Prof. นอม ชอมสกี้: เผยมูลเหตุ สหรัฐฯอนุมัติการก่ออาชญากรรมและความโหดร้ายของอิสราเอล

ดังต่อไปนี้ คือ คำตอบของ ศาสตราจารย์ นอม ชอมสกี้ (Noam Chomsky) นักวิชาการสหรัฐฯ ชื่อดัง ผู้วิพากษ์จักรวรรดินิยมและความอยุติธรรม ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นหนึ่งในปัญญาชนที่เข้าถึงการมีส่วนร่วมของสาธารณะมากที่สุดของอเมริกาในปัจจุบัน จากคำถามโดย แคธเลน เวลส์ (Kathleen Wells) นักข่าวการเมือง ในการพูดคุยประเด็นเชื้อชาติ (Race-Talk) เกี่ยวกับรัฐอิสราเอล และการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ

975

แคธเลน เวลส์ (KW):อยากให้คุณช่วยบอกเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับอิสราเอล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตามที่คุณได้เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ อยากให้คุณชี้แจงว่า ทุกๆการก่ออาชญากรรม และทุกๆการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่อิสราเอลได้ปฏิบัตินั้น อิสราเอลได้กระทำสิ่งเหล่านี้โดยผ่านการมีส่วนร่วมโดยตรงและการอนุมัติของสหรัฐฯอย่างไร?

นอม ชอมสกี้ (NC): นี่ถือเป็นคำอธิบายที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับความถูกต้อง ผมหมายถึง “ทั้งหมด” เป็นคำที่แข็งกร้าวมาก แต่มันก็เป็นความจริงโดยทั่วไป และในความเป็นจริง สหรัฐอเมริกาได้คัดค้านมติคณะมนตรีความมั่นคง ที่ประณามการก่ออาชญากรรมและการสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์ของอิสราเอลอย่างสุดโต่ง สหรัฐฯ ป้องกันไม่ให้คณะมนตรีความมั่นคง เรียกร้องให้อิสราเอลยุติการรุกราน(ปาเลสไตน์) และอาชญากรรมอื่น ๆ ความคิดเห็นที่อธิบายมานี้ ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎีสมคบคิดเท่านั้น มันมีคำถามที่น่าสนใจว่า เหตุใดมันจึงเป็นความจริง นอกจากนี้ยังมีคำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับแหล่งที่มาของการสนับสนุนสถานภาพเช่นนี้ (ของอิสราเอล) ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งช่วยให้เราสามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดมันจึงเป็นความจริง

ประวัติศาสตร์มีความชัดเจนพอสมควร ความสัมพันธ์นี้มันไม่ได้เป็นประเด็นมาก่อน จนกระทั่งปี 1967 ในความเป็นจริง ก่อนปี 1967 ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากความสัมพันธ์ที่มีอยู่ระหว่างอำนาจอื่น ๆ คือ มีความเห็นอกเห็นใจและสนับสนุนอิสราเอล ที่มาจากแหล่งต่างๆมากมาย ประกอบด้วย กลุ่มลัทธิคริสเตียนไซโอนิสม์ ซึ่งเป็นกองกำลังที่ทรงอิทธิพล ซึ่งมีความสำคัญ และมีความแข็งแกร่ง (ในเชิงจำนวน) เหนือกว่ายิวไซออนิสม์เป็นอย่างมาก แต่สำหรับใครบางคน เช่น แฮร์รี่ ทรูแมน ที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางประเพณีคริสเตียนที่ลึกซึ้ง เขาเชื่อว่าเหตุการณ์บางสิ่งบางอย่างเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ อย่างที่มันเคยเป็น โดยไม่ได้คำนึงเผื่อเอาไว้ว่า ว่าเหตุการณ์นั้นมันอาจจะไม่ได้เป็นไปตามนั้นเสมอไป เช่นที่พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกกับเราว่า พระเจ้าได้ประทานดินแดนปาเลสไตน์ให้กับชาวยิว ดังนั้น มันจึงเป็นความเชื่อที่เหมือนกับว่าถูกฝังอยู่ในกระดูกของเขา และสิ่งนี้ (ความเชื่อดังกล่าว) ก็เป็นจริงสำหรับประชากรชาวอเมริกันอื่นๆ ที่มีอยู่อย่างมาก และมากไปกว่าในประเทศอื่น ๆ – นั่นคือปัจจัยหนึ่ง แต่ยังคงมีปัจจัยอื่น ๆ

แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในความสัมพันธ์เกิดขึ้นในปี 1967 เพียงแค่เราลองพิจารณาดูจากความช่วยเหลือที่สหรัฐฯ มอบให้กับรัฐอิสราเอล(นับจากปีนั้น) คุณก็สามารถอ่านมันออกได้อย่างไม่ต้องสงสัย และในแง่มุมอื่น ๆ อีก เหล่านี้ล้วนเป็นความจริง (พวกขาพึ่งพากัน) ในทำนองเดียวกัน ทัศนคติต่ออิสราเอลในส่วนของปัญญาชน – คุณรู้ไหม พวกสื่อมวลชน นักวิจารณ์ วารสารและอื่น ๆ – มีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่ออิสราเอลอย่างรวดเร็วมาก นับจากปี 1967 ที่เคยไม่ได้ให้ความสนใจ เปลี่ยนไปเป็นการสนับสนุนที่เกือบจะกลายเป็นความหลงใหลต่อรัฐอิสราเอลด้วยซ้ำไป แล้วมันเกิดอะไรขึ้นในปี 1967?

แน่นอน ในปี 1967 อิสราเอลได้ทำลายแหล่งที่มาของลัทธิชาตินิยมเซคิลลาห์อาหรับ ลัทธิชาตินิยมนาเซอร์แห่งอียิปต์ ซึ่งถือว่าเป็นภัยคุกคามและศัตรูที่สำคัญของทางฝั่งตะวันตก มันเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การจดจำ มันมีความขัดแย้งรุนแรงในเวลานั้น ระหว่างกองกำลังของลัทธิที่เป็นรากฐานของศาสนาอิสลามหัวรุนแรง(วะฮาบี) ที่มีศูนย์กลางของมันอยู่ในซาอุดีอาระเบีย – แหล่งที่มีน้ำมันจำนวนมาก – กับ ลัทธิชาตินิยมเซคิวลาห์อาหรับ ที่มีศูนย์กลางของมันคือ นาเซอร์แห่งอียิปต์ ในความเป็นจริงทั้งสองประเทศกำลังทำสงคราม พวกเขากำลังต่อสู้กับสงครามพร็อกซี่ในเยเมน ณ เวลานั้น สหรัฐอเมริกาและอังกฤษสนับสนุน ลัทธิที่เป็นรากฐานของอิสลามหัวรุนแรงในปัจจุบัน และอันที่จริง สหรัฐฯก็ได้กระทำเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอ -คือการให้การสนับสนุนประเทศซาอุดิอาระเบีย ในขณะที่ ลัทธิชาตินิยมเซคิลลาห์อาหรับ หรือ แนวคิดนิยมนาซิรหรือนัสเซอร์ (Nasserism – อุดมการณ์ลัทธิสังคมนิยมแบบแพน – อาหรับ ของประธานาธิบดี Gamal Abdel Nasser ประเทศอียิปต์) ถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรง เพราะเป็นที่ยอมรับว่า ลัทธิชาตินิยมนี้ได้พยายามควบคุมทรัพยากรอันยิ่งใหญ่ของภูมิภาค และมีความต้องการใช้มันสำหรับผลประโยชน์ในระดับภูมิภาค แทนที่จะปล่อยให้ทรัพยากรเหล่านี้ถูกควบคุมโดยอำนาจส่วนกลาง และถูกกอบโกยผลประโยชน์ไปโดยประเทศสหรัฐอเมริกาและ พันธมิตร นี่แหละคือประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้น

อิสราเอลได้ทำลายลัทธินิยมนาเซอร์ และการเคลื่อนไหวของชาตินิยมชาวอาหรับทังหมดที่มีศูนย์กลางของมันอยู่ในนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ นี่ถือเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรซาอุดิอาระเบีย และในความเป็นจริง นั่นคือ จุดที่ทัศนคติที่มีต่ออิสราเอลในสังคมอเมริกันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และการสนับสนุนของสหรัฐฯสำหรับอิสราเอล – ด้านวัตถุ ด้านการทูตและอื่น ๆ ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับจากนั้น

ในปี 1970 มีจุดเปลี่ยนอีก เมื่อ กองทัพจอร์แดน – (จอร์แดน ณ ตอนนั้น เป็นประเทศที่เข้มแข็ง และเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ) การปกครองแบบเผด็จการของจอร์แดน ได้กระทำการประหัด ประหารชีวิตชาวปาเลสไตน์ ในช่วงเดือนที่เรียกว่า กันยาทมิฬ (Black September)

และสหรัฐฯก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ สหรัฐให้การสนับสนุนเหตุการณ์ดังกล่าว ดูเหมือนว่าซีเรียอาจแทรกแซงเพื่อสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ต่อการโจมตีโดยเผด็จการของฮาเชไมต์ (จอร์แดน) สหรัฐฯไม่ต้องการให้เรื่องนี้เกิดขึ้น โดยถือว่า สิ่งนี้เป็นภัยคุกคามต่อพันธมิตรจอร์แดน และเกรงว่าจะเป็นภัยคุกคามที่กว้างขึ้น จนอาจไปกระทบกับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นดั่ง อัญมณีเหนือยอดมงกุฎ

ในขณะที่สหรัฐฯถูกฝังอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ เวลานั้น – เหตุการณ์เกิดขึ้น เพียงเล็กน้อยหลังจากการรุกรานกัมพูชา และทุกอย่างกำลังระเบิดขึ้น – สหรัฐฯไม่สามารถทำอะไรได้ ดังนั้นจึงขอร้องให้อิสราเอลช่วยระดมกำลังทหารจำนวนมาก และคุกคามซีเรีย เพื่อให้ซีเรียถอนตัว อิสราเอลทำตามคำขอนั้น ซีเรียจึงถอนตัว นี่จึงเป็นอีกของขวัญหนึ่งที่อิสราเอลได้มอบให้กับอำนาจของสหรัฐฯ และในความเป็นจริง ความช่วยเหลือของสหรัฐฯแก่อิสราเอลก็ทวีขึ้นเป็นอย่างมาก – ในเวลานั้น คือช่วงเวลาที่เรียกได้ว่า นโยบายนิกส์สัน (Nixon Doctrine) ได้ถูกประกาศขึ้น

ส่วนหนึ่งจากนโยบายนิกส์สัน คือ สหรัฐฯต้องควบคุมแหล่งทรัพยากรน้ำมันในตะวันออกกลาง แต่จะทำเช่นนั้นได้ จะต้องผ่านทางพันธมิตรเจ้าถิ่นระดับภูมิภาค ซึ่งเรียกว่า “ตำรวจเฉพาะกิจ” โดย Melvin Laird เลขาธิการกระทรวงกลาโหม ด้วยประการฉะนี้จะทำให้มี “ตำรวจเจ้าถิ่นเฉพาะกิจ” อยู่ในภูมิภาค เป็นผู้ปกป้องระบอบเผด็จการอาหรับจากการลุกฮือของประชากรตัวเอง หรือภัยคุกคามภายนอกใด ๆก็ตาม แน่นอนว่า “สำนักงานใหญ่” ของตำรวจเฉพาะกิจเหล่านี้ อยู่ในวอชิงตัน นั่นคือ สหรัฐฯ ตำรวจเจ้าถิ่นเฉพาะกิจ ณ เวลานั้น ได้แก่ อิหร่านก่อนหน้าการปฏิวัติ ภายใต้การปกครองขอกษัตริย์ชาฮ์ พันธมิตรของสหรัฐฯ คือ ตุรกี ไปจนถึง ปากีสถาน และอิสราเอลที่ถูกเพิ่มเข้าไปในกลุ่มนั้นด้วย มันคือตำรวจเฉพาะกิจอีกกองหนึ่ง เป็นตำรวจเจ้าถิ่น ซึ่งบางครั้งเรียกว่า กลยุทธ์รอบนอก นั่นก็คือ ประเทศที่ไม่ใช่อาหรับ ทำการปกป้องเผด็จการอาหรับจากภัยคุกคามใด ๆ ก็ตาม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภัยคุกคามของสิ่งที่เรียกว่า ลัทธิชาตินิยม ลัทธิชาตินิยมที่เป็นอิสระ ซึ่งหมายถึงการยึดครองแหล่งอาวุธเพื่อ วัตถุประสงค์ของตัวเอง

โครงสร้างยังคงอยู่ผ่านยุค 70 ทว่าในปี 1979 อิหร่านสูญหายไปจากโครงสร้างนี้ เพราะการล่มสลายลงของอำนาจกษัตริย์ชาฮ์ ซึ่งถูกแทนที่ด้วยระบอบการปกครองด้วยผู้นำสูงสุดตามหลักศาสนา โดย อิมามโคมัยนี – ที่สหรัฐฯได้เคยพยายามโค่นล้ม ผ่านการสนับสนุนการรุกรานของอิรักในอิหร่าน เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม แม้นาย “ตำรวจ” (อิหร่าน) จะสูญหายไป ทว่าบทบาทของอิสราเอลในโครงสร้างนี่ยังคงอยู่ และทวีความแข็งแกร่งขึ้น อิสราเอลคอยปฏิบัติหน้าที่ตัวสำรอง แทนสหรัฐอเมริกาในการแทรกแซงที่อื่น ๆ ในโลก

มันเป็นที่สมควรแก่การฟื้นความหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงการประชุมคองเกรสยุค 80s ภายใต้ความกดดันของสาธารณชน การบังคับใช้ข้อจำกัด ไม่ให้รัฐบาลแรแกนสนับสนุนระบอบเผด็จการโหดเหี้ยม รัฐบาลทั่วโลก เช่น กัวเตมาลา – กล่าวว่า สหรัฐฯไม่สามารถให้ความช่วยเหลือโดยตรงกับกัวเตมาลา ซึ่งกำลังเข่นฆ่าผู้คนในบางพื้นที่ และเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ขึ้นไปในที่ราบสูง – เนื่องจาก รัฐสภาสภาคองเกรสได้สั่งระงับไม่ให้แรแกนทำการสนับสนุนดังกล่าว คองเกรสยังได้ให้ผ่านการคว่ำบาตรเพื่อช่วยเหลือแอฟริกาใต้ ซึ่งรัฐบาลแรแกนสนับสนุนแอฟริกาใต้อย่างมากและยังคงทำเช่นนั้นในช่วงทศวรรษที่ 1980

เหล่านี้อยู่ภายใต้กรอบของสงครามกับการก่อการร้ายที่เรแกนได้ประกาศไว้ รัฐสภาแห่งชาติแอฟริกัน – ANC ของแมนดาลา – ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนโลกนานนับตั้งแต่ปี 1988 เพื่อที่พวกเขาจะได้สนับสนุนการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ และการปกครองแบบฆาตกรเผด็จการของกัวเตมาลา และระบอบการปกครองที่โหดร้ายทารุณอื่นๆ ดังนี้ แรแกนจึงต้องการเครือข่ายรัฐผู้ก่อการร้ายเพื่อช่วยเหลือเขา ในความต้องการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของรัฐสภาคองแกรสและข้อจำกัดอื่น ๆ และเขาก็หันไปหาไต้หวัน ในขณะนั้น แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาเข้าพึ่ง อิสราเอล อังกฤษก็ได้ให้ความช่วยเหลือ นั่นเป็นอีกหนึ่งบริการที่สำคัญ และมันก็ดำเนินต่อไปเช่นนี้

ดังนั้น โดยพื้นฐาน ปฏิบัติการลักษณะเช่นนี้มันก็ยังคงดำเนินต่อไป ผมหมายความว่า ถ้าเราพิจารณาจนถึงช่วงเวลาในปัจจุบันนี้ … เพียงแค่ถามว่า แหล่งที่มาที่แข็งแรงที่สุดของการสนับสนุนการกระทำของอิสราเอลคืออะไร? ลองเลือกดูจากหนังสือพิมพ์ เราจะพบว่า หนังสือพิมพ์โปร – อิสราเอลที่น่ากลัวที่สุดในประเทศ คือหนังสือพิมพ์ the Wall Street Journal นั่นคือวารสารของชุมชนธุรกิจ และมันสะท้อนถึงการสนับสนุนของโลกธุรกิจที่มีต่อรัฐอิสราเอล ซึ่งนั่นมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก มีการลงทุนด้านไฮเทคมากมายในอิสราเอล อุตสาหกรรมการทหารของเราใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมการทหารของอิสราเอล มีเครือข่ายการโต้ตอบทั้งหมด ตัวอย่างเช่น อินเทล กำลังสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นต่อไป ในการพัฒนาชิพรุ่นใหม่ในอิสราเอล

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ความสัมพันธ์ของทั้งสองเป็นไปอย่างสนิทชิดใกล้ และลึกซึ้งเป็นอย่างมาก มันค่อนข้างมีความเป็นธรรมชาติ และก็ไม่น่าแปลกใจ ที่วารสารธุรกิจหลักในประเทศจะสนับสนุนการขยายดินแดนและอำนาจของอิสราเอล เราลองพิจารณาดูพรรคการเมืองทั้งสอง เงินส่วนใหญ่ของชาวยิวไปอยู่กับพรรคเดโมแครต และชาวยิวส่วนใหญ่โหวตให้เดโมแครต แต่พรรครีพับลิกัน สนับสนุนอำนาจและความทารุณโหดร้ายของอิสราเอลมากกว่าที่พรรคเดโมแครตทำ

พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ผมคิดว่า สิ่งนี้สะท้อนความสัมพันธ์อันชิดใกล้กับโลกธุรกิจและระบบการทหาระหว่างทั้งสอง นอกจากนี้ แน่นอนยังมี การล็อบบี้ของชาวยิว – ล็อบบี้ของชาวอิสราเอล – AIPAC ซึ่งเป็นล็อบบี้ที่มีอิทธิพลมาก และมันมีจำนวนมาก … และยังมีคริสเตียนไซออนิสม์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบใหญ่ คุณรู้ไหม สิ่งเหล่านี้รวมกันเป็นพื้นเพสำหรับการสนับสนุนของสหรัฐฯที่มีต่ออิสราเอล และดังนี้ พวกเขาจึงกำลังเผชิญหน้ากับฝ่ายค้านอย่างแท้จริง ทว่าใครละเรียกร้องให้สนับสนุนชาวปาเลสไตน์?

 

KW: นั่นนะซิ เมื่อได้ยินคำกล่าวที่ว่า อิสราเอลเป็นประเทศเดียวที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยในตะวันออกกลาง ทว่าคุณกลับเห็นการยึดครองและการปิดล้อมกาซ่าโดยอิสราเอล การยึดครองกรุงเยรูซาเล็มตะวันออกกับฝั่ง West Bank เราควรจะต้องคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับความเป็นจริงประการนี้ ?

NC: อันดับแรก เราต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นชาติประชาธิปไตยเพียงแห่งเดียวในภูมิภาค เพราะประการแรกมันไม่เป็นความจริงเลย มีการเลือกตั้งเสรีในปาเลสไตน์- เมื่อเดือนมกราคม 2006 มีการเลือกตั้งเสรีในปาเลสไตน์ การเลือกตั้งดังกล่าวยังมีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ และทุกฝ่ายตระหนักดีว่า กระบวนการต่างๆเป็นไปอย่างเสรี ผู้ชนะ คือฮามาส โอเค นั่นคือ ในฉนวนกาซา ทว่าอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา ทันทีภายในไม่กี่วัน หลังจากนั้น ได้รับรองนโยบายสาธารณะ ในความพยายามที่จะลงโทษชาวปาเลสไตน์ ในความผิดฐานลงคะแนนเสียงผิดวิธีในการเลือกตั้งเสรี (แม้ว่าการเลือกตั้งดังกล่าวจะมาจากเสียงส่วนมากก็ตาม)

อีกหนึ่งปีต่อมา ช่วงเดือนกรกฎาคม 2007 สหรัฐฯและอิสราเอลพร้อมกับผู้มีอำนาจของปาเลสไตน์ ได้พยายามที่จะดำเนินการรัฐประหารเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทว่า มันล้มเหลว ฮามาสชนะและขับเคลื่อน ฟาตาห์ ออกจากฉนวนกาซา พวกเขาอธิบายเหตุการณ์ดังกล่าว ในฐานะตัวอย่างของความหายนะที่มาจากฮามาส ทว่าสิ่งที่ฮามาสทำ คือการป้องกันและระงับการรัฐประหารที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา เพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

KW: คุณคิดอย่างไรกับข้อเท็จจริงที่ว่า ฮามาสอยู่ในรายชื่อผู้ก่อการร้ายของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ? ดังนั้น พวกเขาจึงถูกมองว่าเป็นผู้ก่อการร้าย?

NC: ใช่ พวกเขาเป็นผู้ก่อการร้าย แต่นั่นเป็นเพราะพวกเขาทำในสิ่งที่เราไม่ชอบ รายชื่อผู้ก่อการร้ายได้กลายมาเป็นมุขตลกของประวัติศาสตร์ มุขร้ายๆ ฉะนี้ เราลองพิจารณาดูประวัติศาสตร์ของรายชื่อผู้ก่อการร้าย นับไปจนถึงปี 1982 แม้แต่ อิรัก นั่นคือ ซัดดัม ฮุสเซน เดิมทีก็อยู่ในรายชื่อผู้ก่อการร้าย

ทว่าในปี 1982 คณะบริหารแรแกนได้เพิกถอนอิรักออกจากรายชื่อผู้ก่อการร้าย ทำไมน่ะหรือ? เพราะพวกเขากำลังเปลี่ยนทิศทางไปสนับสนุนอิรัก และในความเป็นจริง คณะบริหารแรแกน และคณะบริหารบุชชุดแรก ต่างก็ให้การสนับสนุนอิรักอย่างแข็งขันในชั่วโมงที่ยากลำบากที่สุด – ให้การช่วยเหลือซัดดัมให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของเขา ในความเป็นจริงพวกเขาได้พยายาม… พวกเขาประสบความสำเร็จ ในการป้องกันไม่ให้ แม้แต่มีการวิพากษ์วิจารณ์ เชิงประณามว่ากล่าว ไปยังเหตุการณ์ทารุณกรรมที่เลวร้ายที่สุด เช่น การสังหารหมู่ Halabja – และอื่น ๆ ฉะนี้ พวกเขาจึงได้ถอดถอนอิรักออกจากรายชื่อผู้ก่อการร้าย เพราะต้องการสนับสนุน ปีศาจและผู้ก่อการร้ายที่เลวร้ายที่สุดตนหนึ่งในภูมิภาคนี้ คือ ซัดดัม ฮุสเซน

และเนื่องจากมันมีตำแหน่งว่างอยู่ในรายชื่อผู้ก่อการร้าย พวกเขาต้องการเติมเต็มช่องว่างนั้น จึงเพิ่มคิวบาเข้าไป คิวบาน่าจะเป็นเป้าหมายของการก่อการร้ายมากกว่าประเทศใด ๆ ในโลก นับจากช่วงปีของเคนเนดี้ – ใช่หรือไหม? ในความเป็นจริง ณ เวลานั้นมีการแพร่หลายของเหตุก่อการร้ายครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับคิวบา ดังนั้นคิวบาจึงถูกเพิ่มเข้าไปในรายชื่อผู้ก่อการร้ายเพื่อแทนที่ซัดดัม ฮุสเซน ซึ่งถูกถอดออกเพราะสหรัฐฯต้องการสนับสนุนเขา

ณ ตอนนี้ เราลองพิจารณาผ่านรายชื่อผู้ก่อการร้ายอีกที – ใช่ นั่นคือวิถีทางของมัน – ตัวอย่างเช่น กองกำลังฮิซบุลลอฮ์ อยู่ในรายชื่อผู้ก่อการร้ายนี้ อย่างที่คุณทราบ พวกเขากระทำการก่อเหตุ ทว่าหากพิจารณาจากมาตรฐานที่ สหรัฐฯ และอิสราเอลวางไว้ มันแทบจะมองหาการก่อเหตุที่จะเข้าข่ายผู้ก่อการร้ายของพวกเขาไม่พบเลย สาเหตุที่แท้จริง ที่ฮิซบุลลอฮ์ ติดอยู่ในรายชื่อผู้ก่อการร้ายด้วย เพราะพวกเขาคัดค้านการยึดครองของอิสราเอลในทางภาคใต้ของเลบานอน และในความเป็นจริง พวกเขาได้ขับไล่อิสราเอลออกจากภาคใต้ของเลบานอนหลังการยึดครองนานกว่า 22 ปี นั่นแหละ ที่ทำให้พวกเขากลายเป็นลัทธินิยมการก่อการร้าย ในความเป็นจริง ประเทศเลบานอนมีวันหยุดนักขัตฤกษ์แห่งชาติด้วย คือ วันที่ 25 พฤษภาคม ซึ่งถูกเรียกว่า วันแห่งการปลดปล่อยเสรีภาพ (Liberation Day) นั่นคือวันแห่งการเฉลิมฉลองการถอนตัวของอิสราเอลออกจากทางตอนใต้ของเลบานอน ในช่วงปี 2000 และทำให้ส่วนมากของอิสราเอลตกอยู่ภายใต้การโจมตีของฮิซบุลลอฮ์

KW: คุณจะกล่าวถึงบทบาทของ กองกำลังฮิซบุลลอฮ์ และ ฮามาสว่า อย่างไร?

NC: ฮิซบุลลอฮ์กลายมาเป็นกลุ่มพรรคการเมืองขนาดใหญ่ในเลบานอน เป็นสัมพันธมิตรของฮิซบุลลอฮ์ที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2009 แม้มันจะไม่ใช่การเลือกตั้งที่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็ถือเป็นหนึ่งในการเลือกตั้งที่น่าอัศจรรย์ ตามมาตรฐานการปกครองแบบเผด็จการที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และพวกเขาได้รับชัยชนะ

แม้พวกเขาไม่ได้รับชัยชนะเหนือจำนวนผู้แทนที่มากที่สุด เนื่องจากวิธีการทำงานของระบบ confessional system แต่พวกเขาก็ได้รับชัยชนะเหนือคะแนนนิยม โดยมีจำนวนเท่ากันโดยประมาณกับ จำนวนที่โอบามาได้รับ ดังนั้นพวกเขาจึงถือเป็นกลุ่มการเมืองที่ยิ่งใหญ่ในประเทศ พวกเขาควบคุมเกือบทั้งหมดทางภาคใต้ของเลบานอน พวกเขา คือ องค์กรเลบานอนแห่งชาติ พวกเขามีประวัติ และถูกดำเนินคดี ด้วยเพราะปฏิบัติการก่อการร้ายภายนอกเลบานอน ทว่าอีกครั้งหนึ่ง หากเรานำข้อหาต่างๆของฮิซบุลลอฮ์ มาชั่งตวงกับ ความรุนแรง การรุกราน และการก่อการร้าย ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลได้ก่อเอาไว้ สิ่งที่พวกกระทำ แทบจะเทียบกันไม่ติดเสียด้วยซ้ำไป ทว่านั่นคือ สิ่งที่พวกเขาเป็น “ผู้ก่อการร้าย” คำนึงจากความกังวลของอิสราเอล ฮิซบุลลอฮอยู่ในตำแหน่ง หรือ บทบาทของผู้ที่ไม่เห็นชอบด้วยกับการมีอยู่ของรัฐอิสราเอล

พวกเขากล่าวว่า ตำแหน่งของพวกเขา ก็คือ พวกเขา คือ องค์กรเลบานอน พวกเขาจะยอมรับข้อตกลงกับอิสราเอล ถ้าหากว่าชาวปาเลสไตน์ยอมรับข้อตกลงนั้น ส่วนที่เกี่ยวกับฮามาส? ฮามาส มีพื้นเพมาจากผลพลอยได้ที่มาจากกลุ่มภราดรภาพมุสลิม องค์กรอิสลาม ซึ่งจะเป็นคู่แข่งสำคัญในการเลือกตั้งของอียิปต์ หากอียิปต์อนุญาตให้มีการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย ซึ่งมันจะไม่เป็นเช่นนั้น

การปกครองแบบเผด็จการของอียิปต์ – ซึ่งสหรัฐฯสนับสนุนอย่างแข็งขัน โดยเฉพาะโอบามา ที่ให้การสนับสนุนอย่างเป็นส่วนตัว – ไม่อนุญาตให้มีสิ่งใดก็ตามที่คล้ายกับการเลือกตั้ง พวกเขามีความโหดร้ายและรุนแรง พวกเขาเกลียดกลุ่มภราดรภาพมุสลิมและฮามาสเป็นหน่อของกลุ่มนั้น ในช่วงเริ่มต้น อิสราเอลสนับสนุนฮามาส ในฐานะที่เป็นอาวุธต่อต้านเซคิลลาห์ PLO ต่อมาเมื่อฮามาสตกผลึกกลายเป็นองค์กรที่มีความสำคัญ อิสราเอลก็หันมาต่อต้านพวกเขา และกลายเป็นศัตรูที่ขมขื่นกับพวกเขาในเดือนมกราคมปี 2006 เช่นเดียวกับที่สหรัฐฯกระทำ เมื่อพวกเขาชนะการเลือกตั้งเสรี

นั่นเป็นเรื่องที่ทนไม่ได้สำหรับทั้งสอง และฮามาสต้องถูกล้มล้าง ตำแหน่งของฮามาส คือพรรคการเมืองที่ไม่ยอมรับรัฐอิสราเอล แต่มันไม่ได้มีความหมายมากนัก พรรคแดมอเครต ไม่ยอมรับประเทศใด ๆ ก็ตาม พวกเขากล่าวว่า ตำแหน่งของพวกเขา คือการที่พวกเขายินดีที่จะยอมรับการตั้งถิ่นฐานของรัฐสองรัฐตามมติสากล ซึ่งสหรัฐฯและอิสราเอลได้สกัดกั้นไว้เป็นเวลา 35 ปี ดังนั้นพวกเขาจึงกล่าวว่า “ใช่เราจะยอมรับ แต่เราไม่ต้องการยอมรัฐอิสราเอล” – เอาล่ะ โอเค นั่นคือ สถานภาพของพวกเขา แต่ถ้าถามว่าพวกเขาเป็นองค์กรที่ดีหรือไม่? ผมคงจะตอบว่า ไม่ … ผมไม่อยากอยู่ภายใต้การปกครองแบบศาสนาของพวกเขา แต่ถ้าหากลองเทียบดูกับองค์กร หรือ รัฐที่ สหรัฐฯให้การสนับสนุนอย่างแข็งขัน พวกเขาไม่มีความโหดร้ายเทียบเท่าพวกนั้นเลย อย่างเช่น เผด็จการอียิปต์ เป็นต้น

KW:ดังนั้นเพื่อตอบสนองไปยังผู้ที่ปกป้องนโยบายของอิสราเอล และกล่าวว่า อิสราเอลเป็นรัฐที่ถูกล้อมรอบด้วยศัตรู นั่นหมายถึง เพื่อนบ้านอาหรับของพวกเขา- เช่น ฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน ฮามาสในปาเลสไตน์ รัฐอิสลามในอิหร่าน – ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล และต้องการเห็นการความล่มสลายของอิสราเอล … คุณช่วยแสดงความเห็น เกี่ยวกับ ใครกันที่เป็นผู้ปกป้องนโยบายของอิสราเอล?

NC: ความจริงในเรื่องนี้ก็คือ อิสราเอลและสหรัฐอเมริกา ซึ่งกระทำการควบคู่กัน เป็นภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่ต่อชาวปาเลสไตน์ แม้ว่าเรากำลังพูดถึงภัยคุกคามที่อาจมีอยู่จริงและอาจเกิดขึ้นกับอิสราเอล ทว่าในความเป็นจริง สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่างหากกำลังบดขยี้ และทำลายชาวปาเลสไตน์ นั่นคือความเป็นจริงของชีวิต

แล้วอะไร คือภัยคุกคามของพวกเขาละ? ใช่ มันก็มีภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น และอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาจะต้องรับผิดชอบมันอย่างจริงจัง ผมหมายถึง ถ้าสหรัฐฯและอิสราเอลยอมรับข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับข้อตกลงทางการเมือง นั่นจะช่วยลดภัยคุกคามลงเป็นอย่างมาก แต่อิสราเอลและสหรัฐฯชอบที่จะขยายดินแดนรัฐอิสราเอลไปสู่การตั้งถิ่นฐานทางการทูต และด้วยเหตุนี้จึงเป็นการปิดกั้นข้อตกลงดังกล่าว – พวกเขาโดดเดี่ยว ผมหมายความว่า ประเทศในยุโรป ประเทศที่ไม่ได้อยู่ในแนวเดียวกัน กลุ่มอาหรับ องค์กรของรัฐอิสลาม ซึ่งรวมถึงประเทศอิหร่าน ได้ยอมรับมติเอกฉันท์ระหว่างประเทศเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของทั้งสองรัฐ ผมหมายความว่า มันมีรายละเอียดที่ต้องดู แต่โครงสร้างพื้นฐานมั่นมีความชัดเจนแบบนี้ เป็นเวลา 35 ปีที่สหรัฐฯและอิสราเอลได้ปิดกั้นข้อตกลงนี้ มีข้อยกเว้นชั่วคราวและน้อยนิดไม่กี่ครั้ง โดยพื้นฐานนั่นคือประเด็นของเรื่องนี้ ซึ่งผมไม่มีเวลาพอจะสาธยายรายละเอียดทั้งหมดที่นี่

KW: แต่เหตุผลคืออะไร?

NC: เหตุผลง่ายมาก พวกเขาต้องการขยายเข้าสู่ความปลอดภัย นั่นเป็นความจริงอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 1971 ผมคิดว่าการตัดสินใจที่เป็นตัวชี้ชะตากรรม ซึ่งอิสราเอลและสหรัฐฯได้กระทำขึ้นในเรื่องนี้ คือเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1971 เมื่อประธานาธิบดี ซาดาท แห่งอียิปต์เสนอสันติภาพแบบเต็มรูปแบบ ไม่มีเงื่อนไข – ไม่มีอะไรสำหรับชาวปาเลสไตน์ เพื่อแลกกับการถอนตัวออกจากดินแดนที่ถูกยึดครองของอิสราเอล อันที่จริง เขาสนใจเฉพาะเรื่องของคาบสมุทรไซนายเท่านั้น

จอร์แดนได้ยื่นข้อเสนอแบบเดียวกัน ในอีกหนึ่งปีต่อมา กรณีของฝั่ง West Bank อิสราเอลต้องตัดสินใจ ณ ตอนนั้น ว่าจะยอมรับความปลอดภัย ซึ่งแน่นอนว่าจะได้ตามมา หลังจากการถอนตัวออกจากความขัดแย้งของกองกำลังทหารอาหรับที่สำคัญ หลักๆคือประเทศอียิปต์ และประการที่สองคือจอร์แดน – อิสราเอลต้องตัดสินใจว่าจะยอมรับความมั่นคง หรือจะยืนกรานขยายดินแดนต่อไป

การขยายดินแดนในช่วงเวลานั้น ส่วนใหญ่ คือการเข้าไปสู่เขตคาบสมุทรไซนาย อิสราเอลกำลังพัฒนาแผนขยายตัวสู่อียิปต์ไซนาย ซึ่งรวมถึงเมืองใหญ่ Yamit คาดว่าจะมีจำนวนคนมากเป็นล้านคน มีการตั้งถิ่นฐานจำนวนมาก และอื่น ๆ และนั่นเป็นทางเลือกที่ชัดเจนมาก: เลือกขยายดินแดน หรือ รักษาความปลอดภัย? พวกเขาเลือกขยายดินแดน

คำถามสำคัญคือ สหรัฐฯจะทำอย่างไร? มีการสู้รบที่เกิดขึ้นภายในราชการสหรัฐฯ และเฮนรี คิสซิงเกอร์ก็ได้รับชนะเหนือความขัดแย้งนั้น เขาเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาเรียกว่า “ทำให้จนมุม” หมายถึงไม่มีการเจรจา มีเพียงแค่การบังคับขู่เข็ญ

ดังนั้นสหรัฐฯและอิสราเอลจึงดำเนินการขยายดินแดนต่อไป ซาดาท คือเป้าหมายต่อไป เขาได้พยายามโน้มน้าวให้สหรัฐฯยอมรับข้อตกลงทางการเมือง ทว่ามันกลับถูกละเลย เขายังคงขมขู่ด้วยสงครามหากอิสราเอลยังคงพัฒนาและขยายดินแดนเข้าสู่คาบสมุทรซีนาย แต่มันกลับถูกยกฟ้อง

จากนั้นจึงเกิดสงคราม เดือนตุลาคม 1973 ซึ่งเป็นสิ่งที่ใกล้ชิดมากสำหรับอิสราเอล ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมัน เมื่อถึงจุดนั้น คิสซิงเกอร์ และผู้นำชาวอิสราเอล ยอมรับว่า พวกเขาไม่สามารถยกฟ้องอียิปต์ได้อย่างง่ายดาย และพวกเขาเคลื่อนตัวช้าเกินไปหาที่ตั้งแคมป์เดวิด ในปี 1978 ซึ่งเป็นที่ยอมรับถึงสิ่งที่ซาดาทได้เสนอไว้เมื่อปี 1971 คือ ภัยพิบัติทางการทูต ขณะเดียวกันอิสราเอลยังคงขยายตัวต่อไป โดยส่วนใหญ่ขยายไปทางฝั่ง West Bank และสหรัฐฯก็ให้สนับสนุนสิ่งนี้มาโดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และมันจะยังคงดำเนินอยู่เช่นนี้ต่อไป

ดังนั้น แน่นอนว่า ถ้าอิสราเอลยังคงตั้งรกรากอยู่ในดินแดนที่ถูกยึดครอง อย่างผิดกฎหมาย เมื่ออิสราเอลถูกยอมรับอย่างไม่ชอบธรรมในปี 1967 มันเป็นการบ่อนทำลายความเป็นไปได้ในการดำรงอยู่ขององค์กรเล็ก ๆ ในปาเลสไตน์ และตราบเท่าที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลดำเนินการขยายดินแดนต่อ ใช่ มันจะมีแต่ความไม่ปลอดภัย ไม่มั่นคง

____
Source: alternet.org