สหรัฐกับอิสราเอล พันธมิตรทางการเมือง-ขัดแย้งส่วนบุคคล

2443

ในประวัติศาสตร์มากกว่า 70 ปีที่สหรัฐและอิสราเอลมีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนานและปัจจุบันก็ยังเป็นเฉกเช่นเดิม ทั้งสองประเทศมีการหันหน้าเข้าหากันและให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นายกรัฐมนตรีอิสราเอลได้รับเชิญจากประธานสภาของสหรัฐสู่สภาคองเกรสของประเทศ รัฐบาลสหรัฐมีนโยบายหลักที่สำคัญที่สุดในส่วนของการเมืองระหว่างประเทศ หมายถึงการเจรจานิวเคลียร์กับอิหร่าน และพวกเขาต้องการที่จะบี้อิหร่านให้ได้

ถ้าหากเราสังเกตคำวิจารณ์ต่างๆซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่สหรัฐและอิสราเอล

หรือวอชิงตันและอิสราเอลกำลังอยู่ในช่วงตีตัวออกห่างซึ่งกันและกัน?

หรือทั้งสองกำลังจะยกตนให้มีสิทธิพิเศษในการเจรจานิวเคลียร์กับอิหร่าน เพื่อที่จะให้สงครามนี้ยืดเยื้อออกไป?

 

ความขัดแย้งที่มีมากมายกับอิหร่าน

ไม่เป็นที่น่าสงสัยที่สหรัฐจะมีการถกเถียงและขัดแย้งกับอิสราเอลในเรื่องเกี่ยวกับการเจรจาโครงการนิวเคลียร์กับอิหร่าน ฝ่ายอิสราเอลโหยหาอยากให้มีการรื้อถอนโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน พร้อมกับปฏิกรณ์นิวเคลียร์เสีย ในทรรศนะมุมมองของพวกเขา คือ เมื่อใดก็ตามที่อิหร่านไม่ยอมจำนน การบอยคอตของประเทศต่างๆ ที่มีต่ออิหร่านจะต้องไม่ลดน้อยลงอย่างเด็ดขาด ฝ่ายอิสราเอลยังคงหวังจะสร้างแรงกดดันต่ออิหร่านในประเด็นปัญหานิวเคลียร์ และพฤติกรรมของอิหร่านในพื้นที่ต่างๆ ของภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยอมรับอำนาจสูงสุดทางการเมืองจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในทางทหารของอิสราเอล

แม้ว่าสุดท้ายแล้วสหรัฐจะเห็นด้วยกับสิ่งต่างๆที่อิสราเอลหวัง แต่ทว่าลึกๆแล้วพวกเขาเชื่อว่าความต้องการของเทลอาวีฟในปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเริ่มขับเคลื่อนเข้าสู่ความเป็นจริงและหันมาเตรียมความพร้อมในการยอมรับสิทธิในการครอบครองนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยมีเงื่อนไขว่า โครงการเหล่านี้ทั้งหมดที่มีอยู่จะต้องปัดเป่าความกังวลของชาติตะวันตกให้ได้ ด้วยวิธีนี้จะสามารถทำให้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับปัญหานิวเคลียร์และยังครอบคลุมไปถึงความร่วมมือทางการเมืองและการรักษาความปลอดภัยระหว่างอิหร่านและชาติตะวันตก และจะทำให้สถานการณ์ที่ร้อนระอุในตะวันออกกลางกลับมาสู่วันเวลาแห่งความสงบอีกครั้ง

ซึ่งในขณะนี้สหรัฐและอิสราเอลกำลังอยู่ในช่วงของการปรับความเข้าใจกันในปัญหาต่างๆ ที่มีความขัดแย้งกัน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องราวปัญหานิวเคลียร์เท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้วบารักโอบามาและนายกรัฐมนตรีอิสราเอลเนทันยาฮูนั้นมีความเห็นที่ไม่ตรงกันในเรื่องวิธีการรักษาและการปกป้องการมีอยู่ของอิสราเอลในปัจจุบัน กลุ่มขวาจัดคืออิสราเอลหัวรุนแรงที่มีเนทันยาฮูเป็นแกนหลัก โดยมีนโยบายทางการเมืองคือกำปั้นเหล็กในการเผชิญหน้ากับศัตรูของอิสราเอล ได้รับการสนับสนุนและถูกสร้างมาจากชาวยิวทั่วทั้งแผ่นดินที่เรียกว่าอิสราเอลในปี 1948 ซึ่งในระยะเวลาดังกล่าวมีการก่อตั้งถิ่นฐานในดินแดนปาเลสไตน์โดยให้ความสำคัญกันอย่างเปิดเผย และสุดท้ายก็ได้เข้าสู่ขั้นตอนการปราบปรามชาวปาเลสไตน์พร้อมกับการนองเลือดที่ยิ่งใหญ่และยาวนานในกาซ่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่เสรีนิยมอเมริกันในรัฐบาลประชาธิปไตยของบารัค โอบามา เชื่อว่าการคลั่งไคล้ความรุนแรงของกลุ่มขวาจัดในอิสราเอลนั้นเป็นจะกลายเป็นศัตรูของอิสราเอลนั้นเอง ซึ่งมุมมองของกลุ่มที่โปรอิสราเอลนี้มีชื่อเรียกว่า J Street (กลุ่ม J Street เป็นกลุ่มที่ถูกรู้จักในนามผู้สนับสนุนสันติภาพและปกป้องรักษาผลประโยชน์ของอิสราเอล) อิสราเอลจะต้องปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรมเพื่อการอยู่รอดในยุคโลกาภิวัตน์ของศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด และจะต้องหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ตรงไปตรงมาซึ่งเปรียบเสมือนการตบหน้าสหประชาชาติไม่ว่าจะเป็นการฆ่าผู้คนบริสุทธิ์ การทำลายอาคารบ้านเรือนเป็นต้น กลุ่มเสรีนิยมของอเมริกันได้เน้นอย่างหนักว่า พฤติกรรมที่รุนแรงและสุดโต่งของเนทันยาฮูและเหล่าพลพรรคในรัฐบาลอิสราเอลนั้นเป็นเหตุทำให้อิสราเอลและเหล่าประเทศที่ร่วมทุกข์สุขกับพวกเขาต้องต้องพบกับความเกลียดชัง ซึ่งมันไม่ได้เกิดอยู่ในเฉพาะหมู่มุสลิมทั่วโลกแต่ความเกลียดชังมันได้ลุกลามเข้าสู่ยุโรปและสหรัฐ และปัญหาดังกล่าวนี้ได้มีการกล่าวถึงในสหภาพยุโรบทำให้คาดการณ์ได้ว่าอาจจะมีมาตรการลงโทษแก่รัฐบาลอิสราเอล ซึ่งมีรัฐบาลจำนวนหนึ่งออกมายอมรับการมีอยู่อย่างเอกเทศของประเทศปาเลสไตน์ และมีการยอมรับให้ปาเลสไตน์เข้าร่วมในศาลอาญาระหว่างประเทศ และยังมีการเคลื่อนไหวในเชิงเกลียดชังชาวยิวในยุโรป และรัฐบาลอิสราเอลในปัจจุบันได้ล่วงละเมิดและโกหกต่อกฏหมายระหว่างประเทศ และไม่ใช่เฉพาะแต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลปัจจุบันของสหรัฐเท่านั้นที่กำลังจ้องมองพฤติกรรมของอิสราเอล แต่สหภาพยุโรปก็เช่นเดียวกันที่กำลังพิจารณาพฤติกรรมของอิสราเอล ตัวอย่างเช่น ผลประโยชน์ที่เนทันยาฮูได้รับจากปฏิบัติการก่อการร้ายในยุโรป คือ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เหล่าชาวยิวที่อยู่ในยุโรปคิดจะทิ้งทวีปแห่งนี้และไปพำนักถิ่นฐานในอิสราเอลแทน และเป็นตัวจุดประกายการประท้วงขึ้นในยุโรปของเจ้าหน้าที่ทางการเมืองและศาสนา

แคมเปญการเลือกตั้งทั้งสองพรรค

ทุกรัฐบาลของสหรัฐในช่วงเวลา 70 ปีที่ผ่านมาล้วนเป็นรัฐบาลที่ปกป้องและสนับสนุนอิสราเอลเสมอมา และมีการพูดกันว่า รัฐบาล บารัค โอบามา ก็เช่นกัน ถือเป็นรัฐบาลที่สนับสนุนอิสราเอลที่ดีที่สุดจากรัฐบาลต่างๆ ที่ผ่านมา Joe” Biden รองประธานาธิบดีสหรัฐในรัฐบาลโอบามา ได้ออกมาพูดครั้งหนึ่งว่า ฉันเชื่อว่าฉันเป็นไซออนิสต์ และเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นเกียรติยศสำหรับตนเอง แม้ว่าตัวเขาเองจะไม่ใช่ชาวยิวก็ตาม หลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลโอบามามีการร่วมมือทางข้อมูลข่าวสารกับรัฐบาลอิสราเอลถึงขั้นที่ว่าการร่วมมือของรัฐบาลชุดนี้มีความแน่นแฟ้นและมากกว่ารัฐบาลชุดก่อนของสหรัฐคือ จอร์จ บุช มีการกล่าวกันว่า อาวุธบางชนิดที่ใช้ในสงครามในสมัยที่รัฐบาลพรรครีพับลิคันของบุชบริหารยังไม่สามารถมอบให้อิสราเอล แต่พรรคเดโมแครทได้ให้การสนับสนุนกับพวกเขาทุกรูปแบบ และในไม่กี่เดือนที่ผ่านมาประชาคมโลกได้มีการพยายามที่จะร่างมติเกี่ยวกับการยอมรับรัฐอิสระกับวีโต้ซึ่งตัวแทนของรัฐบาลโอบามาออกมาปฏิเสธรัฐมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ

การเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์หลังที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์อันลึกซึ้งและกว้างขวางระหว่างวอชิงตันและเทลอาวีฟนั้นได้รับอิทธิพลจากการขัดแย้งของบุคคลระหว่างผู้นำสหรัฐและอิสราเอล ปัจจุบันในอิสราเอลโครงการต่างๆ ทางการเมืองและความปลอดภัยของประเทศขึ้นตรงอยู่กับการคัดเลือกของรัฐสภา จึงทำให้เห็นว่า ท่าทีที่รุนแรงและสุดโต่งของเนทันยาฮูโดยเฉพาะในเรื่องของการก่อสร้างตั้งถิ่นฐาน และปัญหานิวเคลียร์ของอิหร่านถูกวางอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ของอิสราเอลและความกังวลต่างๆเกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศนี้ ซึ่งได้รับผลกระทบมาจากความพยายามของเนทันยาฮูที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป เนทันยาฮูต้องการที่จะใช้สื่อโฆษณาตนเองว่า เขาคือผู้ที่มีความเป็นอิสราเอลมากที่สุดในหมู่ชาวอิสราเอลทั้งหมด ทูตอิสราเอลในกรุงวอชิงตันได้กล่าวในไม่กี่วันที่ผ่านมาว่า อิสราเอลพร้อมที่จะป้องกันไม่ให้อิหร่านสามารถสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้ แม้ต้องตัดความสัมพันธ์กับสหรัฐก็ตาม และการเปิดเผยเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้ที่อยู่ฝ่ายขวาจัดมีผู้ให้การสนับสนุนอย่างมากมาย

 

source http://www.presstv.ir/DetailFa/2015/02/24/398980/israelUS-Palestine