ลิเบีย “บนเส้นทางการต่อสู้” ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

2063

irna –  การเยือนแอลจีเรียของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศรัสเซียและการเจรจากับเจ้าหน้าที่แอลจีเรียในประเด็นวิกฤตของลิเบียในช่วงเวลาที่ฝรั่งเศส อังกฤษและอเมริกามีปฏิบัติการทางทหารในประเทศนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของลิเบียในเหตุการณ์และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในระดับภูมิภาคและนอกภูมิภาค  

เซเกรย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย ได้กล่าวในวันแรกที่เยือนแอลจีเรีย (วันจันทร์ 29   ก.พ. ) ว่า ลิเบียเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการเจรจาระหว่างรัสเซียกับแอลจีเรีย

เซเกรย์ ลาฟรอฟ  เผยว่า การประเมินการดำเนินการตามข้อตกลงร่วมทางยุทธศาสตร์ระหว่างรัสเซียและแอลจีเรีย ซึ่งลงนามในปี 2001 ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่สำคัญของการเยือนแอลจีเรียในครั้งนี้
นอกจากนั้น เขาได้ชี้ถึงการดำเนินการตามข้อตกลงทางยุทธศาสตร์ระหว่างมอสโกและแอลจีเรียซึ่งเป็นประเทศที่มีชายแดนติดกับลิเบีย สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของรัสเซียที่จะเข้าไปมีบทบาทส่วนร่วมครั้งใหม่ในลิเบียและแอฟริกา

เซเกรย์ ลาฟรอฟ   ชี้ว่า รัสเซียได้ชื่นชมในความพยายามของแอลจีเรียในการควบคุมวิกฤตในลิเบียและประเทศอื่นๆแอฟริกา เช่น มาลี

ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของมอสโกต่อเหตุการณ์ในแอฟริกาและความตั้งใจของเครมลินจะมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในพื้นที่นี้และมีบทบาทโดยตรงในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะที่ได้รับรายงานในสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งแสดงให้เห็นว่า  หน่วยกองกำลังพิเศษทางอากาศของอังกฤษได้เข้าประจำการในพื้นที่ทางตอนใต้ของ ‘ตาบรูค’ และมีการเตรียมความพร้อมสำหรับการแทรกแซงทางทหารในลิเบีย

เช่นเดียวกันนั้นสื่อตะวันตกได้มีการรายงาน เป็นระยะว่า  มีกองกำลังทหารฝรั่งเศสจำนวนหนึ่งมีส่วนร่วมในปฏิบัติการลับในลิเบีย

ขณะที่ก่อนหน้านี้อเมริกาได้ปฏิบัติการโจมตีกลุ่มก่อการร้ายในลิเบียอย่างเปิดเผยซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงการแทรกแซงทางทหารในลิเบียอย่างชัดเจน

หนังสือพิมพ์ อัลอัคบาร์ ได้รายงานก่อนหน้านี้โดยอ้างจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูง ว่า รัสเซียจะส่งโดรนเพื่อปฏิบัติการเพื่อสำรวจตรวจตราเหนือน่านฟ้าลิเบีย นอกเหนือจากนั้นมอสโกจะดำเนินการติดตั้งดาวเทียมเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้ายในลิเบีย

เจ้าหน้าที่รัฐบาลของชาติต่างๆ ที่มีอิทธิพลทางการเมืองในลิเบียต่างได้ยืนยันอยู่เสมอว่า การเข้ามาในประเทศลิเบียนั้น ไม่มีเป้าหมายอื่นใดนอกจากการต่อสู้และปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายไอซิสและตักฟีรีย์

สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้คือชาติมหาอำนาจหลักเหล่านี้ที่ได้ปรากฏตัวในลิเบียนั้นปราศจากการอนุมัติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยอ้างเพียงแค่เพื่อต่อสู้กับกองกำลังของไอซิส !

ตามสถิติชี้ให้เห็นว่ามีกลุ่มก่อการร้ายไอซิสประมาณห้าพันคนอยู่ในลิเบีย  และผลสรุปคือความพยายามทั้งหมดทั้งทางการเมืองและการทหารของมหาอำนาจผู้ยิ่งใหญ่นอกเหนือภูมิภาคเช่นอเมริกา ฝรั่งเศสอังกฤษและรัสเซีย เช่นเดียวกับประเทศที่มีพรมแดนลิเบียนั้น มีเป้าหมายอันเดียวกัน คือต่อสู้กับผู้ก่อการ้ายเพียงแค่ห้าพันคน !

บรรดาผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ตรรกะของความไม่สมดุลในการแอบอ้างนั้น ทำให้เกิดคำถามและตั้งข้อสังเกตว่า  บรรดาชาติมหาอำนาจโลกมีเป้าหมายอื่นที่สำคัญกว่าการปราบปรามผู้ก่อการร้ายห้าพันคนในลิเบียอย่างแน่นอน  !

การปรากฏตัวทางทหารและกองกำลังทั่วโลกที่จะต้องเผชิญหน้ากันตรงนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้  และสามารถชี้ให้เห็นว่าลิเบียจะไม่ใช่สนามแห่งวิกฤตลิเบียอีกต่อไป แต่จะเป็นสนามสำหรับการแข่งขันครั้งใหญ่ในภูมิภาคอย่างแน่นอน

และการเผชิญหน้ากันครั้งนี้จะทำให้ลิเบียอยู่บน “เส้นทางการต่อสู้” ที่ไม่มีวันสิ้นสุด…