รัสเซีย – ซีเรีย – นาโต้ …ผลพวงแห่งความบังเอิญกระนั้นหรือ?

6661

ยิ่งนับวัน สถานการณ์ในซีเรียก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น ไหนรัสเซียจะทิ้งระเบิดโจมตีผู้ก่อการร้ายที่ตนหมายหัวไว้ ไหนประเทศนาโต้จะเริ่มเข้ามาเอี่ยวด้วย เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ อาจจะนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรงที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้

การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่เกิดในซีเรีย จากการเข้ามามีส่วนร่วมของรัสเซีย ได้พิสูจน์ตัวมันเองอย่างชัดเจน

โครงการของนาโต้เพื่อต่อต้านรัฐอิสลามแห่งอิหร่านในซีเรียล้มเหลวลงไม่เป็นท่า ทว่าเครือข่ายอื่นๆของนาโต้ นอกเหนือจากที่ในซีเรียล่ะ?

การเข้ามามีส่วนรวมของมอสโค ในซีเรีย ส่งสัญญาณ สงครามตัวแทน (proxy war) ฉบับใหม่ ระหว่าง รัสเซีย กับ นาโต้ จริงหรือ? โดยเฉพาะเมื่อมองจากมุมเหตุการณ์ที่ตุรกียิงเครื่องบินรบรัสเซีย SU-24M เหนือน่านฟ้าซีเรียเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา (?)

อย่างไรก็ดี ก่อนที่จะมีการตั้งคำถามนี้ มันมีความจำเป็นอยู่ไม่น้อย ที่เราควรจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ผลพวงที่ไม่มีความตั้งใจให้เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนี้นั้นเป็น ปรากฎการณ์ปกติ กล่าวคือ ไม่มีสิ่งใดเป็นเรื่องบัญเอิญ

ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน อัลลอฮ์ (ซ.บ) ทรงตรัสว่า “และจงรำลึกขณะที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาวางอุบายต่อเจ้า เพื่อกักขังเจ้า หรือฆ่าเจ้า หรือขับไล่เจ้าออก ไปและพวกเขาวางอุบายกันและอัลลอฮฺก็ทรงวางอุบาย และอัลลออฮ์นั้นทรงเป็นผู้เยี่ยมกว่าในหมู่ผู้วางอุบาย”

ครั้งเมื่อ บรรดามุชริกแห่งเมืองมักกะฮ์ได้วางแผนเพื่อเปลี่ยนแปลงบริบทแห่งประวัติศาสตร์ ณ วันนั้น คำสั่งให้มีการฮิจเราะห์ ก็ได้ถูกประกาศขึ้น ในเหตุการณ์ปัจจุบัน สหรัฐฯ ได้เข้ารุกรานอิรักในความหวังเพื่อควบคุมเขตแดนชาวมุสลิมในตะวันออก แต่แล้วก็ต้องล้มเลิกแผนการไป อิสราเอลเข้ารุกรานเลบานอนในเจตนาเพื่อขยายอิทธิพล และยึดดินแดนเพิ่มมาเป็นของตน และเช่นเดียวกัน อิสราเอลถอยทัพกลับ เมื่อต้องเจอเข้ากับกองกำลังฮิซบุลลอฮ์ แผนการก็พลิกผลัน ล้มเหลวลงไม่เป็นท่า ใครๆ ก็สามารถเล่าบอกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ อื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วนได้  เหตุการณ์ลักษณะคล้ายๆกัน เมื่อครั้งที่อำนาจรัฐวางแผนสิ่งหนึ่ง แต่แล้วอีกสิ่งหนึ่งอันเป็นความจริงที่เหนือความคาดหมายอย่างสิ้นเชิงก็บังเกิดขึ้น

Proxy-war is on สงครามตัวแทนเริ่มต้นขึ้น

การเข้ามามีส่วนร่วมของรัสเซียในซีเรียเป็นเรื่องของกลยุทธ์ เพื่อสะสมอำนาจให้มาก เหนือกว่า นาโต้ ของมอสโก ในความหมายเพื่อลดอิทธิพลของนาโต้ในเหล่าประเทศอดีตสหภาพโซเวียต ให้ลงต่ำที่สุด ดังนี้ สงครามตัวแทน รัสเซีย-นาโต้ ในยูเครน และซีเรียจึงเชื่อมโยงกัน ประธาธิบดี Petro Poroshenko ของยูเครน ประกาศเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ในระหว่างที่ได้ไปเยือนสหประชาชาติในนิวยอร์ก ว่า เขา“เห็นด้วยกับความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ที่ได้อำนวย Non Lethal Weapon หรือ อาวุธปราบคนดื้อ (เครื่องมือควบคุมฝูงชน) ให้กับยูเครน” ทั้งนี้สภาทั้งสอง (วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร) ยังได้อนุมัติโปรแกรมหลายล้านดอลล่าอีกด้วย

ข้อเรียกร้องของนาโต้ในยูเครน อาจนำพาไปสู่ การเรียกร้องของรัสเซียในซีเรียได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น มันจะกลายเป็นกระบวนการนองเลือด ที่ลากยาวออกนอกลู่ทางการเมือง เพราะข้อเรียกร้องในกรณีเหล่านี้ มีชัยชนะของมัน วางอยู่บนสนามรบ และผ่านแผนการเชิงกลยุทธ์ของแต่ละฝ่าย

อย่างไรก็ดี ความจริงจากสถารการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในวันนี้ได้นำเราทั้งหมดไปสู่ บทสรุปที่ชัดเจนแล้วว่า รัสเซีย และนาโต้ ได้เผชิญหน้ากันผ่านสงครามตัวแทนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

กระสุนลูกแรกของมัน ก็ได้ถูกยิงขึ้นกลางอากาศด้วยฝีมือของตุรกี ชาติสมาชิกหนึ่งของนาโต้ยิงถล่มเครื่องบินรัสเซียเหนือน่านฟ้าซีเรีย และไม่เพียงเท่านั้น กบฏ “สายกลาง” ที่มีตะวันตกหนุนอยู่ ก็ยังได้ลงมือสังหารนักบินรัสเซียอีกคนหนึ่งด้วย

สถานการณ์จะบานปลายหรือไม่?

ทันทีหลังการกระทำที่ส่อถึงการรุกรานอย่างโจ่งแจ้งของสมาชิกนาโต้เกิดขึ้น การเจรจา ต่อรองสุดร้อนแรงก็เริ่มต้นขึ้น ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน เตือนตุรกี ถึง “ผลกระทบอย่างรุนแรง” ที่จะตามมา สำหรับปูติน การโจมตีดังกล่าวถือว่าเป็นการ “แทงข้างหลัง” เขายังได้ประกาศวาจา กล่าวว่า ตุรกี คือ “ผู้สมรู้ร่วมคิดการก่อการร้าย”

สองเหตุการณ์อื่นๆเกิดขึ้นตามมาติดๆ :  รัสเซียยกเลิกแผนเยี่ยมเยือนประเทศตุรกีของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ Sergio Lavrov เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน และ ปูตินออกคำสั่งติดตั้ง ขีปนาวุธ S-400 ไปยังฐานทัพอากาศ Hemeymeen ในลาตาเกีย ซีเรีย

ทางกองทัพทหารได้รับคำสั่งเคลื่อนย้ายขีปนาวุธกองทัพเรือลาดตระเวน Moskva เข้าใกล้ชิดฝั่ง เพื่อช่วยคุ้มกันเครื่องบินรบรัสเซีย พร้อมกับยระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะยาวของมัน

“มันพร้อมจะทำลายเป้าหมายในอากาศใดๆก็ตามที่มีทีท่าจะเป็นอันตรายต่ออากาศยานของเรา,” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รสเซีย Sergei Shoiguกล่าวในที่ประชุมกับเจ้าหน้าที่ทหารเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน

เขาเสริมว่า ต่อจากนี้ไป นักรบเครื่องบินไอพ่น จะปฏิบัติการคุ้มกัน เครื่องบินทิ้งระเบิดรัสเซียในภารกิจต่อสู้ในซีเรีย ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซียก็ยังได้ประกาศ ตัดขาดความสัมพันธ์ทางทหารกับตุรกี อีกด้วยเช่นกัน
กล่าวคือ หากมีเครื่องบินรบสัญชาติตุรกี หรือ จากชาติสมาชิกนาโต้อื่นๆ เข้ามาก่อกวนน่านฟ้าซีเรียอย่างเป็นกิจวัตรแล้วละก็ มันย่อมมีความเป็นไปได้สูงที่รัสเซียจะตัดสินใจยิ่งถล่มเครื่องบินเหล่านั้นลงซะ และอ้างว่า การกระทำดังกล่าวเป็นไปเพื่อคุ้มกันภัยให้กับชาติพันธมิตร คือ ซีเรีย นั่นเอง

เครื่องบินรัสเซีย กำลังปฏิบัติการอยู่ในซีเรียตามคำร้องของรัฐบาล ขณะที่ ประเทศนาโต้ไม่ได้ดำเนินการชออนุญาต และตามหลักการแล้ว การกระทำของนาโต้นี้จึงถือว่าเป็นการละเมิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2015 ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้กล่าวไว้ว่า สหรัฐฯจะไม่เข้าสู่สงครามตัวแทน กับรัสเซีย เพียงเพราะการกระทำของมอสโก ในซีเรีย โอบามาเสริมว่า “มันจะกลายเป็นความล้มเหลวเชิงกลยุทธ์ในส่วนของเรา [รัฐบาลสหรัฐฯ] ”  หากทว่า การโจมตีของตุรกี ในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ดูเหมือนจะกลบคำพูดนี่ไปเสียแล้ว (?)

ตั้งแต่ปี 2013 จรวดนำวิถีต่อสู้รถถัง TOW สร้างโดย สหรัฐฯ และอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารอื่นๆได้เดินทางเข้ามาถึงซีเรียผ่านทาง CIA ซาอุดิฯ ตุรกี และกาต้า มันเป็นเพียงแค่เรื่องของเวลา ก่อนที่รัสเซียจะถูกโจมตีจนบาดเจ็บสารัสในซีเรีย

เหตุการณ์นี้ ในปัจจุบันได้เกิดขึ้น โดยผ่านฝีมือของหนึ่งในแก๊งกบฎที่สหรัฐฯ หนุนอยู่ พวกเขารุมประชาทัณฑ์หนึ่งในนักบินรัสเซียประจำเครื่องบิน SU-24M (นักบินคนที่สองได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยคอมมานโดซีเรีย / รัสเซีย)
ปฏิกิริยาของรัสเซียในขณะนี้ จะขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องๆเจาะจงไป แน่นอนว่า สิ่งที่จะเพิ่มความตึงเครียดให้ยิ่งรุนแรงบานปลายมากขึ้น คือ เมื่อนาโต้ พยายามที่จะยกระดับอำอาจของตนหนือรัสเซีย ในซีเรีย ด้วยการกดดัน มอสโก ในดินแดนของอดีตสหภาพโซเวียต

เมื่อคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของนักสู้ตักฟีรี ในเหตุกาณณ์ที่เกิดขึ้นทางตอนเหนือของ Caucasus ในซีเรีย ผลพวงที่ไม่ได้มีความตั้งใจให้เกิดขึ้นก็จะกลายเป็นน้ำมัน หยดลงสู่ไฟสงครามพร็อกซี นาโต้-รัสเซีย ให้มีความรุนแรงเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหาก มอสโกคิดพิจารณา สิ่งที่ ตักฟีรีกระทำใน Caucasus ในฐานะ นโยบายทำเป็น “ไม่รู้ไม่ชี้” โดยเจตนาของนาโต้

นอกจากนี้ พันธมิตรของนาโต้ ระบอบปกครองอาหรับไร้น้ำยา อาจจะทำตัวอวดดีเกินไป  ถึงขั้นบังคับกดดันวอชิงตันจนนำไปสู่การเผชิญหน้ากับรัสเซีย และ หากว่าความขัดแย้งในซีเรียยังคงดำเนินอยู่เนิ่นนานมากว่าอีกสักปีหนึ่ง มันก็มีความเป็นไปได้สูงมากเช่นกัน ที่นาโต้จะเข้าไปมีส่วนร่วมในดินแดนอดีตสหภาพโซเวียต

แล้วบรรดามุสลิมล่ะ?

ทั้งสองฝ่ายจะพยายามใช้ มุสลิม เพื่อผดุงอำนาจ และ เป็นตัวแทน ในการทำสงคราม ในสถานการณ์เช่นนี้ เป้าหมายหลักของ องค์กรอิสลามต่างๆคือ ต้องไม่ยอมปล่อยให้ตนเองถูกนำไปใช้ เป็น ค้อนทุบตีฝ่ายตรงข้ามในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของจริง แต่จะต้องไล่โต้ตอบตามวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์เดิมของตัวเอง

ในยุคปี 1980 ผ่านการเจรจาต่อร้อง และการเสียสละ รัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ได้ประสบความสำเร็จในการหลีกเลี่ยง การถูกดึงเข้าไปร่วมด้วยในสงครามเย็น อิหร่านปฏิบัติตามหลักการอิสระของตน ตัวอย่างเช่น อิหร่าน ได้ให้การสนับสนุน กลุ่มต้านทานชาวมุสลิมชีอะฮ์ Shuray-e Eatelaf (ต่อมารู้จักกันในนาม Hizb-e Vahdat) ซึ่งทำการต่อต้านโซเวียตในอัฟกานิสถาน ในขณะเดียวกัน ได้ อย่างในปัจจุบันที่อิหร่าน ได้ให้การสนับสนุน ฮิซบุลลอฮ เพื่อต่อกรกับ การรุกรานของไซออนิสต์ในเลบานอน สิ่งเหล่านี้ ล้วนเกิดขึ้นในครั้งที่อิหร่านกำลังถูกโจมตีจากฝั่งตะวันตก ผ่านการรุกราน และนโยบายทางการเมือง ของซัดดัม ฮูเซน

ณ วันนี้ รัฐอิสลามแห่งอิหร่าน มีความแข็งแกร่ง และมีอิทธิพลสูงมากกว่า ที่เคยมีในยุค 1980s ดังนั้นจึงมีทางเป็นไปได้สูงที่ อิหร่านจะประสบความสำเร็จ เหมือนกับในวันนั้น อีกครั้งหนึ่ง หากว่า สงครามตัวแทน NATO-Russia ถูกทำให้บานปลาย จนมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

องค์กรอิสลามอื่นๆ สามารถเลียนแบบตัวอย่างความสำเร็จของอิหร่านได้ แต่อาจจะต้องมีความรอบรอบ ในการประสานงานกับเตหะรานหน่อย เพราะอิหร่าน นับเป็นอีกชาติหนึ่งที่มีศัตรูจากทั่วทุกสารทิศ อย่างไรก็ดี หลายๆ สิ่งที่ควรจะเป็นไป ก็วางอยู่บนพื้นฐานที่ถูกจำกัด เป็นเพราะ แนวคิดแบ่งแยกนิกาย ตักฟีรี “ของฉันถูก ของเธอผิด” แบบฉบับ จากซาอุดิฯ ที่ไม่เห็น ชีอะฮ์เป็นมุสลิม ได้ขยายเข้าปิดหู ปิดตา องค์กร อิสลามอื่นๆ ทั่วโลกไปมากพอสมควร

อีกด้านที่สำคัญของสงครามพร็อกซีนาโต้- รัสเซีย สำหรับ รัฐมุสลิม และหน่วยงานทางสังคมและการเมืองอิสลาม คือการหลีกเลี่ยงที่จะเทียบเคียงสถานการณ์ปัจจุบัน ว่าเหมือนกับสถานการณ์ในช่วงสงครามเย็น รัสเซียในวันนี้ไม่ใช่สหภาพโซเวียตในปีก่อนๆ และสหรัฐฯไม่ได้ถูกควบคุมผ่านกลไกเดียวกันกับที่มันเคยใช้ในช่วงสงครามเย็น

นอกจากนี้ สหภาพยุโรป (อียู) เองก็ไม่ได้มีความสนใจในสงครามตัวแทน US-Russia นี้ด้วย ทั้งนี้ป็นเพราะ พวกเขาพึ่งพิงอยู่กับ ผลิตผลทางพลังงานของรัสเซียอยู่เป็นส่วนมาก ชนชั้นปกครองรัสเซียในวันนี้ มองเห็นตัวเองในฐานะ ช่องสั่งสินค้าหลักระดับโลกของชาติตะวันตก พวกเขาเพียงแต่ต้องการที่จะได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ต้องการให้คำนึงถึงผลประโยชน์เชิงกลยุทธ์ ของพวกเขาเป็นอย่างมากในระดับสากล

ความสัมพันธ์ระหว่าง อิหร่าน และ รัสเซีย จะดีขึ้น เท่าความช่วยเหลือที่รัสเซียมอบให้แก่ซีเรีย ถึงกระนั้น สหรัฐฯ ก็จะยังคงไม่ลดละความพยายามที่จะสร้างความแตกแยก โดยยังคงพยายามจุดไฟแห่งการแข่งขันขึ้น ระหว่าง เตหะราน และ มอสโก ใน เอเชียกลาง และ ทางตอนใต้ของ Caucasus ทว่ามันจะเป็น พล็อทที่ง่ายเกินไปสำหรับอิหร่านที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้มันเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี เตหะรานก็ไม่ควรลืมไปว่า มอสโก เคยให้การสนับสนุน ทุกๆ กลุ่ม แอนตี้อิหร่าน  ที่เคยต่อต้านและแซงค์ชั่นอิหร่านเอง ความจริงก็คือ วิธีที่ดีที่สุดสำหรับอิหร่าน ในการทดสอบความจริงจังในการให้ความร่วมมือของรัสเซีย คือ จำต้องสังเกตดูจาก วิธีการที่รัสเซียให้การสงเคราะห์ ผลประโยชน์ทางยุทธ์ศาสตร์ซึ่งถูกต้องทางกฎหมาย ของอิหร่าน ใน ทาจิกิสถาน และ สาธารณะรัฐอาเซอร์ไบจาน โดยการเปิดการเจรจาร่วมกับ ขบวนการเคลื่อนไหวอิสลาม

อย่างไรก็ตาม ด้วยทุกคำพูดที่เคยถูกพูด และการกระทำที่ผ่านมาแล้วทั้งหมด ปรากฏการณ์ของผลพวงที่ไม่ได้มีความตั้งใจให้เกิดขึ้นเหล่านี้ จะส่งมอบความน่าประหลาดใจอีกมากมาย  ในสงครามตัวแทนเชิงกลยุทธ์ที่ไม่มีท่าทีจะสิ้นสุดลงง่ายๆระหว่าง US-Russian โลกได้กลายมาเป็นสถานที่ที่อันตรายมากยิ่งขึ้น หลังจากตุรกีตัดสินใจโจมตีเครื่องบินรัสเซีย ในซีเรีย…..
by Crescent Correspondent
Source http://www.crescent-online.net/2015/12/russia-syria-nato-and-unintended-consequences-crescent-correspondent-5190-articles.html