เบื้องหลังมกุฎราชกุมารอาบูดาบีแห่งเอมิเรตส์ เยือนซาอุฯ

1519

มกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบีและรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพยูเออี ได้เยือน เมือง ฏออีฟ ซาอุดิอาระเบีย เป็นครั้งที่สองในรอบสองสัปดาห์ โดยใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง และได้พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบีย

อัลอาลัม – รายงานจากแหล่งข่าวกรุงริยาด (เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา) ระบุ “โมฮัมเหม็ด บิน ซาเอด อาลี นาห์ยาน ” มกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี ได้เยือน เมืองฏออีฟ ในช่วงเวลาสั้นๆ โดยมี “มูฮัมหมัด บิน ซัลมาน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่เข้าร่วมกับกองกำลังปฏิบัติการโจมตีเยเมนครั้งใหม่ ภายใต้ “การคืนสู่ความหวัง” ให้การต้อนรับ

มกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบีและรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพยูเออี ในการพบปะครั้งล่าสุดที่ผ่านมากับเจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งได้เรียกร้องการสร้างกรอบการทำงานทางการเมือง ทางทหาร เพื่อยกระดับสถานะของชาวอาหรับในภูมิภาคและระดับโลก

ในการเดินทางระยะสั้น ของมกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี ยังเมืองฏออีฟ ได้เยี่ยมฐานทัพอากาศของ มาลิก ฟาฮัด ในเมืองนี้ด้วย และได้พบปะกับบรรดาเจ้าหน้าที่ทหารและกองพันทหารที่ห้า ที่มีเข้าร่วมปฏิบัติการกับพันธมิตรในการโจมตีเยเมน

ตลอดช่วงการเยือน ฏออีฟในครั้งนี้ ได้อ้างพูดและแสดงทัศนะว่า ธรรมชาติของความท้าทายและความเสี่ยงในภูมิภาค ทำให้เกิดการตื่นตัวและเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับศัตรู และสนับสนุนความสำเร็จของการพัฒนาและแผนการในอนาคตของการดำเนินชีวิตของเราและในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งในวันนี้ประเทศอาหรับกำลังเข้าสู่ขั้นตอนที่ละเอียดอ่อน ที่ปรารถนาและต้องการความร่วมมือและความเป็นปึกแผ่นและสนับสนุนซึ่งกันและกัน

มกุฎราชกุมาร อบูดาบี ยังเผยอีกว่า หากพิจารณาจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคในวันนี้ เป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ถูกกำหนดขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ที่เราจำเป็นต้องมีขั้นตอนที่สร้างสรรค์บนเส้นทางไปสู่ชัยชนะ ต่อสู้กับความเสี่ยงที่รุนแรงและเสริมสร้างกำลังคนให้พร้อมในการรับมือ

ก่อนหน้านี้ที่จะมาเยือนซาอุ อาลี นาห์ยอน ได้เดินทางไปวอชิงตันพบกับประธานาธิบดีบารักโอบาของอเมริกา ในขณะมีรายงานระบุว่า ยูเออีและซาอุดีอาระเบีย มีความขัดแย้งและแตกคอกัน ในการปฏิบัติการ “พายุแกร่ง” ในการเข่นฆ่าชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์ชาวเยเมน ถึงแม้นว่ายูเออี เป็นหนึ่งในพันธมิตรในการบุกโจมตีเยเมนก็ตาม

ลอส แองจิเลส ไทมส์ รายงาน จากแหล่งอ้างอิงของอเมริกาที่เชื่อถือได้ว่า แรงกดดันจากวอชิงตันที่มีต่อริยาดให้ยุติการปฏิบัติการ “พายุแกร่ง” เป็นเหตุให้เกิดรอยร้ายและความขัดแย้งระหว่างอเมริกาและซาอุดีอาระเบีย

หนังสือพิมพ์ อเมริกา ยังรายงานเสริมอีกว่า ในที่สุดซาอุดิอาระเบียก็ตัดสินใจที่จะยืนหยัดในความตั้งใจของตัวเองและโดยไม่คำนึงถึงจุดยืนของอเมริกาและชาติพันธมิตรอาหรับ ด้วยการประกาศหยุดปฏิบัติการ “พายุแกร่ง” และสู่ขั้นต่อไปของการโจมตีที่เรียกว่า “ปฏิบัติการกู้ภัยแห่งความหวัง”

นักวิเคราะห์เชื่อว่า ซาอุดีอาระเบียและตุรกี เป็นสองประเทศคู่แข่งที่จะเป็นผู้ที่นำของโลกอาหรับและโลกมุสลิม ซึ่งเพื่อบรรลุความฝันเหล่านี้ จะใช้กลอุบายต่างๆ และการก่ออาชญากรรมในรูปแบบต่างๆโดยไม่เลือกปฏิบัติ

แม้ว่ากลุ่มพันธมิตร ที่บุกโจมตีเยเมนโดยมุ่งเป้าสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์ในเยเมนก็ตาม แต่ซาอุฯในฐานะแกนนำของพันธมิตรก็ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์และความสามารถของตนอย่างเต็มรูปแบบ ในการบรรลุความฝันของตนในการเป็นผู้โลกอาหรับ โดยมีตุรกีเป็นคู่แข่ง อีกทั้งยังมีสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเป็นคู่แข่งหลักที่สำคัญในการชิงภาวการณ์เป็นผู้นำของโลกอิสลาม

นักวิเคราะห์ ประเมินว่า การเยือนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเออีในฐานะชาติเล็กๆชาติหนึ่งในอาหรับ ยังซาอุดิอาระเบียครั้งนี้ มีสองเหตุผลหลักที่สำคัญด้วยกัน ประการแรกคือ ประกาศให้การสนับสนุนระบอบการปกครองซาอุดีอาระเบีย และยอมรับซาอุดิอาระเบียเป็นพี่ใหญ่ในโลกอาหรับ และประการที่สอง เพื่อแสดงให้เห็นถึงอำนาจทางทหารของตนเองในภูมิภาคนี้