21 สิงหาคม 2026

“มารับหนูที… หนูกลัวเหลือเกิน” 2 ปีหลังเสียงร้องขอชีวิต อิสราเอลจำใจเปิดสอบอาญา คดีสังหาร “ฮินด์ ราจับ” เด็กหญิงปาเลสไตน์ วัย 5ขวบ

เรื่องราวสุดสะเทือนใจที่เคยทำให้คนทั้งโลกต้องร้องไห้เมื่อสองปีก่อน กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เมื่อกองทัพอิสราเอล (IDF) ออกมายอมรับและ “ยอมกลืนน้ำลายตัวเอง” สั่งเปิดการสอบสวนทางอาญาอย่างเป็นทางการ ต่อกรณีการสังหาร ฮินด์ ราจับ (Hind Rajab) หนูน้อยชาวปาเลสไตน์วัยเพียง 5 ขวบ พร้อมครอบครัวและเจ้าหน้าที่กู้ชีพ

ย้อนกลับไปวันที่ 29 มกราคม 2024 เมืองกาซาซิตี้กำลังลุกเป็นไฟ ถูกถล่มยิงอย่างหนัก ครอบครัวฮามาดา 7 คนตัดสินใจขับรถหนีออกจากย่านเทล อัล ฮาวา หวังเพียงไปให้พ้นแนวสู้รบ

แต่พวกเขาไปไม่ถึง

รถทั้งคันถูกยิงอย่างหนัก ผู้ใหญ่เสียชีวิตหมด เหลือเพียงเด็กหญิงสองคนที่ยังหายใจอยู่ คือฮินด์กับลูกพี่ลูกน้องชื่อ ลายัน

สภาเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์ได้รับสายฉุกเฉินจากในรถ เสียงของลายันดังขึ้นได้ไม่นานก็เงียบหาย เหลือเพียงฮินด์ที่ร้องไห้ สะอื้น บอกเจ้าหน้าที่ว่าเธอกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางศพของญาติ และพูดประโยคที่บาดลึกหัวใจคนทั่วโลก

“มารับหนูที… หนูกลัวเหลือเกิน ได้โปรดมาช่วยหนูด้วย”

เจ้าหน้าที่กู้ภัยรีบประสานรถพยาบาลเข้าไปทันที

สองพยาบาลสนาม ยูซุฟ เซย์โน และ อาเหม็ด มัดฮูน ออกเดินทางพร้อมสัญญาณอนุญาตให้เข้าพื้นที่ เมื่อรถพยาบาลเข้าใกล้จุดเกิดเหตุ แต่แล้วเสียงปืนก็ดังสนั่น ก่อนทุกการติดต่อจะขาดหายไป

จากนั้น…ความเงียบกินเวลานานถึง 12 วัน

จนกระทั่งเมื่อทีมค้นหาสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ พวกเขาพบรถเก๋งของครอบครัวฮามาดา และรถพยาบาลที่ถูกทำลายอยู่ไม่ไกลกัน ภายในมีศพของฮินด์ ญาติอีก 6 คน และเจ้าหน้าที่กู้ชีพทั้งสอง รวมทั้งหมด 9 ชีวิต ที่ถูกสังหารหมู่คารถ

รถพยาบาลที่ถูกไฟไหม้เสียหาย ภาพ: สมาคมเสี้ยวเดือนแดงปาเลสไตน์

หลังเหตุการณ์ กองทัพอิสราเอลยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ไม่มีทหารหรือรถถังอยู่ในพื้นที่” ในวันที่รถของครอบครัวถูกยิง พร้อมปฏิเสธความรับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรมครั้งนี้

แต่คำโกหกก็ต้องพังทลายลง หลายเดือนต่อมา การสืบสวนของสื่อกลับเปิดภาพอีกด้านหนึ่ง

หลักฐานเชิงลึก จากการวิเคราะห์ภาพดาวเทียม คลิปวิดีโอ เสียงสนทนา และตำแหน่งการเคลื่อนกำลัง สำนักข่าวพบว่ามีรถถังอิสราเอลหลายคันอยู่ในบริเวณนั้นจริง และมีความเป็นไปได้สูงว่ากระสุนที่พุ่งใส่รถพลเรือนมาจากกำลังของอิสราเอล

ยิ่งไปกว่านั้นสื่อยังพบว่า กองทัพเคยเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ระบุว่าปฏิบัติการอยู่ในย่าน เทล อัล ฮาวา ในช่วงเวลาเดียวกัน ก่อนแถลงการณ์ดังกล่าวจะถูกแอบเนียนลบออกจากเว็บไซต์ในภายหลัง

วันนี้ เรื่องที่เคยถูกปฏิเสธจึงเดินมาถึงจุดหักเห

กองทัพอิสราเอลจึงต้องจำยอมออกแถลงการณ์ อ้างว่าพบ “ความผิดพลาดในการประสานการเคลื่อนที่ของรถพยาบาล” และยอมส่งเรื่องให้ กองสืบสวนคดีอาญาตำรวจทหาร รับผิดชอบคดีนี้เปิดการสอบสวนในกระบวนการอาญา

อย่างไรก็ตาม แม้อิสราเอลยังไม่ยอมรับว่าจงใจสังหารพลเรือน และยังปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องอาชญากรรมสงคราม แต่การเปิดสอบสวนครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่คดีของฮินด์ถูกยกระดับจากการตรวจสอบภายใน ไปสู่การสืบสวนทางอาญาอย่างเป็นทางการ

บางคนบอกว่า นี่คือความหวังของความยุติธรรม

แต่สำหรับโลกที่ยังจดจำเสียงร้องของฮินด์ได้ สิ่งที่หนักหน่วงที่สุดและประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าการสอบสวนนี้จะนำคนผิดมาลงโทษได้จริงหรือไม่…ใครเป็นคนยิง… หากคือเหตุใดชีวิตของเด็กหญิงวัย 5 ขวบคนหนึ่ง ถึงต้องแลกด้วยเวลาและข้ออ้างมายาวนานถึง 2 ปี กว่าความจริงจะเริ่มถูกยอมรับ.


รายงาน: AB News Today
อ้างอิง: Sky News