ผู้นำสูงสุดอิหร่านชี้ ไม่สามารถเชื่อถือคำพูดใดๆ ที่ออกมาจากปากของอเมริกา..!!

9977

เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา (1 สิงหาคม) ประชาชนจากทุกแคว้นทั่วประเทศอิหร่านเข้าพบอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ซึ่งเนื้อหาบางส่วนที่สำคัญในการบรรยายของอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ที่ได้ชี้ถึงประเด็นสถานการณ์โลกที่กำลังเกิดขึ้นมีดังนี้

ซาอุฯคือกริชที่แทงอยู่ข้างหลังประชาชาติอิสลาม

อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่าการมีความสัมพันธ์อย่างเปิดเผยของรัฐบาลซาอุฯ กับระบอบไซออนิสต์นั้น คือกริชที่แทงอยู่ข้างหลังของประชาชาติอิสลาม และว่า การกระทำเช่นนี้ของรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย คือบาปและการทรยศที่ใหญ่หลวง แต่ในความผิดที่ใหญ่หลวงนี้ รัฐบาลอเมริกันก็มีบทบาทเช่นกัน เนื่องจากรัฐบาลซาอุฯ คือผู้ดำเนินตาม เป็นผู้ถูกครอบงำและคอยมองปากของรัฐบาลอเมริกา

ผู้นำสูงสุดได้ถือว่าการรุกรานเยเมน การทิ้งระเบิดอย่างไม่หยุดหย่อนใส่ “บ้านเรือน โรงพยาบาล โรงเรียน” และการเข่นฆ่าเด็กๆ อย่างต่อเนื่องเป็นอาชญากรรมร้ายแรงอีกประการหนึ่งของรัฐบาลซาอุฯ และกล่าวว่า อาชญากรรมเหล่านี้ก็เกิดขึ้นด้วยอาวุธต่างๆ ของอเมริกาและไฟเขียวของพวกเขา

ผู้นำการปฏิวัติอิสลามกล่าวเสริมว่า แต่น่าเสียดายที่ว่า หลังจากที่สหประชาชาติประณามการก่ออาชญากรรมในเรื่องนี้เป็นเวลานานหลายเดือน แต่ด้วยเงิน การคุกคามและการกดดันทำให้ต้องปิดปากเงียบ

ผู้นำสูงสุดกล่าวเสริมว่า เลขาธิการสหประชาชาติต้องออกมายอมรับความอัปยศในครั้งนี้หลังจากถูกกดดัน และควรที่จะออกมายอมรับด้วยการลาออก ไม่ใช่ว่ายังคงยืนอยู่ในตำแหน่งอีกต่อไปและทำการทรยศต่อมนุษยชาติ

เหตุการณ์ในบาห์เรน

อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ชี้ถึงเหตุการณ์ในบาห์เรนและการใช้ทหารทหารต่างประเทศในการกดดันประชาชนในประเทศ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการดำเนินการที่ได้รับการสนับสนุนจากอเมริกา และกล่าวเสริมว่า รัฐบาลซาอุดีอาระเบียในวันนี้ได้อยู่ในมือของบรรดาบุคคลที่ไร้สมอง แต่การวิเคราะห์โดยละเอียดเกี่ยวกับปัญหาทั้งหลายนั้น แสดงให้เห็นว่า อเมริกาอยู่เบื้องหลังทุกปัญหาเหล่านี้

อเมริกาต้องการแพร่ขยาย “อิสลามแบบอามาวียะฮ์และมัรวาน”

ผู้นำสูงสุดยังได้ชี้ถึงบทบาทของรัฐบาลอเมริกันในการสร้างและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่บรรดากลุ่มก่อการร้ายตักฟีรีโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความขัดแย้งในประชาชาติอิสลาม การแพร่ขยาย “อิสลามแบบอามาวียะฮ์และมัรวาน” และการทำลายสร้างความเสื่อมเสียชื่อให้กับ “อิสลามที่แท้จริง” โดยกล่าวเสริมว่า รัฐบาลอเมริกันกล่าวอ้างว่าได้จัดตั้งพันธมิตรต่อสู้กับกลุ่มตักฟีรี ในขณะที่พวกเขาไม่ได้กระทำสิ่งใดที่มีผลในการต่อต้านทำลายพวกเหล่านั้นเลย และตามรายงานทั้งหลายนั้นยังให้การช่วยเหลือต่างๆ แก่พวกเขาอีกด้วย

ผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลามได้กล่าวว่า อย่างไรก็ตามวันนี้กลุ่มตักฟีรีได้หวนกลับมาสร้างปัญหาให้กับบรรดาผู้สนับสนุนของมันเองแล้ว เนื่องจากตามสำนวนของเราชาวอิหร่าน ใครก็ตามที่ปลูกลม เขาก็จะได้เก็บเกี่ยวพายุ

ผู้นำการปฏิวัติอิสลามได้สรุปเนื้อหาของการบรรยาย ว่า อเมริกาคือผู้สร้างให้เกิดความรุนแรงและปัญหาในระดับภูมิภาค และกล่าวย้ำว่า ประชาชนในภูมิภาคสามารถที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้เอง และเราขอเชิญชวนให้รัฐบาลในภูมิภาคว่า ไม่สามารถไว้วางใจอเมริกาได้ และมองชาติอาหรับในฐานเป็นเครื่องมือเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของระบอบการปกครองยิวไซออนิสต์ในภูมิภาคและบรรลุเป้าหมายของมหาอำนาจผู้อหังการในภูมิภาคเท่านั้น

วิธีการแก้ปัญหาในภูมิภาคนี้

ผู้นำสูงสุด ถือว่า วิธีการแก้ปัญหาในภูมิภาคนี้ คือ “ความร่วมมือของประชาชาติและประเทศมุสลิม” และ “การยืนหยัดต่อสู้กับเป้าหมายของจักรวรรดิอเมริกาและบางรัฐบาลยุโรป ” และกล่าวย้ำว่า จำต้องรู้ในเป้าหมายเหล่านี้ และยืนหยัดต่อสู้กับพวกเขา และประชาชาติของเราได้อยู่บนเส้นทางนี้อย่างมั่นคง

ผู้นำการปฏิวัติอิสลามย้ำว่า แม้ว่าอเมริกาจะมีความพยายามต่างๆนานา แผนการต่างๆของพกเขาถูกเปิดเผยออกมา และอเมริกาในวันนี้ยิ่งมีความอ่อนแอมากขึ้นในภูมิภาค

อเมริกาได้จัดเตรียมการทำรัฐประหารในตุรกี

อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า ความเป็นศัตรูของอเมริกาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกับสาธารณรัฐอิสลาม (แห่งอิหร่าน) เพียงเท่านั้น และกล่าวเสริมว่า ในกรณีล่าสุดของตุรกีมีข้อกล่าวหาที่แข็งแกร่งที่ว่า การทำรัฐประหารได้ถูกกระทำโดยการจัดเตรียมการของรัฐบาลอเมริกา หากประเด็นนี้ได้รับการพิสูจน์ชัดแล้ว มันจะเป็นเรื่องอื้อฉาวที่ร้ายแรงสำหรับอเมริกา

ผู้นำสูงสุด ชี้ว่า ตุรกีเคยเป็นพันธมิตรที่ดีในภูมิภาคของอเมริกา และกล่าวเสริมว่า รัฐบาลอเมริกันเป็นผู้ต่อต้านอิสลามและกระแสการยอมรับอิสลาม ดังนั้นในตุรกีก็มีแนวโน้มต่างๆ เกี่ยวกับอิสลาม ดังนั้นพวกเขาจึงทำให้เกิดการรัฐประหารขึ้น

ผู้นำการปฏิวัติอิสลามกล่าวย้ำว่า จะอย่างไรก็ตามการปราบปรามที่เกิดขึ้นในตุรกี อเมริกากลายเป็นที่เกลียดชังในสายตาของประชาชนตุรกี ซึ่งอเมริกาในขณะนี้กำลังตกอยู่ในสภาพที่อ่อนแอมากขึ้นทุกวัน ทั้งในอิรัก ซีเรีย และพื้นที่อื่นๆทั่วโลกก็กำลังตกในสภาพเช่นนี้

ที่มา http://www.presstv.ir/