“มุบาฮะละฮ์” ความภาคภูมิใจของโลกมุสลิม

1164

มุบาฮะละฮ์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 24 เดือนซุลฮิจญะฮ์ ฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 9 มีหลักฐานระบุว่าเป็นเรื่องจริงอันเป็นความภาคภูมิใจของโลกมุสลิม

อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสใน ซูเราะฮ์ อาลิ อิมรอน : 61 ว่า

فَمَنْ حَاجَّكَ فِيهِ مِنْ بَعْدِ مَا جَاءَكَ مِنَ الْعِلْمِ فَقُلْ تَعَالَوْا نَدْعُ أَبْنَاءَنَا وَأَبْنَاءَكُمْ وَنِسَاءَنَا وَنِسَاءَكُمْ وَأَنْفُسَنَا وَأَنْفُسَكُمْ ثُمَّ نَبْتَهِلْ فَنَجْعَلْ لَعْنَةَ اللَّهِ عَلَى الْكَاذِبِينَ

ดังนั้นผู้ใดที่โต้ เถียงเจ้าในเรื่องของอีซา หลังจากที่ได้มีความรู้มายังเจ้าแล้ว ก็จงกล่าวเถิดว่า ท่านทั้งหลายจงมาเถิด เราจะเรียกลูกๆของเรา และลูกของพวกท่าน และเรียกบรรดาผู้หญิงของเรา และบรรดาผู้หญิงของพวกท่าน และตัวของพวกเรา และตัวของพวกท่าน แล้วเราจะมามุบาฮะละฮ์(วิงวอนกัน ต่ออัลลอฮ์) ด้วยความนอบน้อม โดยที่เราจะขอให้ละอ์นัต (การขับไล่ให้ห่างไกลจากเราะฮ์มัต)ของอัลลอฮ์พึงประสบแก่บรรดาผู้พูดโกหก

และหนังสือ ซอเฮี๊ยะฮ์ มุสลิม ฮาดีษที่ 6373

وَلَمَّا نَزَلَتْ هَذِهِ الآيَةُ ( فَقُلْ تَعَالَوْا نَدْعُ أَبْنَاءَنَا وَأَبْنَاءَكُمْ) دَعَا رَسُولُ اللَّهِ (ص) عَلِيًّا وَفَاطِمَةَ وَحَسَنًا وَحُسَيْنًا فَقَالَ اللَّهُمَّ هَؤُلاَءِ أَهْلِى

ตอนที่โองการ(จงกล่าว เถิดว่า ท่านทั้งหลายจงมาเถิด เราจะเรียกลูกๆของเรา และลูกของพวกท่าน) ท่านรอซูล(ศ)ได้เรียกอาลี, ฟาติมะฮ์, ฮาซันกับฮูเซนมา และกล่าวว่า โอ้อัลลอฮ์เขาเหล่านี้คือครอบครัวของฉัน

1- เกร็ดประวัติศาสตร์

เรื่อง เริ่มจากท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)ส่งสารไปยังกษัตริย์และผู้ปกครองในดินแดนต่างๆ เพื่อเชิญชวนสู่อิสลาม สารฉบับหนึ่งส่งมาที่เมืองนัจญ์รอน ประเทศซาอุดิอารเบีย ที่อยู่อาศัยของชาวคริสต์และชาวยิว อะบูฮาริษะฮ์ ดำรงตำแหน่งสังฆนายกแห่งเมืองนัจญ์รอนได้รับสารจากท่านศาสดา พระสังฆนายกได้อ่านเนื้อหาอย่างละเอียดจากนั้นสั่งประชุมทันที มีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้นำศาสนา,นักการเมืองและผู้สูงศักดิ์ มติในที่ประชุมมีว่า ให้ส่งคณะทูตไปที่เมืองมะดีนะฮ์ เพื่อตรวจสอบความจริงเกี่ยวกับการเป็นศาสดาของนบีมุฮัมมัด(ศ)ที่ประชุมได้ คัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิได้ 60 คนเพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญนี้ โดยมี 3 บุคคลต่อไปนี้เป็นหัวหน้าคณะคือ 1- สังฆราชชื่อ อะบูฮาริษะฮ์ 2-อัลอากิ๊บ(อับดุลมะซีห์) กุนซือเจ้าความคิด 3-อัลอัยฮัม ผู้อาวุโสทั้งอายุและสมณศักดิ์ คณะทูตคริสเตียนเดินทางมาถึงเมืองมะดีนะฮ์ ได้เข้าพบศาสดามุฮัมมัด(ศ)ที่มัสญิดมะดีนะฮ์ ซึ่งขณะนั้นศาสดาพึ่งนมาซอัศริเสร็จ ชาวคริสต์ทุกคนสวมชุดนักบุญ ทอจากผ้าไหม สวมแหวนทอง แบกไม้กางเขนไว้ที่บ่างดงามตระการตา พวกเขาทักทายมอบสันติแด่ท่านศาสดา ท่านศาสดาได้ตอบรับคำทักทายและให้การต้อนรับพวกเขาอย่างสมเกียรติ พร้อมกับรับของกำนัลที่ชาวคริสต์นำมามอบให้ พอดีเวลาอัศริเป็นเวลาสวดมนต์ของศาสนาคริสต์ ชาวคริสต์จึงขออนุญาตท่านศาสดาสวดมนต์ในมัสญิด ฝ่ายสาวกท่านศาสดาต้องการขัดขวาง แต่ท่านศาสดาอนุญาตให้พวกเขาสวดได้ หลังจากสวดมนต์เสร็จพวกเขาได้หันมาสนทนากับท่านศาสดา ท่านได้กล่าวกับสังฆราชและท่านอากิ๊บว่า จงเข้ารับศาสนาอิสลามเถิด ทั้งสองตอบว่า เรารับอิสลามก่อนท่านนานแล้ว ท่านศาสดากล่าวว่า มีบางสิ่งที่ขัดขวางท่านทั้งสองมิให้เข้ารับอิสลาม พวกท่านอ้างว่าพระเจ้ามีบุตร พวกท่านกราบไหว้ไม้กางเขน และทานเนื้อสุกร ทั้งสองตอบว่า หากพระเยซูไม่ใช่บุตรของพระเจ้า แล้วใครเป็นบิดาของเขาล่ะ อีกรายงานหนึ่งเล่าว่า ชาวคริสต์ทั้งสองได้ถามท่านศาสดาว่า ท่านจะว่าอย่างไรเกี่ยวกับพระเยซู ท่านศาสดาไม่ตอบสิ่งใด จนมีโองการอัลกุรอานประทานลงมาว่า

إِنَّ مَثَلَ عِيسَى عِنْدَ اللَّهِ كَمَثَلِ آدَمَ خَلَقَهُ مِنْ تُرَابٍ ثُمَّ قَالَ لَهُ كُنْ فَيَكُونُ

แท้จริงอุปมาเรื่องอี ซา ณ.อัลลอฮ์ เปรียบดั่งอาดัม พระองค์ทรงสร้างเขามาจากดิน แล้วทรงตรัสกับเขาว่า จงเป็นแล้วเขาก็เป็นขึ้นมา (อาลิอิมรอน : 59 ) เมื่ออัลลอฮ์ตะอาลา ทรงสร้างอาดัมมาจากดินโดยไม่มีบิดามารดา แล้วทรงสร้างอีซา(เยซู)มาจากมารดาฝ่ายเดียวโดยไม่มีบิดา ย่อมถือว่ามหัศจรรย์น้อยกว่าเรื่องของอาดัมอีก การสนทนายังดำเนินต่อไปจนคณะทูตแห่งนัจญ์รอนกล่าวกับท่านศาสดาว่า เราไม่เห็นได้อะไรเพิ่มจากท่านเลยในเรื่องของผู้ที่เรานับถือ นอกจากแค่ความต่างระหว่างพระเยซูกับอาดัม ด้านมีแม่กับไม่มีพ่อแม่เท่านั้น เราจึงไม่ขอยอมรับข้อพิสูจน์ที่ท่านยกมา ดังนั้นอัลลอฮ์ตะอาลาจึงทรงประทานโองการที่ 61 ซูเราะฮ์อาลิ อิมรอนลงมา ฝ่ายศาสดามุฮัมมัด(ศ)จึงท้าชาวคริสต์ให้มาทำมุบาฮะละฮ์กัน ซึ่งฝ่ายคริสต์ขอพลัดให้เป็นวันถัดไป เช้าตรู่จนดวงอาทิตย์ขึ้น นี่คือที่มาของเรื่องมุบาฮะละฮ์

มีบางรายงานเล่าว่า สังฆราชได้ถามท่านศาสดาว่า ท่านจะว่าอย่างเกี่ยวกับพระเยซู ท่านศาสดาตอบว่า เขาเป็นบ่าวคนหนึ่งของพระเจ้า พระองค์ทรงคัดเลือกเขามาเป็นศาสดา

สังฆราชกล่าวว่า อีซามีบิดาหรือไม่ ท่านศาสดาตอบว่า มารดาเขาไม่เคยสมรสกับใครแล้วจะมีบิดาได้อย่างไร สังฆราชกล่าวว่า แล้วท่านมาบอกว่า เขาเป็นบ่าวคนหนึ่งได้อย่างไร ท่านเคยเห็นมนุษย์คนไหนที่เกิดมาโดยไม่มีบิดาบ้างไหม อัลลอฮ์ตะอาลาจึงทรงประทานโองการลงมาว่า

แท้จริงอุปมาของอีซา นั้น ดังอุปมัยของอาดัม พระองค์ทรงบังเกิดเขาจากดิน และได้ทรงประกาศิตแก่เขาว่า จงเป็นขึ้นเถิด แล้วเขาก็เป็นขึ้น ความจริงนั้นมาจากพระผู้อภิบาลของเจ้า ดังนั้นจงอย่าเป็นหนึ่งในหมู่ผู้สงสัยเป็นอันขาด ดังนั้นผู้ใดที่โต้เถียงเจ้า(มุฮัมมัด)ในเรื่องของอีซา(ว่าเป็นบุตรของ พระเจ้า) หลังจากที่ได้มีความรู้มายังเจ้าแล้ว จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)ว่า ท่านทั้งหลาย(ชาวคริสต์)จงมาเถิด เราก็จะเรียกลูก ๆ ของเรา และลูกของพวกท่านและเรียกบรรดาผู้หญิงของเรา และบรรดาผู้หญิงของพวกท่านและตัวของเรา และตัวของพวกท่าน และเราจะมาวิงวอน (ต่อพระเจ้า)กัน ด้วยความนอบน้อม โดยที่เราจะขอให้อัลลอฮ์ทรงลงโทษทัณฑ์แก่บรรดาผู้โกหก(อาลิอิมรอน : 59 – 61) ท่านศาสดาได้อ่านโองการดังกล่าวให้ชาวคริสต์ฟัง และได้ท้าพวกเขาให้มาทำการสาบานกัน ท่านศาสดา กล่าวว่า อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงแจ้งแก่ฉันว่า การโทษทัณฑ์จะลงมายังผู้อยู่กับความเท็จหลังการทำการสาบานมุบาฮะละฮ์ เพื่อจะแสดงให้เห็นว่าฝ่ายใดถูกและฝ่ายใดผิด

ชาวคริสต์ได้ขอเลื่อน เวลาการทำมุบาฮะละฮ์ไปวันพรุ่งนี้ จากนั้นพวกเขาได้กลับไปปรึกษาหารือกัน สังฆราชกล่าวกับพวกเขาว่า จงสังเกตุดูว่าพรุ่งนี้ หากมุฮัมมัดพาลูกและครอบครัวของเขาออกมาสาบาน พวกเจ้าจงอย่าสาบานกับเขา รุ่งเช้าท่านศาสดาจูงมืออาลีมา มีฮาซันและฮูเซนเดินอยู่ข้างหน้า ส่วนท่านหญิงฟาติมะฮ์บุตรสาวเดินอยู่ข้างหลัง สังฆราชเดินนำหน้าคณะมา พอเห็นท่านศาสดาเดินตรงมาหา จึงถามว่า ท่านพาใครมาสาบาน ท่านศาสดาตอบว่า นี่อาลี ลูกของลุงฉันและเป็นบุตรเขยของฉัน เขาเป็นบิดาของหลานชายทั้งสองของฉัน เขาคือคนที่ฉันรักมากที่สุด เด็กสองคนนี้คือบุตรของลูกสาวฉัน ที่เกิดจากอาลี ทั้งสองเป็นที่รักยิ่งของฉัน ส่วนสตรีนางนี้ชื่อฟาติมะฮ์เป็นสตรีที่มีเกียรติมากที่สุดและเป็นญาติสนิท ที่สุดของฉัน สังฆราชหันมามองอากิ๊บและอับดุลมะซีห์ พลางกล่าวว่า จงดูเถิด มุฮัมมัดพาบุตรกับครอบครัวของเขาออกมามุบาฮะละฮ์กับพวกเราเพื่อปกป้อง สัจธรรมของเขา ชาวคริสต์กลัวว่า จะเกิดเพทภัยกับพวกเขาจึงไม่กล้าสาบานด้วย แต่ขอประนีประนอมกับฝ่ายมุสลิมโดยยอมจ่ายเครื่องราชบรรณาการแทน


2- ทำมุบาฮะละฮ์ที่ไหน

ฝ่าย มุสลิมกับฝ่ายคริสเตียนได้ตกลงกันว่าจะไปสาบานกันที่นอกเมืองมะดีนะฮ์กลาง ทะเลทราย ท่านศาสดาได้คัดเลือกบุคคลที่จะไปมุบาฮะละฮ์เพียงสี่คนเท่านั้นโดยไม่มีผู้ ใดมีส่วนร่วมในการไปมุบาฮะละฮ์ครั้งนี้ เรื่องลงเอยลงด้วยการที่ฝ่ายคริสเตียนย่อมจ่ายเครื่องราชบรรณาการแทนการสาบา อันเป็นมติบันทึกของนักประวัติศาสตร์ นักอธิบายคัมภีร์กุรอานและนักรายงานวจนะท่านศาสดา

3 – มุสลิมได้อะไรจากเรื่องมุบาฮะละฮ์

1-ได้พิสูจน์ว่ามุฮัมมัดเป็นศาสดาจริง เพราะทั้งฝ่ายมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมต่างรายงานว่าชาวคริสต์แห่งนัจญ์รอนไม่ยอมกล้าสาบานด้วย

2-ฮาซันและฮูเซนคือ บุตรชายของท่านศาสดา แม้ว่าตามจริงทั้งสองจะเป็นบุตรที่เกิดจากนางฟาติมะฮ์ก็ตาม สาเหตุเพราะท่านศาสดา(ศ)กล่าวว่า ลูกชายของฉันสองคนนี้คือฮาซันและฮูเซนคือหัวหน้าบรรดาชายหนุ่มแห่งชาวสวรรค์ และบิดาของเขาทั้งสองนั้นประเสริฐกว่าเขาทั้งสอง สถานะหะดีษ : ซอฮิฮ์ ดูซอฮีฮุล ญามิอิซ-ซอฆีร หะดีษที่ 47 โดยเชคอัลบานี

3-โองการกุรอ่านเรื่อง มุบาฮะละฮ์ นับเป็นความประเสริฐอีกประการหนึ่งของวงศ์วานของท่านศาสดาที่มุสลิมมิอาจมอง ข้ามหรือปฏิเสธได้เลย เพราะท่านศาสดาได้พาบุคคลทั้งสี่เท่านั้นออกไปสาบาน

การเจาะจงวงศ์วานใกล้ ชิดที่ท่านศาสดาพาออกไปสาบานครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่ท่านศาสดาจะพาใครไปก็ได้ แต่เป็นการคัดเลือกของพระเจ้าอย่างมีพระประสงค์และมีเหตุผลอันลึกซึ้ง

4- กล่าวได้ว่า หลังจากท่านศาสดาสิ้นชีพ อาลีคือผู้ประเสริญที่สุด

5- โองการนี้บอกให้รู้ว่า การเผยแผ่ศาสนา การดูแลเรื่องการเมืองและการปกครอง ยังตกเป็นภารกิจของวานใกล้ชิดของท่านศาสดา ที่ทำหน้าที่สืบต่อจากท่านไม่ใช่ในฐานะญาติสนิท แต่ในฐานะที่พระเจ้าทรงเลือกพวกเขาให้มาทำหน้าที่สำคัญอันนี้ ดังที่ท่านศาสดา(ศ)ได้กล่าวกับท่านอาลีว่า ท่านกับฉันมีฐานะเหมือนฮารูนกับมูซา ยกเว้นจะไม่มีนบีหลังจากฉันอีกแล้ว ดูหนังสือซอฮิฮ์มุสลิม หะดีษที่ 6370

6- หากเราสร้างความเข้าใจเนื้อหาของคำว่า ตัวของเรา أَنْفُسَنَا จะตระหนักได้ว่า โองการนี้ได้พิสูจน์ถึงการเป็นผู้นำของท่านอาลี เพราะศัพท์คำนี้นับว่าอาลีคือบุคคลที่มีบุคลิกภาพสมบูรณ์แบบเหมือนท่านศาสดา ทุกประการ ยกเว้นตำแหน่งศาสดาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น