โอกาสดีที่สุดของสหรัฐฯ ในการเผชิญหน้ากับการก่อการร้าย อยู่ที่ศัตรูตัวฉกาจ

วอชิงตันคงไม่เคยคิดที่จะทำงานร่วมกับซีเรีย อิหร่าน หรือรัสเซีย แต่เมื่อเป็นการต่อสู้กับกลุ่มเช่นไอซิซ ประเทศเหล่านั้นอาจจะเป็นความหวังเดียวของวอชิงตันก็ได้

1795

(ภาพ) สมาชิกจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิบัติของอิหร่านเดินขบวนในการสวนสนามประจำปีของกองทัพ เนื่องในวาระครบรอบ 34 ปี ของการเริ่มต้นสงครามอิหร่าน-อิรัก 1980-88 นอกกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน อิหร่านกำลังทำสงครามภาคพื้นดินกับไอซิซในซีเรียและอิรัก


 

วอชิงตัน – เนื่องด้วยฉากหลังที่เป็นหลุมดำทางการทูตและการเมืองของตะวันออกกลางภายหลังคลื่นการปฏิบัติอาหรับสปริง ซีเรีย อิหร่าน และรัสเซีย ที่วอชิงตันระบุว่าเป็นศัตรู อาจจะเป็นโอกาสดีที่สุดในการเผชิญหน้ากับการก่อการร้ายอย่างมีประสิทธิภาพของมันก็ได้

ขณะที่อาจจะยังไม่เห็นตัวแสดงทั้งหมด แต่ภัยคุกคามจากมุสลิมสายสุดโต่งก็สามารถพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นเครื่องกระตุ้นทางการเมืองที่ทรงอำนาจในการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างรวดเร็วและไม่คาดคิดมาก่อน

ดังที่ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า วอชิงตันสามารถทำการมองข้ามไปได้เมื่อถูกกดดันอย่างหนัก การเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ และโซเวียต ในปี 1941-1945 เพื่อต่อสู้กับนาซีเยอรมันได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญตัวหนึ่งในการทำสงครามของฝ่ายพันธมิตร และในที่สุดมันได้นำไปสู่การแตกสลายของจักรวรรดิที่สาม (Third Reich)

“ถ้าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้รับอนุญาตในทางปฏิบัติให้ดำเนินการเหมือนก่อนนี้มากกว่าการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองและละวางความเป็นชาตินิยมไว้ก่อน ตรรกะอาจกำหนดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้วในการเป็นพันธมิตรในภูมิภาคนี้ก็ได้” รูฟิซ ฮาฟิโซกลู หัวหน้าหน่วยข่าวอาหรับของสำนักข่าว Trend News ในอาเซอร์ไบจัน บอกกับสำนักข่าว

“ดูจากความเป็นไปในขณะนี้ และการที่สหรัฐฯ ไม่เพียงแต่รับมืออย่างผิดพลาดกับสถานการณ์ไอซิซ (รัฐอิสลามแห่งอิรักและซีเรีย) แต่ยังช่วยสนับสนุนกองทหารที่เหมือนกับไอซิซในแคว้นลีแวนท์ให้ได้เปรียบทางการเมืองกว่าฝ่ายปกครองดามัสกัส เห็นได้ชัดเจนว่าจำเป็นต้องใช้ยุทธศาสตร์ใหม่ วอชิงตันจำเป็นต้องตื่นจากการนอนหลับและพูดถึงความจริงที่กำลังเกิดขึ้นได้แล้ว ไม่ใช่ความคิดที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง” ฮาฟิโซกลูกล่าวเสริม

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญได้ประทับตราไว้แล้วว่า ยุทธศาสตร์ในซีเรียของคณะบริหารของโอบาม่า รวมทั้งตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ เป็นความหายนะ แต่ดูเหมือนว่าเพนตากอนยังเต็มใจที่จะหันหน้าหาเสียงดนตรีและปรับระดับเสียงของมันอยู่

ประธานาธิบดีบารัก โอบาม่า ยอมรับพอสมควรเมื่อเดือนกันยายน ขณะพูดปิดการประชุมสุดยอดนาโต้ที่เวลส์ โอบาม่ากล่าวว่า “เราคงจะต้องหาหุ้นส่วนที่มีประสิทธิภาพในพื้นที่เพื่อผลักดันไอซิล(ISIL)”

“หุ้นส่วนที่มีประสิทธิภาพ” เหล่านี้เป็นใคร ยังคงต้องรอดู แต่ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอน

สี่ปีในการทำสงคราม และหลังจากที่วอชิงตันไร้ความสามารถในการขัดขวางการรุกคืนทางภาคพื้นดินของไอซิซทั้งในซีเรียและอิรัก คณะบริหารของโอบาม่าก็มีน้ำเสียงอ่อนลงกับประธานาธิบดีบะชารฺ อัสซาด ของซีเรีย โดยยอมรับเป็นนัยว่า ประธานาธิบดีซีเรียอาจจะไม่ต้องลงจากตำแหน่ง อย่างน้อยก็จนกว่าจะมีความชัดเจนในข้อตกลงการเปลี่ยนผ่านอำนาจ ซึ่งเป็นกระบวนการที่อาจต้องใช้เวลาหลายปี

ความอ่อนเสียงลงนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากท่าทีก่อนหน้านี้ของสหรัฐฯ ที่มีต่ออัสซาด เมื่อเดือนสิงหาคม 2013 รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ชัค ฮาเกล ยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้วางกองกำลังทหารเรือในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อการเตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ที่จะแทรกแซงทางทหารโดยตรง “ประธานาธิบดีโอบาม่าได้ขอให้กระทรวงกลาโหมเตรียมทางเลือกไว้สำหรับทุกกรณี เราได้เตรียมการแล้ว และพร้อมที่จะปฏิบัติทุกทางเลือก ถ้าเขาตัดสินใจที่จะใช้ทางเลือกใดเหล่านั้น” ฮาเกลบอกกับนักข่าว

หนึ่งปีก่อนหน้านั้น ในเดือนสิงหาคม 2012 โอบาม่าขู่อัสซาดว่าจะแทรกแซงทางทหารหากเขากล้าใช้อาวุธเคมีกับพลเรือน

คำขู่เหล่านี้ไม่ได้ถูกใช้ในทางปฏิบัติเลย ท่าทีที่แข็งกร้าวก่อนหน้านี้กำลังเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด และดูเหมือนสหรัฐฯ พร้อมที่จะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

 

ยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในซีเรีย

จนกระทั่งถึงขณะนี้ โอบาม่าดำเนินการเป็นหลักร่วมกับพันธมิตรในตะวันออกกลางของเขา อันได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้อาวุธแก่กลุ่มที่เพนตากอนเรียกว่าเป็นพวกสายกลาง หรือนักรบฝ่ายกบฏในซีเรีย เป็นพิเศษ เพื่อกำจัดทั้งนักรบไอซิซและอัสซาด

ยุทธศาสตร์นี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทั้งไร้ประสิทธิภาพและเป็นอันตราย เพราะมันมีแต่จะเพิ่มความยุ่งยากให้กับสถานการณ์ที่ไม่มีทางแก้อยู่แล้วในซีเรีย

เนื่องด้วยกองทหารอาสาติดอาวุธในพื้นที่ที่มีมากมายหลายกลุ่มที่สร้างความขัดแย้ง ยุทธศาสตร์ของอเมริกาในซีเรียจึงหลงอยู่ในการแปลความหมายทางการเมือง ถูกหักหลังด้วยความแปรเปลี่ยนและความยืดหยุ่นของความเป็นจริงในพื้นที่

ตั้งแต่แรกเริ่มของสงครามในปี 2011 คณะบริหารของโอบาม่าได้เพียรพยายามอย่างสูญเปล่าในการโค่นล้มอัสซาดโดยไม่ปล่อยให้ประเทศตกอยู่ในมือของกลุ่มหัวรุนแรง ทั้งยังฝึกฝนและให้อาวุธแก่กลุ่มกบฏที่เรียกว่าสายกลาง ซึ่งวอชิงตันตัดสินใจแล้วว่าเป็นกลุ่มที่มีวาระน่าพอใจกว่าของไอซิซ

ความคิดนี้ก็คือการใช้ประโยชน์จากความเกลียดชังรัฐบาลอัสซาดที่มีร่วมกันของกองทหารอาสา โดยเปลี่ยนกลุ่มนักรบเห็นแก่เงินกลุ่มต่างๆ ให้เป็นตัวแทนที่มีอำนาจในการต่อสู้กับผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นศัตรูทางการเมือง นั่นก็คืออัสซาด แต่ทว่าเมื่อเมืองหลวงของอาหรับทั่วภูมิภาค ซึ่งประกอบด้วยตูนีเซีย ลิเบีย และเยเมน ได้เห็นการจากไปของเผด็จการของพวกเขาภายหลังการปฏิวัติอย่างรวดเร็ว มันจึงเห็นได้ชัดว่าซีเรียจะไม่ได้เป็นชัยชนะในอาหรับสปริงที่ตะวันตกหนุนหลังอีกแห่งหนึ่งเท่านั้น

ไม่เหมือนกับประธานาธิบดีอาลี อับดุลลาห์ ซาเลห์ อัสซาดไม่ได้พยายามเจรจาหาทางออกทางการเมืองเพื่อลงจากอำนาจ และไม่เหมือนกับประธานาธิบดีไซน์ อัล-อาบิดีน เบนอาลี ของตูนีเซีย อัสซาดไม่ได้วิ่งไปหาที่ลี้ภัยในซาอุดิอารเบีย แต่อัสซาดกลับฝังต้นเท้าลงอย่างมั่นคงอยู่ในพื้นที่ ใช้กองทัพเป็นเกราะกำบัง และใช้ผู้สนับสนุนของเขาเป็นฐานความชอบธรรม

ถึงแม้การจลาจลในซีเรียจะถูกกลืนเข้าสู่ขบวนการอาหรับสปริงอย่างรวดเร็ว และอดีตนายกรัฐมนตรีอีฮุด บารัก ของอิสราเอลอ้างในปี 2012 ว่า อัสซาดเหลือเวลาอีกเพียง “ไม่กี่สัปดาห์” ในนาฬิกาเผด็จการของเขา แต่ดามัสกัสก็ไม่เคยโดดเดี่ยว ไม่เหมือนไคโร ตูนิส และซานาอฺ อัสซาดมีมหาอำนาจที่แข็งแกร่งอยู่เบื้องหลังเขา นั่นก็คือ รัสเซีย และอิหร่าน

 

การค้นพบเส้นทางใหม่

เฟลิกซ์ อิมอนตี นักวิเคราะห์การเมืองให้กับ Geopolitical Monitor กล่าวว่า โอบาม่ากำลังรู้สึกตัวอย่างเชื่องช้ากับความผิดพลาดของนโยบายต่างประเทศของเขาในซีเรียและภูมิภาคตะวันออกกลางโดยรวม

“ยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในซีเรียเป็นความหายนะ เช่นเดียวกับนโยบายต่างๆ ทั่วภูมิภาคนี้ ตุรกีพยายามจะล่อวอชิงตันให้ช่วยกำจัดอัสซาดเพื่อเออร์ดูกัน ซึ่งมีเป้าหมายของตัวเองที่ตรงข้ามกับผลประโยชน์ของอเมริกา โชคดีที่วอชิงตันไม่ทำตามแผนนั้น” อิมอนตีบอกกับสำนักข่าว

เขายืนยันหนักแน่นว่า วอชิงตันวางตัวเองอยู่ในแนวของผู้เล่นที่ผิดตัวทั้งหมด ซึ่งไม่เพียงแต่ทำลายที่มั่นของตนในภูมิภาคนี้ แต่ยังทำให้มันด้อยศักยภาพในการให้ความสำคัญกับความเคลื่อนไหวระดับภูมิภาค เขาเน้นว่า

“วอชิงตันกำลังประจักษ์ว่าซาอุดิอารเบียเป็นภัยร้ายแรงที่สุดในภูมิภาค ซาอุดี้ฯ ได้สร้างความวุ่นวายขึ้นในซีเรียและเยเมน และปล่อยผลงานสร้างของตัวเองซึ่งกำลังเปิดเผยแหล่งน้ำมันออกมา กาตาร์ก็กำลังยุ่งอยู่ในลิเบียด้วยความพยายามอย่างล้มเหลวที่จะตั้งระบอบการปกครองของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม และทำได้แค่ก่อให้เกิดความหายนะ อียิปต์ก็กำลังยุ่งยากอยู่กับปัญหาในซีนาย และกำลังถูกดึงเข้าสู่สงครามในลิเบีย ที่ซึ่งนาโต้กำลังพิจารณาจะกลับไปอีก ในที่สุด ประเทศเดียวที่จะได้ผลประโยชน์เหมือนกับสหรัฐฯ ก็คืออิหร่าน”

ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอย่างอิมอนตีเรียกร้องให้มีการทบทวนยุทธศาสตร์ของอเมริกาในตะวันออกกลาง แล้วเจ้าหน้าที่ในวอชิงตันกำลังทำอะไรในเรื่องนี้บ้าง?

ภาษาอย่างเป็นทางการจากทำเนียบขาวคือ ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงมีความตั้งใจที่จะปลดอัสซาด มันจะต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสูญญากาศทางอำนาจที่เป็นอันตราย

สหรัฐฯ และชาติตะวันตกอื่นๆ แสดงความยินดีอย่างเปิดเผยต่อการริเริ่ม จากสหประชาชาติและจากรัสเซีย ที่ให้ชะลอข้อตกลงแม่บทของเจนีวาที่สหรัฐฯ หนุนหลังอยู่ ซึ่งเรียกร้องให้ถ่ายโอนอำนาจทั้งหมดให้กับ “รัฐบาลเฉพาะกาล” การเจรจาเจนีวาครั้งหลังสุด ที่จัดขึ้นเมื่อต้นปี 2014 ล้มเหลวเนื่องจากความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงว่ารัฐบาลเฉพาะกาลนี้จะมีอัสซาดด้วยหรือไม่

หนึ่งปีหลังจากนั้น และการเผชิญกับการเกิดขึ้นของไอซิซ ดูเหมือนตอนนี้วอชิงตันจะพร้อมแล้วในการทบทวนท่าทีไม่ประนีประนอมในอดีตของตน ปรัชญาใหม่นี้ได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้ว ยกตัวอย่างเช่น เครื่องบินรบของสหรัฐฯ และซีเรีย บินร่วมกันในน่านน้ำซีเรีย โดยมีเป้าหมายยังฐานที่ตั้งของไอซิซ

ขณะที่ความร่วมมืออย่างเป็นทางการยังคงอีกยาวไกล แต่ความตกลงอย่างมีนัยที่ไม่ก้าวร้าวต่อกันระหว่างวอชิงตันและดามัสกัสก็อาจประกาศให้เห็นถึงคความเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในอนาคต ถึงแม้สหรัฐฯ ยังคงฝึกซ้อมและให้อาวุธแก่กลุ่มนักรบซีเรีย แต่มันจะมีเป้าหมายที่ไอซิซ ไม่ใช่อัสซาด

 

ไปถึงไหน, ท่านประธานาธิบดี?

การใช้เขตควบคุมการหยุดยิงในซีเรียเป็นเพียงหนึ่งแนวคิดใหม่ๆ ที่ถูกผลักดันออกมา ภายใต้การเสนอของสหประชาชาติ ที่สตัฟฟาน เดอ มุสทรูร่า ทูตพิเศษยูเอ็นประจำซีเรีย คิดขึ้น เขตห้ามยิงจะถูกนำมาใช้แทนในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น อลิปโป เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้เข้าถึงประชาชน เป้าหมายคือเพื่อเปิดตัวและบรรเทาทุกข์ในพื้นที่ในฐานะเป็นตัวริเริ่มและเป็นเวทีสำหรับการเจรจาในอนาคต

เมื่อเขียนถึงข้อเสนอของมิสทรูรา ในรายงานที่เขียนให้ Middle East Eye กาเรธ พอร์เตอร์ นักหนังสือพิมพ์เชิงสืบสวนชาวอเมริกัน ได้ระบุว่า “ข้อเท็จจริงที่ข้อเสนอนี้ถูกนำมาใช้อย่างจริงจังเป็นเรื่องที่น่าสังเกตเป็นพิเศษ เพราะมันจะไม่ทำให้บรรลุเป้าหมายของนโยบายที่มีอยู่ แต่มันจะออกไปจากนโยบายจนไม่สามารถที่จะส่งผลตามที่คาดหมายได้”
รัสเซียนั้นต้องการให้ทุกฝ่ายหันกลับมาสู่โต๊ะเจรจา เพื่อสนับสนุนข้อตกลงในการแบ่งอำนาจ ที่อัสซาดจะยอมให้อำนาจบางส่วนกับฝ่ายต่อต้านในขณะที่ยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไปอย่างน้อยก็จนกว่าจะมีการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา

ถึงแม้การเปิดตัวเช่นนั้นจะทำให้สหรัฐฯ ได้เปรียบ แต่วิธีพิเศษในการลดความขัดแย้งกับดามัสกัสนี้อาจเป็นภาวะผะอืดผะอมทางการเมืองสำหรับรัฐบาลโอบาม่าที่จะรับมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันหมายถึงการสร้างความไม่พอใจให้กับหุ้นส่วนในภูมิภาคของมัน โดยเฉพาะซาอุดิอารเบีย และยูเออี

โจชัว แลนดิส รองศาสตราจารย์และผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาตะวันออกกลางที่มหาวิทยาลัยโอคลาโฮมา กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “มันจะไม่เกิดขึ้น สหรัฐฯ จะไม่ร่วมมือกับประธานาธิบดีอัสซาดของซีเรีย”

ในเดือนกุมภาพันธ์ จูเลียต ทัวร์นา โฆษกหญิงของมิสทูร่าบอกกับ The New York Times ว่า อัสซาดเป็นส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในซีเรีย ตามข้อเสนอของยูเอ็นโดยมิสทูร่า

“เพื่อลดความรุนแรง เขาจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา” ในฐานะตัวแทนฝ่ายบริหารของซีเรีย ทัวร์นากล่าว
“อัสซาดไม่ได้ยืนตามลำพัง” เธอกล่าวต่อ “เขาเป็นตัวแทนของสถาบันต่างๆ ในซีเรีย และสิ่งเหล่านี้จะต้องถูกรักษาไว้เช่นกัน สถาบันต่างๆ ที่ให้บริการ และจะให้บริการต่อไป”

ถ้าการแสดงความคิดเห็นของอัสซาด ในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีเมื่อไม่นานมานี้เป็นที่เชื่อถือ วอชิงตันได้ร่วมมือกับดามัสกัสในการต่อสู้กับไอซิซแล้ว อัสซาดบอกกับผู้สัมภาษณ์เขาว่า วอชิงตันแบ่งปันข้อมูลในการโจมตีร่วมกันโดยผ่านสื่อกลาง เช่นอิรัก

“บางครั้งพวกเขา (เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ) ส่งข้อความมา เป็นข้อความทั่วๆ ไป แต่ไม่มีอะไรที่เป็นกลยุทธ” อัสซาดกล่าว
เพนตากอนปฏิเสธการอ้างของอัสซาด จอห์น เคอร์บี้ โฆษกทำเนียบขาวบอกกับนักข่าวว่า “เราไม่ได้ติดต่อสื่อสารหรือประสานงานปฏิบัติการทางการของเรากับรัฐบาลอัสซาด เราไม่ได้ทำโดยตรง และเราไม่ได้ทำโดยทางอ้อม”
อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ และปรากฏชัดเจนว่าวอชิงตันกำลังค่อยๆ เปลี่ยนแปลงนโยบายคต่อซีเรียในการต่อสู้กับกลุ่มหัวรุนแรงในตะวันออกกลาง และในการทำเช่นนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องสร้างพันธมิตรที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนหน้านี้

อิมอนตี นักวิเคราะห์การเมืองบอกกับสำนักข่าวว่า โดยผ่านการเป็นพันธมิตรกับอิหร่านเท่านั้น ที่จะทำให้วอชิงตันสามารถหวังได้ว่าจะค้นพบการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนในซีเรีย

“ในที่สุด ประเทศเดียวที่มีผลประโยชน์เหมือนกันกับสหรัฐฯ ก็คืออิหร่าน ไม่ว่าจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม วอชิงตันจำเป็นจะต้องทำหันมาทำข้อตกลงบางอย่างกับอิหร่าน อิหร่านต้องทำการประนีประนอมในเรื่องโครงการนิวเคียร์ของมัน และสภาคองเกรสก็จะต้องยับยั้งตนเองจากการใช้บทลงโทษเพิ่มขึ้น” อิมอนตีกล่าว

“มันเป็นแนวทางที่ชาญฉลาดที่สุด แต่ผมสงสัยว่าเหตุผลนี้จะประสบผลสำเร็จหรือไม่” เขากล่าวต่อ “มันมีความรู้สึกเกิดขึ้นมากมายเช่นกันในเรื่องความสัมพันธ์กับอิหร่าน”

 
โดย แคเธอรีน ชัคดัม
source http://www.mintpressnews.com
แปล กองบก.เอบีนิวส์ทูเดย์