นักสังคมนิยมเสรีชื่อดัง นอม ชอมสกี : สหรัฐฯและการแทรกแซงของกองกำลังนาโต้ อาจจุดชนวนสงครามนิวเคลียร์

"ภัยอันตรายจากการเผชิญหน้ากันระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตก นอม ชอมสกี เชื่อว่า การขยายอิทธิพลของนาโต้ และการแสวงหาอำนาจของสหรัฐทำให้โลกตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไร้เสถียรภาพ มีการกระทบกระทั่งซึ่งกันและกันโดยไม่ได้คาดคิด อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดสงครามนิวเคลียร์

801


โดย ดุอาอฺ กุเมล

“นาโต้ยุคใหม่ มีเป้าหมายเพื่อควบคุมโลก”

องค์กรนาโต้ยุคใหม่ ที่ถือกำเนิดขึ้นหลังจากการล่มสลาย สหภาพโซเวียต โดยพื้นฐานแล้ว ก็คือ กองกำลังช่วยเหลือสหรัฐฯในการเข้าแทรกแซงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากชาติอื่น ซึ่งมีภารกิจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อเปรียบเทียบกับ นาโต้ในยุคก่อน ชอมสกี กล่าวกับ Sophie&Co ของสำนักข่าว RT

“ในความเป็นจริงแล้ว อาจมีคำถามว่าทำไมนาโตยังคงมีอยู่” เขากล่าว “เหตุผลหลักอย่างเป็นทางการสำหรับนาโตคือการปกป้องยุโรปตะวันตกจาก กองทัพรัสเซียที่อาจโจมตียุโรปตะวันตก.

และในเมื่อไม่มี ‘ภัยคุกคามจากรัสเซีย’ แล้ว ตามข้อสรุปที่คาดการณ์กันไว้ในยุค 90 ก็น่าจะพอเป็นเหตุให้ ยุบองค์กรนี้เสีย แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น และตรงกันข้าม กลับสวนทางกับสัญญาและข้อตกลงเดิมเมื่อแรกก่อตั้งทั้งหมด และนาโต้ในยุคใหม่นี้ได้ขยายขอบเขตพื้นที่ปฏิบัติการไปจนสุดเขตพรมแดน รัสเซียเลยทีเดียว

“ภารกิจของมันได้เปลี่ยนไป ณ ตอนนี้ภารกิจอย่างเป็นทางการของนาโต้ได้กลายมาเป็น การควบคุมนานาชาติ, ทั้งระบบพลังงานโลก และ ท่อส่งน้ำมัน นั่นหมายถึง การควบคุมโลกนั่นเอง”

“ลางสังหรณ์ว่าโลกกำลังย่างเข้าสู่สงครามนิวเคลียร์”

มาถึงฉากที่เลวร้ายที่สุดของละครฉากนี้ กรณีการไร้เสถียรภาพของนานาชาติทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐฯ และรัสเซีย ทำราวกับว่า โลกกำลังเผชิญกับ สงครามเย็นฉบับใหม่ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ได้ทุกเมื่อ

“และมันเฉียดฉิวเข้ามาใกล้อย่างที่สังหรณ์ไว้ หลายๆครั้งในอดีต ใกล้จนไม่น่าเป็นไปได้ และมันอาจจะเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ไม่ใช่เพราะมีการวางแผนไว้ หากแต่มันเกิดจากผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างเหนือการคาดหมาย” ชอมสกีกล่าว “มีอยู่หลายๆกรณีที่ได้เกิดขึ้นแล้วและกำลังเกิดอยู่ แม้ไม่ได้รุนแรง แต่มันก็ใกล้เข้ามาทุกที ตรงที่มนุษย์เข้าไปแทรกแซง ด้วยทางเลือกที่เหลืออยู่ไม่มากนักที่จะป้องกันไม่ให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ ดังนั้นคุณไม่สามารถรับประกันได้เลยว่ามันจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป หรือไม่”

(จาก: Reuters / Majed Jaber Reuters / Majed Jaber)

“มันอาจจะมีความเป็นไปได้สูงในแต่ละครั้ง แต่เมื่อคุณเล่นกับเกมนี้ กับความเสี่ยงต่อความหายนะ ครั้งแล้วครั้งเล่า คุณจะเป็นฝ่ายสูญเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤตยูเครน ใกล้พรมแดนของรัสเซีย ที่เรียกกันว่า”วิกฤตระบบป้องกันขีปนาวุธ” ซึ่งถือว่า “เป็นสถานการณ์ภัยคุกคามหนึ่ง “

การโดดเดี่ยวรัสเซียของตะวันตกคือ แรงผลักดันไปสู่ตะวันออก

การพยายามโดดเดี่ยวรัสเซีย ด้วยวิธีการเผชิญหน้าและการลงโทษของตะวันตก กลับเป็นแรงผลักดันให้กรุงมอสโกใกล้ชิดกับตะวันออกแทน และนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีน

นโยบายตะวันตกปัจจุบัน กำลังผลักดันรัสเซีย สู่การปฏิสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ กลไกของจีนมากขึ้น แม้ในความเป็นจริง ถือว่ารัสเซียเป็นภาคีที่เสียเปรียบกว่าในการปฏิสัมพันธ์นี้ เพราะมีการยินยอมให้สัมปทานในหลายกรณี อย่างไรก็ตามสหรัฐฯเองก็กำลังสร้างระบบพลังงานอย่างเปิดเผย แม้จะทำให้ลดอิทธิพลของสหรัฐฯต่อโลกลงอย่างมีนัยสำคัญ”

“มีการตกลงความร่วมมือในยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาค ฟื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership) หรือที่เรียกว่า สนธิสัญญา ธุรกิจการค้าขนาดใหญ่ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อ รวบรวมประเทศในภูมิภาคเอเชียอื่นๆ แต่จะต้องไม่รวมจีนอย่างเด็ดขาด” ชอมสกีกล่าว “ทว่า นั่นคือแผนการที่ สหรัฐฯ ใช้ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจควบคู่กับการส่งกองกำลังทหารไปยังเอเชีย และการแซงก์ชั่นรัสเซีย ช่วยขยายหรือสร้างฐาน ตามองค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ ซึ่งจะรวมรัสเซียเข้าเอาไว้ด้วย โดยอาจจะเริ่มขับเคลื่อนข้ามทางยูโรเชีย ไปสู่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกว่ากับจีน

(จาก: Reuters / Jorge DanReuters / Jorge Dan)

จุดสูงสุดของการเป็นอภิมหาอำนาจของอเมริกาในหน้า ประวัติศาสตร์ อยู่ในข่วงปี 1946 ซึ่ง ชอมสกีได้กล่าวว่า เป็นช่วงที่ สหรัฐฯครอบครอง ครึ่งหนึ่งของทรัพย์สิน (ความมั่งคั่งของ) โลก โดยบรรดาผู้นำ ต่างออกแบบ และ รวบรวมจัดตั้ง ระบบโลก ที่จะให้ผลประโยชน์กับ ระบบการบริหารของสหรัฐฯ

“จุดกำเนิดของ บริษัทร่วมระหว่างประเทศ (บริษัทข้ามชาติ) ก็เริ่มมีการพัฒนามาจากช่วงเวลานั้น…และ มีแผนการอย่างละเอียดต่างๆ เพื่อการมอบมายไปตามส่วนต่างๆของโลก หรือ ที่เคยถูกเรียกว่า ‘“บทบาทหนึ่งภายในระเบียบโลก’” เขากล่าว แม้จะเพิ่มเติมว่า แผนการดังกล่าวได้เริ่มมีการล้มเหลวแล้วอย่างรวดเร็ว

“ในปี 1949 ความเป็นชาติเหนือชาติอื่นของสหรัฐฯ ก็ถูกระเบิดลงอย่างรุนแรง ด้วยกับ ความเป็นอิสรภาพของจีน” เขากล่าว “มันมีชื่อเรียก (เหตุการณ์) ดังกล่าวอยู่ในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ และยุโรป เรียกกันว่า ‘การสูญเสียจีน’ ลองนึกถึงคำๆนี้ สักนาทีสิ เราจะสูญเสียสิ่งใดได้ ก็ต่อเมื่อเราได้เคยครอบครองสิ่งนั้น ดังนั้น สมมุติฐานโดยปริยายก็คือ (ถ้า) เราครอบครองจีน(ได้) เราก็ครอบครองโลก (ได้)”

การที่สหรัฐเป็นผู้นำร่วมกับพันธมิตรต่อต้าน ISISไม่มีความหมายใด นอกจากกระทำสิ่งผิดกฎหมาย

ปฏิกิริยาของสหรัฐฯในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึง การรุกรานอิรัก ได้ก่อให้เกิดสถานการณ์อันส่งผลให้เกิดกลุ่ม ISIS ขึ้นมา ชอมสกีเชื่อเช่นนั้น “สิ่งที่เกิดขึ้น โดยพื้นฐานก็คือ สหรัฐฯ ทำการ โจมตีอิรัก ด้วยการโจมตีอย่างมโหฬาร” สถาปนาโครงสร้างการปกครองรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเชื่อมโยงอำนาจด้วยกับความแตกต่างด้านนิกายภายในสังคม(อิสลาม)

“ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อสร้างความแตกแยกทางนิกายในอิสลาม ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน..โดยเริ่มมีการตอกลิ่มความแตกแยก นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กระทั่งปัจจุบัน ความแตกแยกนี้ กำลังส่งผลทำลายความเป็นภูมิภาคนี้ ออกจากกัน และซีเรียก็คือ หนึ่งในองค์ประกอบของมัน”

และเพื่อการแก้ไขความยุ่งเหยิงนี้ อีกครั้งหนึ่งที่สหรัฐฯ ตัดสินใจกระทำในสิ่งที่ต่อต้านกฎหมายนานาชาติ โดยการรวมกลุ่มพรรคการเมืองเพื่อ ต่อต้าน ISIS ซึ่งเป็นการกระทำที่ “ไม่ได้มีความหมายอันใด นอกเสียจะเป็นการละเมิดกฎหมายเพียงเท่านั้น”

ชอมสกีเชื่อว่า “รัฐที่ปฏิบัติตามกฎหมาย จะเดินไปยังคณะมนตรีความมั่นคง เพื่อขอแถลงการณ์ จากคณะมนตรีความมั่นคงที่ดูแลด้านภัยคุกคามสันติภาพ และจะทำการร้องขอให้คณะมนตรีความมั่นคง จัดการให้มีการตอบสนองโดยตรงกับคำประกาศนั้น สหรัฐฯจึงสามารถเข้าร่วมในงานนี้ได้ นั่นแปลว่าอิหร่านก็เข้าร่วมได้เช่นกัน” ซึ่งอิหร่านเองก็ถือเป็น กองกำลังทหารหลัก ภาคพื้นดิน หากได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ และอาจเป็นไปได้ที่จะเข้าร่วมกวาดล้าง ISIS “

“สหรัฐฯมีแรงต้านทานสูงมากต่อการแทรกแซงด้วยอำนาจของตน”

อเมริกา นั้นถือได้ว่าเป็นชาติที่มีความก้าวหน้า และก้าวไกลด้านเทคโนโลยีที่สุดของโลก เพราะฉะนั้น การสอดแนมต่างๆจึง “มีความเข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีกในสหรัฐอเมริกา” แม้ว่า เอิดเวิร์ด สโนเดน ได้ทำเปิดโปงปฏิบัติการลับของ NSA ต่อชาวโลกไปแล้ว กระนั้นหนทางให้สหรัฐฯได้ก้าวเดินก็ยังคงมีอยู่อีกยาวไกล ชอมสกีกล่าว

“สหรัฐฯมีแรงต้านทานสูงมากต่อการเข้าแทรกแซงด้วย อำนาจของตน… มันยังไม่ถูกทำให้หยุด และตามความเป็นจริงแล้ว กำลังขยายตัวออกไปอีก นี่คือภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ของจริง ต่อองค์กรสิทธิมนุษยชน” เขากล่าว ไม่ต้องสงสัยวา“มันคือสำเนาเหมือนกันที่เกิดขึ้นทั้งใน จีน อังกฤษ รัสเซีย และชาติอื่นๆ

“ภัยอันตรายที่สำคัญ ก็คือ ถ้าหากมันได้กลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้โดยทั่วไป มันจะไม่มีวันหยุด จะดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดที่ว่า มีโดรนเล็ก โดรนน้อย โดรนจิ๋วขนาดแมลงวัน ที่มีความสามารถพอจะเกาะอยู่บนเพดานในห้องนั่งเล่นบ้านคุณ ฟังสิ่งที่คุณกำลังพูด และส่งข้อมูลที่ได้รับกลับไป ณ ที่ทำการรัฐบาลส่วนกลาง อย่างไม่มีข้อจำกัด”

“ซึ่งจะต้องมีการตอบโต้จากพลเมืองเสียบ้าง ถึงจะสามารถนำพาปฏิบัติการเหล่านี้ไปสู่จุดจบได้”