“ตุรกี” กำลังเล่นกับ “ไฟ”

4676

คืนวันเสาร์ที่ผ่านมากองทัพตุรกีได้ยิงปืนใหญ่เข้าชายแดนของซีเรีย อะหมัด ดาวูดโอลุ นายกรัฐมนตรีตุรกีออกมาให้การสนับสนุนการโจมตีครั้งนี้และอ้างว่าเป็นการตอบโต้กลุ่มสนับสนุนรัฐบาลซีเรียที่ได้ปฏิบัติการในตุรกีและบอกว่าตุรกีจะยังคงโจมตีเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าก่อนหน้านี้กองทัพตุรกีได้โจมตีเช่นนี้ในซีเรียและอิรักมาแล้วก็ตาม แต่การโจมตีครั้งใหม่นี้แสดงถึงความสำคัญตามที่แหล่งข่าวต่างๆ ของตุรกีได้เผยว่า  ตุรกีและซาอุดิอาระเบียอาจจะมีการโจมตีซีเรียโดยตรง แม้ว่าการโจมตีนั้นจะเป็นเพียงแค่การปฏิบัติการทางทหารที่จำกัดก็ตาม  การเปลี่ยนแปลงและท่าทีล่าสุดแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตุรกียังคงมีแผนนโยบายทำลายล้างและกระหายที่จะก่อสงครามในซีเรียต่อไป ซึ่งเป็นนโยบายที่ทำให้ตุรกีและภูมิภาคได้รับความเดือดร้อนเสียหายอย่างหนักมาแล้ว

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาสื่อของตุรกีและซาอุดิอาระเบียมีการนำเสนอข่าวกันอย่างแพร่หลายที่แสดงให้เห็นถึงการวางแผนสำหรับการปฏิบัติการทางทหารในซีเรียของทั้งสองประเทศ ตามรายงานระบุว่า เครื่องบินของของซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ได้เข้าไปประจำการในฐานทัพ Incirlik ตุรกีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เจ้าหน้าที่จากทั้งสองประเทศไม่ได้ปฏิเสธรายงานข่าวนี้แต่อย่างใด อีกทั้งยังประกาศความตั้งใจจริงที่จะมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการต่อสู้กับการก่อการร้ายและกลุ่มก่อการร้ายไอซิส

สิ่งนี้มันค่อนข้างชัดเจนว่านี่เป็นเพียงแค่สิ่งมดเท็จและการหลอกลวงเท่านั้น เนื่องจากว่าปัจจุบันเป็นที่รับรู้ของประชาคมโลกแล้วว่าซาอุดีอาระเบีย ตุรกีและกาตาร์เป็นสปอนเซอร์หลักของกลุ่มก่อการร้ายในการโจมตีซีเรีย และการแอบอ้างว่าพวกเขาจะต่อสู้กับการก่อการร้ายนั้นเป็นเพียงแค่ท่าทีและกลลวงที่ไร้สาระเท่านั้นเอง

ทั้งสามรัฐบาลที่กล่าวถึงมานั้น ตลอดช่วงห้าปีที่ผ่านมาอยู่ในแนวรบที่ทำการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลซีเรียมาโดยตลอด  และไม่เคยว่างเว้นและละมือใดๆในการสนับสนุนการก่อการร้ายและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย ซึ่งรัฐบาลเหล่านี้ไม่เพียงแต่ยึดนโยบายแห่งการทรยศแต่ยังเป็นรัฐบาลที่ได้สร้างกลุ่มก่อการร้ายในซีเรียขึ้นมาอีกทั้งให้พวกเขานั้นมีที่อยู่อาศัย  นอกจากนั้นยังมีบทบาทในการแพร่กระจายของการก่อการร้ายในภูมิภาคและทั่วโลกอีกด้วย

พฤติกรรมของสามชาติ ตุรกี ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ก่อให้เกิดความแตกแยกในภูมิภาคและโลกอิสลามและด้วยวิธีการนี้ถือเป็นการรับใช้อิสราเอล ดังนั้นมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมหากจะเรียกรัฐบาลตุรกี ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ว่าเป็นแกนแห่งความชั่วร้ายและผู้สร้างความเสียหายในภูมิภาค

สิ่งที่รัฐบาลเหล่านี้พยายามกระตุ้นเหตุการณ์ล่าสุดในซีเรีย คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่และสถานการณ์การรุกคืบของรัฐบาลซีเรียที่มีต่อภูมิภาคต่างๆในประเทศ   การโจมตีที่หนักหน่วงของกองทัพซีเรียเคียงข้างกับกลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์และกองกำลังประชาชนทำให้กลุ่มก่อการร้ายต้องร่นถอยและพ่ายแพ้

ชัยชนะครั้งสำคัญและชะตากรรมล่าสุดของกองทัพซีเรียในเขตพื้นที่  “นุบาล” และ “อัซ ซะห์รอ”  สร้างความเปลี่ยนแปลงของอำนาจต่างๆที่ก่อให้เกิดความสมดุลต่อรัฐบาลซีเรีย    และในช่วงเวลานี้ทหารซีเรียอยู่ในสภาพความพร้อมทั้งทางกองกำลังและขวัญกำลังใจที่ดีมาก  และหากกระบวนการและขั้นตอนนี้ดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่องรัฐบาลซีเรียก็จะได้รับชัยชนะในไม่ช้านี้อย่างแน่นอน

แหล่งข่าวทางทหารเผยว่า กองทัพซีเรียและกองกำลังอาสาสมัครประชาชนมีความพร้อมและมีศักยภาพที่แข็งแกร่งอย่างมากและสามารถที่จะปลดปล่อยเมืองสำคัญอาเลปโปในอนาคตอันใกล้นี้

ในสภาวการณ์ดังกล่าว ตุรกี ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ จะได้เห็นความสูญเสียในการลงทุนของเขาทั้งหมดในซีเรีย  และแทนที่จะหันมาใช้แนวทางที่ถูกต้องและมีเหตุผลในการแก้วิกฤติปัญหา หมายถึง การแก้ปัญหาด้วยวิธีการทางการเมือง กลับยืนกรานยึดนโยบายของตนเองที่ผ่านมา  การออกมาแสดงทัศนะล่าสุดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศซาอุดิอาระเบีย เป็นข้อพิสูจน์ว่า การแอบอ้างว่าเพื่อทำการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายนั้นเป็นเพียงแค่ข้ออ้างเพื่อปกปิดเป้าหมายของพวกเขาในการเข้าไปแทรกแซงในซีเรียเท่านั้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศซาอุดีอาระเบียให้สัมภาษณ์กับ “ซีเอ็นเอ็น”  ว่า หากบาชาร์อัลอัสซาดประธานาธิบดีแห่งซีเรียไม่ลาออกจากตำแหน่งด้วยวิธีทางการเมือง เราก็จะอาศัยความรุนแรงในการบังคับให้เขาลงจากตำแหน่งให้ได้  !

ซึ่งคำพูดเช่นนี้เป็นที่ชัดเจนว่าเป็นแค่การบลัฟฟ์ทางการเมืองเท่านั้น   เนื่องจากว่าหากริยาดมีอำนาจแล้ว ก็คงบรรลุเป้าหมายของตนในช่วงระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมาที่ได้ก่อไฟสงครามเกิดขึ้นในซีเรีย และสามารถนำตัวเองออกจากความพ่ายแพ้ในสนามสงครามเยเมน   จะมีความน่าเกลียดอันใดอีกไปกว่าการแสดงจุดยืนแห่งการแทรกแซงและหยาบคายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศซาอุดีอาระเบียที่ว่ามีข้อกฎหมายใดอนุญาตให้รัฐมนตรีคนใหม่ที่อ่อนหัดของซาอุดีอาระเบียให้ประธานาธิบดีของประเทศอื่นลาออกจากตำแหน่ง  ซึ่งเป็นคำถามที่สามารถค้นหาคำตอบได้ในการสร้างสงครามของซาอุดีอาระเบีย ดังนั้นสามรัฐบาลที่เป็นผู้ให้การสนับสนุนการก่อการร้ายในภูมิภาคนี้ต้องยอมรับความจริงที่ว่านโยบายของพวกเขาทั้งภายในประเทศของตน ทั้งในหมู่มุสลิมและแม้แต่ประชาคมโลกไม่เป็นที่ต้องการของผู้ใดอีกแล้ว เพราะมันขัดแย้งกับความปรารถนาของประชาชนในประเทศนี้

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลตุรกีได้รับการตอบรับที่ดีพอสมควรทั้งในประเทศและต่างประเทศ  แต่หลังจากที่ไม่ยึดนโยบายหลักพื้นฐาน และดำเนินการแทรกแซงในซีเรียอีกทั้งทุ่มเงินทุนจำนวนมากในการแพร่กระจายกลุ่มการก่อการร้ายทำให้ความเชื่อมั่นและความเชื่อถือที่มีต่อตุรกีนั้นเสื่อมถ่อยลง ผู้ปกครองตุรกีได้ผูกโชคชะตาและอนาคตของประเทศตนเองกับผู้ก่อการร้ายและอาชญากร  ซึ่งไม่มีเป้าหมายอื่นใดนอกจากการได้มาซึ่งอำนาจไม่ว่าจะแลกด้วยราคาที่แพงลิ่วก็ตาม  การทำลายภูมิภาคและการก่อสงครามในหมู่พี่น้องมุสลิม ผลของนโยบายที่ผิดพลาดครั้งนี้ทำให้ผู้นำตุรกีต้องอยู่ในความภวังค์และความวุ่นวายสับสนในการตัดสินใจและความไม่สมดุลในการปฏิบัติงานทางการเมือง  รัฐบางตุรกีต้องตระหนักถึงภัยอันตรายอันใหญ่หลวง หากส่งทหารเข้าดินแดนซีเรียและพึงรู้ว่าตุรกีได้เข้าสู่กับดักของบรรดาศัตรูในภูมิภาค และหากตัวเองไม่สามารถหลุดพ้นและเอาตัวรอดมาได้จากหลุมกับดักอันนี้  ก็จะไม่มีหลักประกันใดๆที่จะรับประกันความอยู่รอดของอำนาจอธิปไตยของตุรกีได้

การรุกรานใด ๆ ที่เกิดขึ้นต่อซีเรียจะสร้างผลกระทบสำหรับตุรกีที่ไม่อาจคาดการณ์ได้อย่างแน่นอน  เหตุใดรัฐบาลตุรกีไม่ทราบเจตนาของซาอุดิอาระเบียที่พึ่งพารายได้จากน้ำมันของตนได้ดึงกองทัพตุรกีเข้าสู่สรภูมิในซีเรีย  และในความเป็นจริงแล้วตุรกีต่างหากที่จะเป็นตัวหลักที่ต้องจ่ายค่าชดเชยสำหรับความเป็นไปได้ในการรุกรานซีเรีย การโจมตีของตุรกียังซีเรียถือเป็นการเล่นอยู่กับไฟและเหล่าผู้ที่มีสติปัญญาจะไม่เล่นกับไฟอย่างแน่นอน

หากสามรัฐบางดังกล่าวเข้าสู่แดนแห่งซีเรียแล้ว แน่นอนการจะออกมาจากซีเรียนั้นมันจะเหนือการควบคุมของพวกเขา  วิกฤติซีเรียไม่อาจแก้ปัญหาด้วยวิธีการทหาร วิกฤตนี้จะแก้ไขและจะสิ้นสุดลงผ่านการเจรจา การแก้ปัญหาทางการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน และการกระทำอื่นใดที่นอกไปจากนี้ก็จะนำแต่ไปสู่ความล้มเหลว

 

อ้างอิง
http://akharinkhabar.com/Pages/News.aspx?id=2475124