20 สิงหาคม 2026

กองทัพอิสราเอลยอมรับยิงรถ “ฮินด์ ราจับ” เปิดสอบอาญาคดีเด็กหญิง 5 ขวบในกาซา

กองทัพอิสราเอลยอมรับเป็นครั้งแรกว่า ทหารของตนยิงใส่รถยนต์ที่มี ฮินด์ ราจับ เด็กหญิงชาวปาเลสไตน์วัย 5 ขวบอยู่ภายใน ระหว่างปฏิบัติการในฉนวนกาซาเมื่อเดือนมกราคม 2567 พร้อมประกาศเปิดการสอบสวนทางอาญาต่อเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก

กองทัพอิสราเอลแถลงเมื่อวันพุธว่า ผลการตรวจสอบภายในพบว่าทหารได้ยิงใส่รถคันหนึ่งซึ่งกำลังเคลื่อนเข้าหาพื้นที่ปฏิบัติการ “สวนทางกับคำสั่งอพยพที่แจ้งไว้ล่วงหน้า” ส่งผลให้ผู้โดยสาร 5 คนเสียชีวิต ขณะที่ผู้รอดชีวิตมีเพียงฮินด์ ราจับ และลายาน ฮามาดา ลูกพี่ลูกน้องของเธอ

ฮินด์เสียชีวิตในเวลาต่อมา หลังติดอยู่ในรถที่ถูกกระสุนพรุนทั้งคันพร้อมร่างญาติอีก 6 คน โดยก่อนเสียชีวิต เธอได้โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากสภาเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์เป็นเวลาหลายชั่วโมงเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2567 เสียงร้องขอชีวิตของเด็กหญิงกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่สร้างความสะเทือนใจต่อประชาคมโลก

กองทัพอิสราเอลระบุว่า ได้สั่งให้กองสอบสวนคดีอาญาของตำรวจทหาร (Military Police Criminal Investigation Division) เปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการ หลังพบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับ “ความล้มเหลวในการประสานการเคลื่อนที่ของรถพยาบาล” ของสภาเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์

แถลงการณ์ยังยอมรับว่า หลังมีการประสานให้รถพยาบาลเข้าช่วยเหลือเด็กหญิงทั้งสอง รถพยาบาลกลับถูกยิงด้วยกระสุนปืนใหญ่เมื่อเดินทางถึงจุดเกิดเหตุ ทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัย 2 คนเสียชีวิต

ก่อนหน้านี้ อิสราเอลเคยปฏิเสธมาตลอดว่า ไม่มีกำลังทหารอยู่ในพื้นที่ขณะเกิดเหตุ

การเสียชีวิตของฮินด์ ราจับ จุดชนวนให้เกิดเสียงเรียกร้องจากนานาชาติให้มีการสอบสวนอย่างอิสระต่อการสังหารพลเรือนในกาซา โดยเฉพาะหลังบันทึกเสียงการโทรขอความช่วยเหลือของเธอถูกนำไปใช้ในภาพยนตร์สารคดี The Voice of Hind Rajab ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์

ในวันเดียวกัน กองทัพอิสราเอลยังเปิดเผยผลทบทวนเหตุการณ์สำคัญอีก 4 คดีในกาซา รวมถึงประกาศสอบสวนทางอาญากรณีชาวปาเลสไตน์ 15 คน ซึ่งมีบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรมรวมอยู่ด้วย

ด้าน มูลนิธิฮินด์ ราจับ องค์กรกฎหมายในกรุงบรัสเซลส์ที่ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดของอิสราเอลในกาซา ออกแถลงการณ์ปฏิเสธการสอบสวนครั้งนี้ โดยระบุว่า “ไม่มีความเชื่อมั่น” ต่อกลไกสอบสวนภายในของอิสราเอล

องค์กรย้ำว่า แม้จะมีการสอบสวนจริง ก็ไม่ควรถูกมองว่าเป็นก้าวสู่ความยุติธรรม เพราะกระบวนการสอบสวนภายในของอิสราเอล “มีข้อบกพร่องโดยพื้นฐาน และไม่อาจถือเป็นกลไกตรวจสอบความรับผิดที่น่าเชื่อถือได้”