เจาะประเด็น : สหรัฐอเมริกาได้อะไรจาก “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย”?

74

องทศวรรษหลังจากการยึดครองอัฟกานิสถานและอิรัก การก่อการร้ายได้แพร่หลายมากขึ้น ไม่เพียงแค่ในเอเชียตะวันตกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแอฟริกาเหนือและแม้แต่ในยุโรปด้วย ซึ่งมีสถิติมากกว่าก่อนเหตุการณ์ 9/11 เนื่องจากสถานการณ์ในอัฟกานิสถานที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงได้ยาก และอิรักได้กลายเป็นแหล่งขยายตัวสำหรับการก่อการร้ายไปยังภูมิภาคอื่น ๆ รวมถึงซีเรีย

อัลกออิดะห์ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่ไม่ล่มสลาย แต่ยังปรากฏตัวเพิ่มขึ้นในอิรัก ซีเรีย และเยเมนหลังจากการยึดครองอัฟกานิสถาน นอกจากนี้ เครือสาขาที่ใหม่กว่าของอัลกออิดะห์ เช่น Jabhat al-Nusra, Tahrir al-Sham และ ISIL ที่เป็นหายนะที่ร้ายแรงที่สุดได้เข้าร่วมการต่อสู้ที่ดุเดือดในซีเรียที่ยังไม่จบ

อ้างจากกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า จำนวนกลุ่มก่อการร้ายเพิ่มขึ้นสี่เท่าตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ 9/11 นอกจากนี้ ด้วยการเติบโตของเครือข่ายโซเชียลและการแพร่กระจายของแนวคิดเรื่อง “หมาป่าเดียวดาย” โดย ISIL สมาชิกของกลุ่มก่อการร้ายจำนวนมากได้ดำเนินการอย่างโดดเดี่ยวและอันตรายในประเทศแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกา

ความล้มเหลวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ระบบราชการ “ต่อต้านการก่อการร้าย” ของสหรัฐฯ อิ่มหมีพีมันจนขาดประสิทธิภาพและความคล่องตัวที่จำเป็น ตามรายงานของวอชงตันโพสต์ ระบุว่า มีหน่วยงานของรัฐประมาณ 1,300 แห่งที่ทำงานในพื้นที่ ตั้งแต่ด้านการทหารและความมั่นคง ไปจนถึงด้านเศรษฐกิจและสื่อ

สหรัฐอเมริกาอ้างว่ากำลังต่อสู้กับการก่อการร้าย แต่วันนี้ นอกเหนือจากการแพร่กระจายของการก่อการร้ายและความไม่มั่นคงในภูมิภาคแล้ว ดินแดนของอเมริกาก็ยังไม่ปลอดภัยจากภัยความมั่นคงและการก่อการร้าย การแบ่งแยกทางสังคมที่เกิดจากการแบ่งแยกทางชนชั้นและนโยบายต่างประเทศที่ไม่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และการประท้วงต่อต้านสภาคองเกรส เหล่านี้เป็นตัวอย่างของเหตุการณ์ต่อต้านความมั่นคง

Source:

https://www.mashreghnews.ir