สงครามผิดพลาด! ศัตรูผิดตัว! …ถึงเวลาต้องให้รัสเซียนำในการต่อสู้กับไอซิซ

11064
(ภาพ) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวสุนทรพจน์ต่อผู้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดครั้งที่ 70 ของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่สำนักงานใหญ่ U.N. ในนิวยอร์ค เมื่อ 28 กันยายน 2015© Carlo Allegri / Reuters

เขียนโดย แคเธอรีน ชัคดัม
Source : www.rt.com

เกิดอะไรขึ้นเมื่อพันธมิตรที่คุณถือว่าใกล้ชิดที่สุดของคุณกลับกลายเป็นคนที่กำลังจะฆ่าคุณให้ตาย? ที่แย่กว่านั้น จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าความจริงที่คุณถือว่าจริงแท้แน่นอนกลับไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าใยแห่งความโกหกที่เหล่านักการเมืองถักทอออกมาขายให้คุณเกี่ยวกับสงครามของพวกเขา?

เรากำลังอยู่ในยุคที่แปลกจริงๆ เป็นยุคสมัยที่นักการเมืองและรัฐบาลสามารถให้เหตุผลโต้แย้งเพื่อสนับสนุนกลุ่มหัวรุนแรงได้ในนามของความมั่นคงแห่งชาติและประชาธิปไตย และขณะที่พวกคุณหลายคนอาจเลือกที่จะส่ายหน้าด้วยความไม่เชื่อ และยังโต้แย้งว่าโลกตะวันตกมีประวัติศาสตร์อยู่ในฝ่ายที่ถูกต้อง มีประวัติอยู่ในฝ่ายที่เจริญแล้ว แต่ขอให้ฉันได้เตือนความจำคุณเกี่ยวกับหมู่มิตรที่บรรดาผู้นำประเทศของพวกคุณคบหาสมาคม, ปกป้อง และสนับสนุนอยู่เรื่อยไป

ถ้าหากว่าเครื่องจักรทางสงครามสื่อของสหรัฐฯ เจตนาที่จะวาดภาพว่าการที่มอสโกเข้าไปจัดการกับไอซิซ กลุ่มหัวรุนแรงที่ถูกกระตุ้นด้วยแนวคิดวะฮาบีในซีเรีย ว่าเป็นการโจมตีต่อสิทธิ์ที่จะตัดสินใจทางการเมืองด้วยตัวเองของชาวซีเรีย ฉันก็ขอพูดอะไรบางอย่างให้ชัดเจน : การละเมิดสิทธิ์ของชาวซีเรียที่เคยเกิดขึ้นนั้นล้วนมีมาจากเส้นทางที่มีความเชื่อมต่อกับทำเนียบขาวเท่านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะวอชิงตันและพันธมิตรในการต่อต้านการก่อการร้าย ดินแดนลิแวนท์ก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของฝูงฆาตกรไอซิซพวกนี้

จริงๆ แล้ว ไอซิซก็จะไม่เกิดมีขึ้นมาตั้งแต่แรก ถ้าไม่ใช่เพราะวอชิงตันมีความปรารถนาต่อน้ำมันและก๊าซในตะวันออกกลาง!

กลุ่มผู้แจ้งเบาะแส, เจ้าหน้าที่ข่าวกรอง และนักข่าวสายสืบสวน จะต้องตะโกนบอกอีกกี่ครั้งถึงความหลอกลวง เพื่อให้ประชาชนชาวตะวันตกเข้าใจว่า กลุ่มคนบ้าคลั่งที่เขาบอกว่ามุ่งมั่นจะทำลายเสรีภาพของพวกเขานั้น ถูกออกแบบและสร้างขึ้นมาโดยรัฐบาลปีกขวาผู้คิดว่าตัวเองถูกต้องอยู่เสมอ ที่พวกเขาชื่นชอบกันเหลือเกินนั่นเอง?

เราอย่าลืมพันธมิตรที่มีค่าที่สุดของอเมริกาในภูมิภาคนี้ นั่นก็คือ ซาอุดิอารเบีย มหาอำนาจด้านน้ำมันของโลก ภายใต้การจับตามองของเชื้อพระวงศ์วิกลจริตที่ตะวันตกรู้แล้วว่าต้องก้มหัวให้เหล่านั้น มันเป็นการเกิดขึ้นของอาณาจักรใหม่แห่งอัสซีเรียนที่พวกเราทุกคนได้เห็นเป็นประจักษ์ และยังไม่ได้ทำอะไรกับมันเลย

สงครามที่ตะวันตกกำลังต่อสู้อยู่นั้น เป็นการต่อสู้กับศัตรูผิดตัว

เมื่อนักข่าวสายสืบสวนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดและดีที่สุดคนหนึ่งของอเมริกา ซีมัวร์ เอ็ม. เฮิร์ช ได้เปิดเผยเมื่อปี 2014 ถึงการโกหกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ บารัก โอบาม่า ในลิเบีย และการทำงานร่วมกันของตุรกีกับกลุ่มอัล-นุสรอ ในซีเรีย สื่อตะวันตกได้ทำอะไรบ้าง? พวกเขาได้เรียกร้องให้วอชิงตันตัดสัมพันธ์ทั้งหมดกับอังการ่า พันธมิตรชาติหนึ่งของนาโต้หรือไม่? พวกนักการเมืองได้ลุกขึ้นเรียกร้องการรับผิดชอบหรือไม่? ไม่ และก็ไม่ สิ่งที่อเมริกาและชาติตะวันตกทำก็คือ การพูดให้ร้ายเฮิร์ชที่กล้าเปิดเผยความจริง

จากการเปิดเผยทางวิกิลีกส์ของจูเลี่ยน อัสซานจ์ ไปจนถึงการที่เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนค้นพบความลับด้านการเฝ้าระวังของอเมริกา องค์กรสื่อก็พากันทำสงครามกับความจริง ด้วยการขายนิยายแฟนตาซีเกี่ยวกับประชาธิปไตยสำเร็จรูปให้แก่สาธารณชนตะวันตกที่เงียบสงบ

แต่จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อแม้แต่การโกหกคำโตที่สุดก็ไม่สามารถอุดปากความจริงได้อีกต่อไป? จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อชาติตะวันตกทั้งหลายถูกจับได้คาหนังคาเขาว่าเป็นตัวช่วยในการก่อการร้าย?

ที่จริงแล้ว ชาติตะวันตกและ “พันธมิตร” ของพวกเขาถลำลึกลงไปในเนื้อในของการก่อการร้ายจนแม้กระทั่งประธานาธิบดีโอบาม่าผู้ลื่นไหลก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้มากไปกว่าส่งเสียงครางคัดค้านการตัดสินใจโจมตีไอซิซในซีเรียของรัสเซีย วอชิงตันจะว่าอะไรอย่างก้าวร้าวได้ต่อการตัดสินใจของประธานาธิบดีปูตินที่จะทำลายการก่อการร้าย?

อย่างไรก็ดี นั่นไม่ใช่สิ่งที่สหรัฐฯ ประกาศหรอกหรือว่ากำลังทำอยู่ในตะวันออกกลางตลอดทศวรรษที่ผ่านมา? เหตุผลทั้งหมดเบื้องหลังการเข้าแทรกแซงทางทหารของอเมริกาไม่ใช่เพื่อกำจัดการก่อการร้ายและให้เปลวไฟแห่งเสรีภาพส่องแสงสดใสหรอกหรือ? แต่ถึงกระนั้น พันธมิตรนาโต้ก็ยังคงผูกพันตัวเองอยู่กับมหาอำนาจเหล่านั้นที่ต่อต้านประชาธิปไตย, มีอุดมการณ์ที่สุดโต่งและทุจริต ราวกับว่าตะวันตกยินดีอย่างยิ่งที่จะให้ลัทธิฟาสซิสม์มีชีวิตอยู่
ตั้งแต่การสนับสนุนการทำรัฐประหารของกลุ่มฟาสซิสต์ในเคียฟ ซึ่งนิวยอร์คไทม์อธิบายเมื่อต้นปี 2014 ว่า “เป็นเสมือนดอกไม้แห่งประชาธิปไตยอีกดอกหนึ่ง” ไปจนถึงการสมรู้ร่วมคิดของตุรกีกับกลุ่มนักรบก่อการร้ายที่ชื่เสียง และปฏิบัติการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ในเยเมนของซาอุดิอารเบีย แต่ชาติตะวันตกทั้งหลายก็ยังคงเก็บความชั่วช้าที่สุดของพวกเขาเหล่านั้นไว้ใกล้หัวใจและกระเป๋าของตนอยู่

คุณว่าเป็นการกล่าวร้ายอย่างนั้นหรือ? ถ้าเช่นนั้น เรามาดูข้อเท็จจริงที่น่าสนใจบางอย่างกัน

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2015 ฮัฟฟิงตันโพสต์ ได้ตีพิมพ์บทความชิ้นหนึ่งของ Associated Press ที่มีเนื้อหาว่า “โดยไม่ใยดีกับความกังวลของสหรัฐฯ เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือกลุ่มหัวรุนแรง ตุรกีและซาอุดิอารเบียตกลงกันที่จะใช้ยุทธศาสตร์ใหม่ในการโค่นล้มประธานาธิบดีบะชัร อัสซาด”

สองพันธมิตรที่ซื่อสัตย์ที่สุดของอเมริกาในตะวันออกกลางได้ออกมายอมรับอย่างเปิดเผยว่าให้การช่วยเหลือและสนับสนุนนักรบก่อการร้ายเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

ถอดความหมายได้ว่า : รัฐบาลเทวาธิปไตยที่รุนแรงที่สุดในโลกกับเพื่อนของมันที่เป็นฟาสซิสต์มากขึ้นทุกทีในอังการ่ากำลังเล่นเกม ‘ให้อาวุธนักรบไอซิซกันเถอะ’ และเราน่าจะเชื่อว่ารัสเซียกับอิหร่าน ที่ยับยั้งขัดขวางการก่อการร้ายอย่างแข็งขันทั้งคู่ เป็นอันตรายที่แท้จริง?

เราถูกคาดหวังจริงๆ หรือว่าจะต้องซื้อการโฆษณาชวนเชื่อของวอชิงตัน เมื่อ “เพื่อน” ของมันกำลังเชือดเฉือนและบั่นทอนประชาธิปไตยในบ้านให้เข้ากับร่องเสียงของระบอบเอกาธิปไตย(เผด็จการ)? เมื่อแม้แต่เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ยังปล่อยหน้ากากให้เลื่อนลงเล็กน้อย ด้วยการยอมรับว่าจริงๆ แล้วทำเนียบขาวก็มีการติดต่อสัมพันธ์ที่น่ารังเกียจ แม้จะไม่ใช่นโยบาย ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือที่จะกลับมาวางแผนกันใหม่และทบทวนความสัมพันธ์กันอีกที?

วุฒิสมาชิก ดิ๊ก แบล๊ก จากรัฐเวอร์จิเนีย บอกกับ RT เมื่อเดือนกันยายนนี้ว่า “ถ้าสหรัฐฯ หยุดฝึกซ้อมนักรบญีฮาดและหยุดให้อาวุธแก่นักรบญีฮาด สงครามก็จะจบ”

แต่เมื่อมหาอำนาจตะวันตกยังคงยุ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันตรายเหล่านั้นอยู่ ก็มีบางอย่างที่จะต้องขบคิด จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพันธมิตรที่คุณเรียกว่าเพื่อนและถูกใช้เพื่อเข้าถึงทางภูมิประเทศและทางการเมืองของพวกเขา เติบโตเร็วกว่าคุณ?

ต้องคิดให้เร็ว เพราะนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในซาอุดิอารเบีย สัปดาห์นี้เองที่ราชอาณาจักรแห่งนี้กดดันให้เนเธอร์แลนด์และประเทศอื่นๆ ในยุโรป ในจำนวนนั้นมีฝรั่งเศสซึ่งเป็นสมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ล้มเลิกการเรียกร้องให้ทำการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเยเมน

“ด้วยการล้มเหลวในจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนอย่างจริงของยูเอ็นเกี่ยวกับเยเมนที่เสียหายจากสงคราม คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนได้สูญเสียโอกาสในการที่จะยังยั้งการล่วงละเมิดต่อไป” ฟิลิลปเป แดม รองผู้อำนวยการเจนีวาของยูเอ็น กล่าวในแถลงการณ์

ด้วยอำนาจจากเงินและความมั่นใจทางการเมืองที่เพิ่งพบใหม่ ซาอุดิอารเบียไม่เพียงแค่ปิดปากทั้งยูเอ็นและมหาอำนาจตะวันตกได้เท่านั้น แต่ยังข่มให้ปฏิบัติตามได้ด้วย

เมื่อพิจารณาสิ่งต่างๆ ทั้งหมดแล้ว เราสามารถสนับสนุนรัสเซียและทำลายการก่อการร้ายได้แล้วหรือยัง?

 

—-
By : Catherine Shakdam

เกี่ยวกับผู้เขียน : แคเทอรีน ชัคดัม เป็นนักวิเคราะห์การเมือง, นักเขียน และนักวิจารณ์เกี่ยวกับตะวันออกกลาง โดยเน้นเป็นพิเศษในเรื่องขบวนการหัวรุนแรงและเยเมน ผลงานของเธอตีพิมพ์เผยแพร่ในสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีชื่อเสียงของโลก เช่น Foreign Policy Journal, Mintpress News, The Guardian, Your Middle East, Middle East Monitor, Middle East Eye, Open Democracy, Eurasia Review และอีกมากมาย เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญทางสถานี RT ยังเขียนบทวิเคราะห์ให้กับ Etejah TV, สถานีวิทยุ IRIB, Press TV และ NewsMax TV เป็นผู้อำนวยการโครงการต่างๆ ของสถาบัน Shafaqna เพื่อการศึกษาตะวันออกกลาง และเป็นที่ปรึกษาให้กับ Anderson Consulting งานวิจัยและผลงานเกี่ยวกับเยเมนของเธอถูกนำไปใช้โดยคณะมนตรีความมั่นคงสห ประชาชนในเรื่องที่เกี่ยวกับเยเมนถูกปล้นกองทุนในปี 2015