ชาวคริสต์ มุสลิม เรียกร้องความร่วมมือระหว่างศาสนาเพื่อต่อสู้กับไอซิซ ด้วยสารแห่งสันติของศาสดามุฮัมมัด

“มันถึงเวลาแล้วที่ทุกศาสนาจะต้องร่วมมือกันและกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘อย่าทำในนามของเรา’” ดร.จอห์น แอนดริว มอร์โรว์ หนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงที่อยู่เบื้องหลังขบวนการใหม่ระหว่างศาสนาที่ยืนหยัดต่อต้านไอซิซและกลุ่มหัวรุนแรงด้วยสันติวิธี บอกกับ MintPress

1491

ลอนดอน – อเมริกา ประเทศที่เจ็บปวดจากสงคราม กำลังต่อสู้กับศัตรูที่เข้าใจยากตลอดกาล นั่นก็คือ กลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่ง กองกำลังที่มีหลายชื่อและหลายหน้า ภัยคุกคามนี้ปรากฏขึ้นเพื่อรวบรวมตัวเองเข้าเป็นรัฐอิสลามแห่งอิรักและซีเรีย หรือ ไอซิซ (Islamic State of Iraq and Syria) ซึ่งน่าจะพูดได้ว่า เป็นศัตรูที่ดุร้ายที่สุดและใกล้ตัวที่สุดของโลก

เนื่องจากการอ้างตัวว่าตนมีความเกี่ยวพันกับศาสนาอิสลาม ไอซิซและกลุ่มนิยมความรุนแรงอื่นๆ ที่เหมือนๆ กัน จึงทำให้มุสลิมทั่วโลกต้องปกป้องตัวเองและแก้ต่างให้กับศาสนาของพวกตน จากความบ้าระห่ำของลัทธิจารีตนิยมนั้น บ่อยครั้งที่ชาวมุสลิมถูกโจมตีและถูกกล่าวหาว่าปิดซ่อนความรู้สึกชื่นชอบ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ชาวคริสเตียนและชาวยิวเอาไว้ พวกเขาต้องทนทุกข์กับความอัปยศอดสูหลายครั้งก็เพราะความโง่เขลาของคนวิกลจริตกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่ง

แต่ยังมีนักวิชาการมุสลิมคนหนึ่งที่ให้คำมั่นว่าจะไม่ยอมให้ศาสนาของเขาถูกใส่ร้ายหรือถูกใช้ประโยชน์เพื่อพบกับจุดจบที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ดร.จอห์น แอนดริว มอร์โรว์ นักการศาสนา นักวิจัย และนักเขียนชาวแคนาดาโดยกำเนิด กำลังสร้างขบวนการหนึ่งขึ้นมาเพื่อต่อต้านการก่อการร้ายที่รากเหง้าของมัน และจุดประกายเครือข่ายระหว่างศาสนาที่แข็งแกร่งพอที่จะต้านทานพายุแห่งการถือทิฐิได้

“แทนที่จะโต้แย้งเรื่องศาสนาด้วยความป่าเถื่อนกระหายเลือด เราคิดว่าน่าจะชี้นำด้วยการแสดงตัวอย่างมากกว่า ในศาสนาอิสลามเรามีธรรมเนียมหนึ่งที่ปลูกฝังกันมานานกว่าหนึ่งพันปีแล้ว ที่เรียกว่า ฟุตูวา หรือ ความไม่เห็นแก่ตัว มุสลิมเคยแข่งขันกันในด้านการมีคุณธรรม ดังที่อิหม่ามอะลีได้กล่าวไว้ว่า ‘จงเป็นมิตรกับผู้ถูกกดขี่ และเป็นศัตรูกับผู้กดขี่’” มอร์โรว์บอกกับสำนักข่าว MintPress

เมื่อมหาอำนาจทางการทหารอย่างอเมริกาสามารถเอาชนะไอซิซได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น มอร์โรว์และคนอื่นๆ เห็นด้วยกับความคิดของเขาจึงตัดสินใจที่จะก้าวเข้ามาและเสนอวิธีการหนึ่งที่แตกต่างออกไปให้กับสงครามแห่งศาสนานี้

“ไอซิซเป็นมากกว่าแค่ภัยคุกคามต่อมหาอำนาจโลกและประชาชาติของโลก ไอซิซเป็นการลบล้างความมีอารยธรรม มันทำลายเพื่อปราบปราม เป้าหมายเดียวของกลุ่มนี้ก็คือการทำลายมรดกทางประวัติศาสตร์, ศาสนา, ชาติพันธุ์ และสังคมของภูมิภาคหนึ่ง เพื่อบังคับใช้กฎเกณฑ์ของมันกับเศษซากจิตวิญญาณของประชาชน” รับไบ เมียร์ เฮิร์สช์ จากองค์กร Neturei Karta ของชาวยิวที่ประณามไซออนิสต์ว่าเป็นการต่อต้านศาสนายิว บอกกับ MintPress

ชาวยาซิดีหลายแสนคนตกอยู่ภายใต้การโจมตีของไอซิซในอิรักเมื่อปีที่แล้ว ถูกนักรบกลุ่มนี้บีบบังคับอยู่ในสภาพที่น่าสังเวชที่สุด ชุมชนทางศาสนาที่มีอายุหลายศตวรรษนี้มีต้นกำเนิดมาจากแผ่นดินเก่าแก่แห่งเมโสโปเตเมีย ต้องพบกับการทำลายล้างอย่างราบคาบ เพื่อทบทวนความน่าสะพรึงกลัวของปฏิบัติการอันเหี้ยมโหดของไอซิซที่กระทำต่อชาวยาซิตี้ในอิรัก จึงมีรายงานบทหนึ่งใน Huffington Post เมื่อต้นเดือนนี้ที่มีใจความว่า :

“สัปดาห์นี้เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว กลุ่มที่อ้างตนว่าเป็นรัฐอิสลามในลิแวนท์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ไอซิซ ได้กระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยาซิตี้ในเมืองซินจาร์ ผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กๆ หลายแสนคนได้หลบหนีไปยังภูเขาซินจาร์ และต้องติดอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหลายวัน พวกเขาหลายร้อยคนถูกไอซิซสังหารหมู่ และหลายสิบชีวิตต้องจบสิ้นไปเพราะความอดอยากและขาดน้ำ รายงานของสหประชาชาติฉบับหนึ่งได้ระบุถึงการละเมิดสิทธิ์มนุษยชนอื่นๆ การบังคับให้เปลี่ยนศาสนา และการลักพาตัวสตรีและเด็กผู้หญิง”

ตอนนี้ชาวยาซิดีประมาณ 500,000 คน ก็กำลังเสี่ยงชีวิตอยู่ภายใต้การปกครองอบูบักร์ อัล-บัฆดาดี ผู้นำที่อ้างตนขึ้นมาเองของไอซิซ

ชาวยาซิดีไม่ใช่คนกลุ่มเดียวที่ถูกกลุ่มไอซิซระบุว่าต้องพบกับความตาย นักรบกลุ่มนี้ยังมุ่งเป้าไปที่ชาวคริสเตียน มุสลิมชีอะฮ์ ชีอะฮ์สายอาลาวี และชาวซูฟีด้วย แม้แต่มุสลิมซุนนีก็ถูกประหารชีวิต ถึงแม้ไอซิซจะอ้างตนว่ามาจากความเชื่อของนิกายนี้

ศาสนาอิสลามแบบไอซิซมีต้นกำเนิดมาจากลัทธิวะฮาบี ที่มีการตีความตัวบทพระคัมภีร์ไปในทางรุนแรง ซึ่งสนับสนุนการทำลายล้างทุกกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีบารัก โอบาม่า ได้กล่าวบรรยายที่มหาวิทยาลัยอเมริกา เขาได้กล่าวถึงทางเลือกในการทำสงครามและการเข้าแทรกแซงทางการทหารโดยทั่วไป โดยหมายที่จะใช้แทนการบรรลุสันติภาพด้วยการเจรจาทางการทูต และแม้ว่าโอบาม่าจะกล่าวพาดพิงถึงอิหร่าน และเพิ่งจะลงนามในข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน แต่มอร์โรว์, กวีและนักอภิปรัชญา ชาร์ลส์ อัพตัน และบิชอปฟรานซิส คาลาบัต แห่งคริสตจักร Eastern Rite uniate และคนอื่นๆ ต่างตระหนักถึงภูมิปัญญาที่จะไม่ใช้เครื่องกระตุ้นทางทางทหารในการที่จะทำให้เกิดสันติภาพ

พวกเขาเลือกที่จะมองไปยังการสนับสนุนร่วมกันทั้งสองฝ่าย และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทางศาสนาที่จะต่อต้านการคืบคลานไปข้างหน้าของลัทธิหัวรุนแรงสุดโต่ง โดยเลือกที่จะเอาชนะอุดมการณ์ก่อการร้ายด้วยบทสรุปทางศาสนาและความอดทนอดกลั้น มากกว่าที่จะใช้ระเบิดและการข่มขู่คุกคาม ขณะที่ความพยายามร่วมกันระหว่างศาสนานี้จะวนเวียนอยู่ในความร่วมมือกันระหว่างมุสลิมกับคริสเตียนเป็นหลัก แต่มอร์โรว์ก็หวังว่าองค์กรชาวยิวและลัทธินิกายทางศาสนาอื่นๆ จะตอบรับการเรียกร้องของเขาด้วยเช่นกัน

ดร.จอห์น มอร์โรว์ และการก่อเกิดพันธสัญญา

ในเดือนตุลาคม 2013 ดร.จอห์น แอนดริว มอร์โรว์ ได้เผยแพร่หนังสือชื่อ “The Covenants of the Prophet Muhammad and the Christians of the World” (พันธสัญญาของศาสดามุฮัมมัดและชาวคริสเตียนทั่วโลก) ซึ่งเป็นทั้งพินัยกรรมและสักขีพยานต่อภาระผูกพันของศาสนาอิสลามในการสร้างความสมัครสมานสามัคคีระหว่างศาสนา หนังสือของมอร์โรว์ได้สะท้อนทั้งเสียงของมุสลิมและคริสเตียน

charter-of-privelges-to-Christians

ในการตำหนิความเชื่อของกลุ่มหัวรุนแรงที่ได้รับแรงกระตุ้นจากคำสอนของวะฮาบีนั้น หนังสือของมอร์โรว์พยายามที่จะยืนยันและรับรองการวินิจฉัยกฎหมายอิสลามที่แท้จริง หรือชารีอะฮ์ เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม โดยอ้างอิงจากเอกสารที่เพิ่งถูกค้นพบใหม่ที่บันทึกคำพูดจริงของศาสดามุฮัมมัด

หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่แต่ละชิ้นได้เน้นถึงภาระผูกพันของศาสนาอิสลามที่มีต่อสันติภาพและความสามัคคีกลมเกลียวระหว่างศาสนา “สายสัมพันธ์ไม่มีในสงครามแต่มีในความเคารพนับถือ” มอร์โรว์บอกกับ MintPress “ศาสนาอิสลามไม่เคยถูกกำหนดมาให้เป็นอาวุธสงครามต่อชนชาติอื่นๆ หรือศาสนาอื่นๆ เป็นแต่เพียงทางนำให้กับผู้ที่ปรารถนาจะยอมรับสัจธรรมของมันเท่านั้น”

ขณะที่คำพูดเผยแพร่ออกไปและขณะที่มีการกล่าวถึงผลงานของมอร์โรว์มากขึ้น ทั้งหมดกำลังรู้สึกได้ถึงโอกาสที่อยู่เบื้องหลังสารแห่งสันติภาพอันทรงอำนาจและเป็นสากลเช่นนี้ The Covenant Initiative (การริเริ่มแห่งพันธสัญญา) ก็ได้เกิดขึ้น

ด้วยแรงบันดาลใจจากมอร์โรว์ และการดำเนินการโดยชาร์ลส์ อัพตัน นักวิชาการและนักเขียนชาวอเมริกัน ขบวนการนี้ได้เริ่มก่อตัวขึ้น โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ความเชื่อว่า ต้องมีวิธีหนึ่งที่จะต่อสู้กับการก่อการร้ายได้ดีกว่าการทำสงครามอย่างไม่สิ้นสุด

มอร์โรว์ได้อธิบายถึงผลขยายออกไปเบื้องหลังหนังสือเล่มนี้ รวมถึงการตอบสนองที่ได้รับจนถึงขณะนี้

“หนังสือ ‘The Covenants of the Prophet Muhammad with the Christians of the World’ ได้รับความเห็นชอบจากนักวิชาการตะวันตกระดับแนวหน้า รวมถึงนักวิชาการระดับแนวหน้าของซุนนี ชีอะฮ์ และซูฟีด้วย ความพยายามของเราได้รับการอำนวยพรจากอัล-ฮาบีบ อะลี อัล-จิฟรี, พระสันตปาปา และบาทหลวงคริสเตียนหลายคน เราได้ส่งมอบสำเนาพันธสัญญาของท่านศาสดาให้กับผู้นำคริสเตียนคนสำคัญทั้งหมดในโลกมุสลิม และต่างประเทศ ด้วยความพยายามที่จะปกป้องเกียรติของท่านศาสดา ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมและคริสเตียน และบางที อาจจะช่วยรักษาชีวิตมนุษย์เอาไว้ได้บ้างในกระบวนการนี้”

มอร์โรว์ต้องการที่จะสนับสนุนให้คนอื่นๆ ไม่ว่าจะอยู่ในนิกายใดในศาสนาอิสลาม ให้ออกมาและให้เกียรติต่อคำสอนของคัมภีร์กุรอานและซุนนะห์ (แบบฉบับ) ของศาสดามุฮัมมัดด้วยการยืนหยัดขึ้นเพื่อผู้ถูกกดขี่

“กล่าวสั้นๆ เราขอปฏิเสธที่จะยืนนิ่งเฉยในขณะที่ความโหดร้ายกำลังถูกกระทำขึ้นในนามของอัลลอฮ์ ในนามของท่านศาสดา ในนามของอิสลาม คัมภีร์กุรอาน ซุนนะฮ์ และชาริอะฮ์” มอร์โรว์กล่าวเน้น “ในการนี้เราต้องการความช่วยเหลือจากทุกคน ทั้งชาวคริสเตียน ชาวยิว ชาวมุสลิม … ทุกคน”

Genocide Initiative (การริเริ่มแห่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)

ด้วยความมุ่งหมายที่จะปฏิบัติตามพันธสัญญาของอิสลามต่อศาสนาคริสต์และศาสนาจากอิบรอฮีมทั้งหมด ดร.มอร์โรว์ และชาร์ลส์ อัพตัน ได้ออกไปพบปะกับนักการศาสนา นักวิจัย และผู้อยู่ในเครื่องแบบทั้งหลาย ด้วยหวังที่จะสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งเพื่อต่อต้านกลุ่มหัวรุนแรงและการไม่ยอมรับความเห็นต่างทางศาสนา

covenants-of-Christian-world

ทั้งในหนังสือและเว็บไซต์ของมอร์โรว์ต่างก็มี The Covenant Initiative อยู่ ซึ่งเป็นคำประกาศที่มุสลิมสามารถลงนามได้ อันเป็นการรับรองว่าตนยอมรับสนธิสัญญาของมุฮัมมัดว่าเป็นข้อผูกพันตามกฎหมายสำหรับมุสลิมในปัจจุบัน การริเริ่มนี้ ซึ่งมีผู้ลงนามไปแล้วมากกว่า 20,000 คนจากทุกสาขาอาชีพ ทำให้มุสลิมมีวิธีการที่จะแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับชาวคริสเตียนที่ถูกโจมตีจากผู้ก่อการร้ายที่ชั่วร้ายและหลงผิด ที่อ้างตนอย่างผิดๆ ว่ากระทำไปในนามของอิสลาม ในตะวันออกกลาง แอฟริกา และส่วนอื่นๆ ของโลก

เมื่อความจริงปรากฏจากรายงานข่าวว่ามหาอำนาจของโลกได้แอบให้การสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มก่อการร้าย เพื่อใช้เป็นอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง เพื่อส่งเสริมวาระล่าอาณานิคมใหม่ ความพยายามของมอร์โรว์อาจจะสามารถช่วยแนะนำพลังใหม่ในการขจัดแนวความคิดผิดๆ ที่ไอซิซและกลุ่มคล้ายกันนี้กำลังผลักดันว่าเป็นความทะเยอทะยานแบบอิสลาม

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม บอชอปฟรานซิส คาลาบัต ได้แนะนำให้เปิดตัว Genocide Initiative (การริเริ่มแห่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) ควบคู่ไปกับ Covenant Initiative (การริเริ่มแห่งพันธสัญญา) ที่ชาวมุสลิมและคริสเตียนได้ร่วมกันต่อต้านผู้ที่ประกาศสงครามกับพระเจ้าด้วยการสร้างมลทินให้กับสารของพระองค์

บิชอปคาลาบัต เขียนในจดหมายฉบับหนึ่งที่ส่งถึงมอร์โรว์ และอัพตัน ว่า :

“ข้าพเจ้าเชื่อว่าชาวมุสลิมมีบทบาทสำคัญในการริเริ่มนี้ แต่ข้าพเจ้าไม่ใช่ผู้ศรัทธาที่ดีในด้านการสาธิต ตัวพระสันตปาปาเองได้ทำการขอร้องหลายครั้งให้หยุดความโหดร้ายที่กระทำโดยไอซิซ/ไอซิล/ไอเอส นี้ และข้าพเจ้ารู้ว่า USCCB ยังคงแสดงบทบาทสำคัญอย่างต่อเนื่อง

ข้าพเจ้ามีความคิดริเริ่มที่สามารถดึงดูดความสนใจมายังการกระทำทั่วไป ที่เราทุกคนสามารถทำงานร่วมกันได้ และนั่นก็คือการประกาศอย่างเป็นทางการว่า การกระทำของไอซิซ/ไอซิล/ไอเอส เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ไม่เพียงแค่ในสื่อ ไม่เพียงแค่ในวาทกรรมของนักการเมืองของเราบางคน แต่โดยสภาคองเกรสของสหรัฐฯ และโดยสหประชาชาติ แต่หน่วยงานเหล่านั้นประกาศอย่างเป็นทางการถึงการกระทำของพวกเขาว่าเป็น “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” แต่ไม่เคยประกาศในสิ่งที่มันเป็นจริงๆ เลย ซึ่งก็คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เรื่องนี้ต้องเป็นความพยายามที่ร่วมมือกัน ที่สามารถทำได้ในระดับท้องถิ่นโดยผู้นำที่ได้รับการเลือกตั้ง และผู้นำทางศาสนาของเราที่กำลังมีบทบาทอยู่ เมื่อนั้นจึงจะสามารถสร้างความตระหนักให้มากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับชาวคริสเตียนที่ถูกข่มเหงรังแกเหล่านี้ และอาจจะได้รับการตอบสนองที่มากขึ้นจากบรรดาผู้นำโลกได้

ขอให้เราเริ่มต้น Genocide Initiative (การริเริ่มแห่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) และขอพรจากพระเจ้าในการนี้กันเถิด”
มอร์โรว์ตอบจดหมายของผู้นำคาทอลิกผู้นี้ด้วยการตอบรับที่ชัดเจน

ผลขยายทางการเมือง

การเสนอของบิชอป คาลาบัต ที่ให้เรียกร้องต่อผู้นำโลกให้รับรองอาชญากรรมของไอซิซว่าเป็น การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ ได้แผ่ขยายออกไปทางการเมือง ยิ่งมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งสามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องราวของการก่อการร้ายอย่างเป็นทางการได้ และเปิดช่องทางใหม่ที่ไม่คาดคิดให้กับการแก้ปัญหาภัยพิบัติยุคใหม่นี้

สื่อกระแสหลักและเจ้าหน้าที่คนสำคัญของอเมริกันและตะวันตกได้แสดงจุดยืนพื้นฐานหนึ่งร่วมกันเกี่ยวกับการก่อการร้าย นั่นก็คือ มุสลิมและศาสนาอิสลามต้องถูกตำหนิ สำหรับความโหดร้ายที่กระทำขึ้นในนามของศาสนานี้

ความจริงก็คือ มุสลิมที่ตกเป็นเหยื่อในเบื้องต้นและเป็นเป้าหมายอย่างต่อเนื่องของไอซิซและสาขาของมัน คืออัล-กออิดะฮ์ ตอลีบัน และโบโกฮารัม ส่วนใหญ่จะไม่ได้รับความสนใจจากสื่อ

“น่าจะเข้าใจมากกว่าว่ามุสลิมไม่ใช่ศัตรู เพราะมุสลิมไม่เคยพูดหรือยอมรับภาษาสุดโต่งของไอซิซ แต่ตะวันตกเลือกที่จะวิจารณ์อิสลาม และตราหน้าคนของอิสลามว่าเป็นผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย และน่ารังเกียจ” ดร.มอร์โรว์ กล่าว

เขายังกล่าวเสริมว่า

“นี่คือสิ่งที่เราหวังจะเปลี่ยนแปลงด้วย Genocide Initiative นี้ เราต้องการเริ่มขั้นตอนแรกที่จะทำให้โลกยอมรับ และได้ยินเสียงเรียกร้องของผู้พลีชีพทุกคนของเรา ไม่ว่าจะเป็นคริสเตียน ชีอะฮ์ ซุนนี ยาซิดี อาลาวี … เราไม่สามารถยอมทนให้คนอย่างอัล-บัฆดาดีมากล่าวถึงคัมภีร์กุรอาน และเกี่ยวข้องกับอิสลาม ในขณะที่ทุกอย่างที่กลุ่มของเขาทำล้วนเป็นสิ่งที่ปฏิเสธต่อศาสนาอิสลาม”

Genocide Initiative เกิดขึ้นในขณะที่อเมริกาได้เปลี่ยนนโยบายของตนมาทางอิหร่าน หุ้นส่วนสำคัญในการต่อต้านไอซิซ แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงน้อยนิดก็ตาม

อิหร่านถูกวอชิงตันระบุว่าเป็นลางร้าย มาตั้งแต่เริ่มต้นการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านเมื่อปี 1979 เมื่อประชาชนชาวอิหร่านได้ร่วมกันปฏิเสธการปกครองของเผด็จการชาห์ที่สหรัฐฯ แต่งตั้งขึ้น เพื่อทวงคืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองของพวกเขา

ถึงแม้ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านจะถูกอธิบายว่าเป็น ข้อตกลง “ชั่วคราว” แต่มันก็ยังเป็นสักขีพยานถึงความต้องการของเตหะรานและวอชิงตันในการที่จะก่อเส้นทางใหม่และสร้างสัมพันธภาพใหม่ขึ้น แม้จะไม่ใช่มิตรภาพก็ตาม
นานก่อนหน้าที่จะมีการบรรลุข้อตกลงใดๆ อิหร่านได้พิสูจน์คุณค่าของตัวเองในการต่อสู้กับไอซิซในอิรักมาแล้ว เมื่อมันได้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อหยุดการรุกคืบของนักรบไอซิซ

“อิหร่านได้เข้าไปต่อสู้เพื่อยึดคืนโรงกลั่นน้ำมันที่สำคัญของอิรักแห่งหนึ่งคืนจากนักรบรัฐอิสลาม โดยใช้กำลังทหารจำนวนเพียงน้อยนิด บางคนใช้ปืนใหญ่ และบางคนใช้อาวุธหนัก เพื่อสนับสนุนการรุกคืบของกองกำลังภาคพื้นดินของอิรัก” เป็นรายงานข่าวใน The Guardian จากคำพูดของเจ้าหน้าที่กลาโหมคนหนึ่งของสหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤษภาคม

Genocide Initiative อาจจะเป็นจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งในการสร้างสายสัมพันธ์ใหม่ของชาติต่างๆ ประชาชน และศาสนาต่างๆ เพื่อต่อต้านการก่อการร้าย

มอร์โรว์ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า ประชาคมของศาสนาต่างๆ ไม่สามารถที่จะทนมองอยู่ได้ ในขณะที่ทั้งชาวมุสลิมและชาวคริสต์ต่างก็ถูกสังหารและถูกกระทำอย่างโหดเหี้ยมเป็นจำนวนมากเหมือนๆ กัน ลูกสาวและลูกชายของพวกเขาถูกกดขี่และถูกทำให้อัปยศอดสู คัมภีร์ของพวกเขาถูกทำให้มัวหมอง และสถานที่สำคัญของพวกเขาถูกทำลาย ศาสนาถูกเยาะเย้ย และศาสดาของพวกเขาถูกลบหลู่

“มันถึงเวลาแล้วที่ทุกศาสนาจะต้องร่วมมือกัน และกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘อย่าทำในนามของเรา’”

 

——-
เขียนโดย แคเธอรีน ชัคดัม

Source : http://www.mintpressnews.com/christians-muslims-heed-interfaith-call-to-fight-isis-with-muhammads-peaceful-message/208674/

แปล กองบก.เอบีนิวส์ทูเดย์