่งสอนแห่งพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อพวกท่านทั้งหลายเป็นอย่างมาก สำหรับตัวของพวกท่านเองและเมื่อได้ประดับประดาด้วยเครื่องประดับเหล่านี้ และใช้ประโยชน์จากการเก็บเตรียมเสบียงที่ได้สะสมไว้นี้ เพื่อประเทศของท่านและท้ายที่สุดเป็นของฝากสำหรับประชาชาติอิสลามด้วยเช่นเดียวกัน

วันนี้ ประชาชาติอิสลามมีความต้องการมนุษย์ที่มีความคิด การกระทำที่อยู่เคียงข้างกับความศรัทธาและความบริสุทธิ์ใจมากกว่าสิ่งอื่นใด และการยืนหยัดต่อหน้าบรรดาศัตรูที่มีเจตนาร้าย ควบคู่กับการพัฒนาการทางจิตวิญญาณ และนี่คือ วิถีทางเดียว ที่จะพาประชาคมอิสลามให้หลุดพ้นจากปัญหาต่างที่รุมเร้าไม่ว่าจะเปิดเผยด้วยน้ำมือของศัตรูหรือทำให้การตัดสินใจและความศรัทธาอีกทั้งความรู้แจ้งเห็นชัดของบรรดามุสลิมทั้งหลายนั้นมีความอ่อนแอลง ในระยะเวลาที่ยาวนานมาแล้วก็ตาม
(สาส์นฮัจญ์ ปี ฮ.ศ. 1434  )

เนื่องในโอกาสอันดีงามของพิธีกรรมที่เปี่ยมไปด้วยสารัตถะที่สำคัญและหาเปรียบได้นี้ นอกเหนือจากการชำระความสะอาดและการฟื้นฟูซ่อมแซมด้านในของจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์สูงส่งที่สุดและสำคัญที่สุดของการบำเพ็ญฮัจญ์แล้วนั้น การให้ความสำคัญต่อประเด็นปัญหาต่างๆ ของโลกอิสลาม และการมีโลกทัศน์ที่ลุ่มลึกครอบคลุมไปยังประเด็นต่างๆ ที่สำคัญที่สุด และมีความจำเป็นก่อนสิ่งอื่นใดมากที่สุดที่เกี่ยวข้องกับประชาชาติอิสลามนั้น ถือเป็นหัวใจหลักของพันธะกิจและมารยาททั้งหลายของผู้แสวงบุญ

“ฮัจญ์” เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพ ความเป็นปึกแผ่น ความเป็นภราดรภาพและความร่วมมือ ในพิธีฮัจญ์ทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้บทเรียนของการมุ่งเน้นไปยังสิ่งต่างๆ ที่เหมือนกัน และขจัดความขัดแย้งต่างๆ

มืออันสกปรกจากนโยบายต่างๆ ของนักล่าอาณานิคมนับจากอดีต ที่ได้กำหนดแผนการสร้างความแตกแยกเป็นวาระในการดำเนินการเพื่อบรรลุสู่เป้าหมายต่างๆ อันชั่วร้ายของตน แต่วันนี้เนื่องจากความเป็นสิริมงคลของการตื่นตัวของอิสลาม ทำให้ประชาชาติมุสลิมได้รับรู้ถึงความเป็นศัตรูของแนวรบฝ่ายมหาอำนาจและลัทธิไซออนิสต์ได้เป็นอย่างดี และได้กำหนดจุดยืนที่มีต่อพวกเขาได้อย่างถูกต้อง

นโยบายการสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชาติมุสลิมได้ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ศัตรูเจ้าเล่ห์มีความเชื่อว่าด้วยกับการจุดไฟสงครามภายในระหว่างชาวมุสลิมจะทำให้แรงบันดาลใจต่างๆ ในการมุกอวิมัตและการต่อสู้เบี่ยงเบนไปจากพวกเขา และจะทำให้ระบอบไซออนิสต์และบรรดาตัวแทนของจักรวรรดินิยมซึ่งเป็นศัตรูที่แท้จริงอยู่ในชายขอบที่มีความปลอดภัย

การใช้กลุ่มก่อการร้ายตักฟีรีและกลุ่มอื่นๆ ในลักษณะเดียวกันนี้ในหมู่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันตกนั้น เกิดจากนโยบายบิดพลิ้วหักหลังดังกล่าวนี้ และสิ่งนี้เป็นคำเตือนที่มีมายังพวกเราทุกคนว่า จำเป็นที่พวกเราจะต้องยึดถือเอาปัญหาความสามัคคีของชาวมุสลิมในวันนี้อยู่ในแถวหน้าของภาระหน้าที่ระดับชาติและระหว่างประเทศ
(สาส์นฮัจญ์ ปี ฮ.ศ. 1435  )

สลามยังวิหาร์แห่งกะอ์บะฮ์อันสิริมงคล ฐานมั่นแห่งเตาฮีด(หลักความเป็นเอกกะของพระองค์) สลามยังศูนย์กลางของมวลผู้ศรัทธา สถานที่ลงมาของมวลมะลาอิกะฮ์  สลามยังมัสยิด อัลฮะรอม ทุ่งอารอฟะฮ์ มัชอารและทุ่งมินา สลามยังหัวใจที่นอบน้อม ริมฝีปากที่เปล่งวาจาคำพูดแห่งการรำลึก(ซิกร์) ดวงตาที่เปิดรับแห่งการรู้แจ้ง (บาศีรัต) และโลกทัศน์อันนำมาซึ่งอุทาหรณ์ สลามแด่พวกท่านเหล่าผู้แสวงบุญทั้งหลายที่มีความรุ่งโรจน์และผาสุก ที่ได้รับความโปรดปราน(เตาฟีก)ในการตอบรับและขานรับการเรียกร้องของพระผู้เป็นเจ้า และร่วมในสำรับอาหารที่เปี่ยมล้มด้วยเนี้ยะมัต และความโปรดปราน

พันธะกิจแรก คือ การคิดไตร่ตรอง และพินิจพิเคราะห์ในการตอบรับการเรียกร้องในระดับสากล ประวัติศาสตร์และอมตะ

แท้จริงทุกการสรรเสริญและการขอบคุณเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ทุกเนี้ยะมัตและความโปรดปรานล้วนมาจากพระองค์ และพลังอำนาจทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์เพียงองค์เดียว แหละนี่คือโลกทัศน์ ของการประกอบพิธีฮัจญ์ในการก้าวสู่จุดแรกแห่งบทบัญญัติข้อบังคับทางศาสนาที่เปี่ยมไปด้วยสารัตถะ ฮิกมัต และวิทยปัญญา และสานต่อพิธีกรรมนี้ด้วยการรังสรรค์ความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกับรูปแบบของพิธีกรรมดังกล่าว จากนั้นกำหนดและเรียกร้องบรรดาผู้แสวงบุญ อาทิเช่น หลักคำสอนที่เป็นอมตะและบทเรียนที่ไม่มีวันลืมเลือน และวางระเบียบแบบแผนแห่งวิถีชีวิตที่วางอยู่บนพื้นฐานของสิ่งดังกล่าว เพื่อเรียนรู้บทเรียนอันยิ่งใหญ่และการปฏิบัติตามสิ่งเหล่านี้ที่เป็นตาน้ำแห่งความจำเริญ ที่จะทำให้วิถีชีวิตของมวลมุสลิม มีแต่ความสดใสชีวิตชีวาและการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากพันธนาการ (ทั้งในยุคสมัยปัจจุบันและอนาคต) แห่งเจว็ดแห่งอัตตา ความหยิ่งยโสโอหัง และอารมณ์ตัณหา เจว็ดแห่งนักล่าอานานิคมและครอบงำ เจว็ดแห่งมหาอำนาจผู้อหังการ เจว็ดแห่งความเกียจคร้านและไร้ความรับผิดชอบ และบรรดาเจว็ดที่มีความอัปยศอดสูทุกตัวที่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ของมวลมุสลิมที่กำลังเผชิญอยู่ และด้วยเสียงคำรามแห่งอิบรอฮีม (ที่เกิดจากเบื้องลึกของหัวใจและตามแบบแผนแห่งการดำเนินชีวิต) จะสามารถโค่นและทำลายล้างเจว็ดต่างๆเหล่านี้ อิสรภาพ เสรีภาพ เกียรติยศ ศักดิ์ศรี และความสงบสุขร่มเย็น ก็จะมาแทนที่การพึ่งพา ความยากลำบากและความทุกข์ทรมาน
(สาส์นฮัจญ์ ปี  ฮ.ศ.1436 )

พิธีฮัจญ์สำหรับประชาชาติมุสลิมถือเป็นพิธีที่มีเกียรติ์ และมีศักดิ์ศรีในสายตาประชาโลกทั้งหลาย เป็นพิธีกรรมที่แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่เปี่ยมด้วยรัศมี มีความผ่องแผ้ว นอบน้อมถ่อมตน และมีความเกรงกลัว ณ เบื้องพระพักตร์ของพระผู้สร้างผู้ทรงเกรียงไกร ฮัจญ์เป็นข้อบังคับอันศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องทั้งทางโลก พระเจ้า และประชาชน

ฮัจญ์เป็นพิธีกรรมที่ไม่เหมือนอิบาดะฮ์อื่น การรักษาความปลอดภัยทั้งเรื่องเวลาและสถานที่ ในฐานะที่เป็นสัญญาณชัดเจนประหนึ่งหมู่ดวงดาวที่เจิดจรัส มันจะให้ความสงบมั่นแก่จิตใจของผู้ศรัทธาทุกดวง เจ้าหน้าที่ที่จัดการเรื่องฮัจญ์ ต่างมีหน้าที่ต้องคอยระวัง และต้องขจัดความไม่ปลอดภัย ซึ่งมันมาจากผู้ปกครองที่อธรรม ที่คอยสร้างความหวาดกลัวและการบังคับข่มขู่ที่รายล้อมอยู่นั้นให้หมดสิ้นไป พร้อมกับอำนวยความสุข และสร้างความปลอดภัยให้กับบรรดาฮุจญาจในช่วงเทศกาลฮัจญ์ อันเป็นช่วงเวลาที่เฉพาะเจาะจง

ฮัจญ์อิบรอฮีม คือฮัจญ์ที่อิสลามได้ให้เป็นของขวัญแก่ประชาชามุสลิม อันเป็นที่มาของศักดิ์ศรี เกียรติยศ ศีลธรรม เอกภาพและความสุข และความยิ่งใหญ่ของประชาชาติอิสลาม ความเชื่อมั่นของพวกเขาที่มีต่ออำนาจอันยิ่งใหญ่อันไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้า ได้ถูกแปรเปลี่ยนไปสู่การไม่หวังดีและการเป็นศัตรูต่อกัน ความห่างไกลของพวกเขาที่มีต่อความชั่วร้าย การฉ้อฉลทุจริต การอธรรม ความอัปยศอดสู และความอ่อนแอที่บรรดาผู้อหังการ ผู้อธรรมสากลได้สร้างขึ้น และกำหนดเป็นมาตรการเหนือสังคมมนุษย์ ได้ถูกทำให้โดดเด่นขึ้นมา

ฮัจญ์คือสถานที่ประกาศตัดสัมพันธ์กับพวกตั้งภาคีเทียบเคียง ขณะเดียวกันก็เป็นสถานที่ประสานจิตใจ และสร้างความเป็นเอกภาพในหมู่ผู้ศรัทธาทั้งหลาย
(สาส์นฮัจญ์  ปี ฮ.ศ. 1437  )