สื่อรัสเซียเผย นายพล “กอซิม สุไลมานี” แห่งอิหร่านกับฮิซบุลเลาะห์ ร่วมในปฏิบัติการช่วยชีวิตนักบินรัสเซีย

6276

วันนี้ (26 พ.ย.) Sputnik สื่อรัสเซียชื่อดังเผยแพร่รายงานพิเศษภาคภาษาเปอร์เซีย เขียนโดย อัมมาด ออบเชนอส ระบุ นายพลกอซิม สุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังกุดส์ ซึ่งเป็นหน่วยหนึ่งของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน กับกองกำลังฮิซบุลเลาะห์แห่งเลบานอน ได้ร่วมมือในปฏิบัติการช่วยเหลือนักบินที่ถูกเครื่องบินถูกตุรกียิงตก จนสามารถนำตัวกลับมาได้อย่างปลอดภัย

Sputnik รายงานว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการปล่อยข่าวว่า นายพลกอซิม สุไลมานี ได้รับบาดเจ็บสาหัส จนเสียชีวิต ซึ่งทางกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านได้ออกมาปฏิเสธข่าวลวงดังกล่าว  แต่สื่อตะวันตกและสื่ออาหรับ ก็ยังพยายามที่จะเผยแพร่ข่าวลือนี้ โดยไม่สนใจข้อเท็จจริงใดๆ

อัมมาด ออบเชนอส นักวิเคราะห์ รายงานว่า เมื่อวานนี้ผมได้นั่งคุยกับหนึ่งในคนใกล้ชิดของนายพล สุไลมานี  เขาได้ปฏิเสธข่าวลือนี้เช่นกัน และเขายังบอกอีกว่า ไม่เพียงแต่นายพลจะสุขภาพดีสมบูรณ์ทุกประการ ท่านยังมุ่งไปแนวหน้าของสนามรบ ทำสงครามกับกลุ่มก่อการร้ายในเขตชายแดนอิหร่านอีกด้วย

โดยปกติแล้ว ฝ่ายศัตรูของนายพลกอซิม มักพยายามใช้วิธีการปล่อยข่าวลักษณะนี้ เพื่อสร้างวิกฤติทางความมั่นคง และหากฝ่ายตรงข้ามออกมาปฏิเสธ พวกเขาก็จะหาทางแก้ตัว และตั้งเป้าหมายโจมตีอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม นายพลกอซิม สุไลมานี คือหนึ่งในบุคคลที่กลุ่มก่อการร้ายในซีเรีย-อิรัก หรือแม้แต่อิสราเอลต่างหมายหัว แน่นอนหากว่า นายพลกอซิมไม่สบายเพราะเป็นหวัดและเขารักษาตัวที่โรงพยาบาล พวกเขาจะตามไปสังหารนายพลในโรงพยาบาล ด้วยการทำให้หัวใจวายหรือโรคมะเร็ง อย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อวานนี้ข่าวการชีวิตนักบินชาวรัสเซีย และการยิงเครื่องบินรัสเซียที่ปฏิบัติการโจมตี ISIS โดยตุรกี  สองข่าวนี้  กลายเป็นกระแสใหญ่ แต่ก็ไม่มีใครอธิบายว่า ปฏิบัติการของศัตรูประสบความสำเร็จได้อย่างไร

ผมได้ติดต่อกับอดีตทหารเก่าคนหนึ่งของซีเรีย และได้สอบถามเขาถึงเรื่องที่ผมกำลังสืบค้นข้อเท็จจริงอยู่ เขาได้อธิบายกับผมว่า ทันทีที่เครื่องบินตก รัสเซียได้ส่งเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยเพื่อเตรียมช่วยชีวิตนักบินในทันที แต่ เฮลิคอปเตอร์ถูกฝ่ายก่อการร้ายยิงจรวดสอยร่วงในทันที กลุ่มที่ยิงเฮลิคอปเตอร์คือกลุ่ม FSA และกลุ่มเติร์กที่มีส่วนพัวพันธ์และเกี่ยวข้องกับตุรกี พวกเขาใช้จรวดเทคโนโลยีระดับสูงยิงใส่เฮลิคอปเตอร์ ซึ่งในเหตุการณ์นี้มีหน่วยกู้ภัยของรัสเซียเสียชีวิตหนึ่งคน

หน่วยพิเศษซีเรีย เข้าร่วมปฏิบัติการช่วยชีวิต นักบินรัสเซีย

ในช่วงที่มีการวางแผนปฏิบัติการช่วยเหลือนักบินอย่างเร่งด่วนนั้น รัสเซียได้ติดต่อกับนายพลสุไลมานี และได้ให้ข้อมูลว่า กำลังเตรียมพร้อมในการช่วยชีวิตนักบินรัสเซีย ทางนายพลได้แนะนำให้ส่งนักรบกลุ่มพิเศษ ซึ่งมี นักรบฮิสบุลเลาะห์และหน่วยคอมมานโดซีเรีย ที่ได้รับกาฝึกพิเศษจากอิหร่าน ซึ่งมีความชำนาญในภูมิประเทศเป็นพิเศษ เข้าร่วมปฏิบัติการทางภาคพื้นดิน และให้รัสเซียคอยสนับสนุนทางอากาศ และแจ้งข้อมูลผ่านดาวเทียมให้กับพวกเขา นายพลกอซิม ยังให้คำมั่นว่า นักบินรัสเซียจะปลอดภัย และกลับมาในสภาพปกติ และผลก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

หลังจากใช้ดาวเทียมตรวจสอบจึงพบว่า นักบินที่รอดชีวิตอยู่ในสถานที่ซึ่งอยู่ห่างจากแนวหน้าของเขตปะทะซีเรียกับฝ่ายตรงข้าม

ในปฏิบัติการนี้มีทหารทักษะสูงจำนวน 6 นาย ซึ่งมาจากหน่วยของฮิสบุลเลาะห์ และคอมมานโดของซีเรียจำนวน 18 คน พวกเขาได้เขาไปในแนวหน้าของสนามรบ ในเวลาเดียวกันกับที่เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ของรัสเซีย ได้ยิงจรวดบริเวณรอบเขตไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามบุกเข้ามาได้   ซึ่งส่วนมากฝ่ายตรงข้ามตั้งหลักอยู่ในจุดที่เตรียมหนีอยู่แล้ว จึงทำให้หน่วยรบมีโอกาสในการเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างงายดาย และช่วยชีวิตนักบินได้สำเร็จ

อดีตทหารของซีเรีย ได้อธิบายว่า สาเหตุที่ฝ่ายกลุ่มก่อการร้ายประสบความสำเร็จ ในการโจมตีเครื่องบินรัสเซีย เพราะมีการเตรียมการร่วมกันล่วงหน้า ระหว่างทหารของฝ่ายตุรกีกับกลุ่มก่อการ  เพราะตุรกีพยายามที่จะจับนักบิน รัสเซียเป็นเชลยตั้งแต่แรกเริ่มในการถล่มไอซิซอยู่แล้ว แต่หลังจากนั้นตุรกีก็ใช้การเมืองในการเปลี่ยนกระแสไม่ให้มีการพูดถึงเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม เราสามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้

1. นายพลกอซิมไม่ได้บาดเจ็บ และยังคอยบัญชาการทหารอยู่ในแนวหน้าของสนามรบ และเขาได้ตอบคำถามเกี่ยวกับข่าวลือในครั้งนี้ด้วยการกระทำ ไม่ใช่คำพูดหรือสโลแกน

2. ไม่มีกลุ่มสายกลางอยู่จริงในซีเรีย และพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นผู้ก่อการร้ายหลายเชื้อชาติ

3. กลุ่ม 1+4 ไม่มีสิทธิล่วงล้ำดินแดนของประเทศอื่น และพวกเขาจะต้องจัดการกับผู้ก่อกการ้ายในพื้นที่ของตนเองให้หมดไป

4. การประสานงานร่วมมือระหว่างอิหร่านกับรัสเซียในซีเรีย เป็นไปอย่างมีระบบเหนือความคาดหมาย และสามารถยับยั้งศัตรูได้หลายร้อยคน

5. หลังจากรัสเซียยิงมิซไซล์เข้าพื้นที่เป้าหมาย กลุ่มก่อการได้ถอยถัพจากพื้นที่ และเข้าปะทะกับหน่วยคอมมานโด พวกเขาไม่ใช่ชาวซีเรีย แถมยังใช้เทคนิคทางทหารแบบคลาสสิก ซึ่งคาดว่าคนเหล่านี้คือทหารของตุรกี ที่อยู่ตามประเทศอื่นๆ แต่เนื่องจากเป็นนาทีฉุกเฉิน คอมมานโดจึงต้องทิ้งศพของข้าศึกเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ

6. กลุ่มก่อการร้ายที่อยู่ในพื้นที่ มีอาวุธทันสมัยที่มีประสิทธิภาพสูง และยังพัฒนาเทคนิคทางสงครามอีกด้วย

 

ที่มา
http://ir.sputniknews.com/opinion/20151126/963715.html