โลกหลังสิ้นอิทธิพลอเมริกา

87

รายงานมุมมองของนักทฤษฎีชาวตะวันตกที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับการเสื่อมถอยของสหรัฐอเมริกา

ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลาม ในการพบปะกับคณะผู้บัญชาการทหารอากาศและหน่วยป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพอิหร่าน (7 กุมภาพันธ์ 2021) ได้กล่าวถึง ความเสื่อมถอย ไร้เกียรติ อำนาจและระเบียบสังคมของอเมริกา ว่า : “ผู้ที่มีการประเมินขีดความสามารถของสหรัฐฯและบางชาติมหาอำนาจโดยที่ไม่ตรงกับความจริง ก็จะต้องย้อนกลับไปยังกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ความโกลาหลของมหาอำนาจโลกนั้นมีอย่างมากมายและด้วยความโกลาหลนี้พวกเขาก็แสดงออกว่ายังยิ่งใหญ่ [แต่] ข้อเท็จจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เหตุการณ์ล่าสุดที่น่าอับอายในสหรัฐฯนั้นไม่ใช่เป็นประเด็นเล็กๆ และไม่ควรประเมินในบริบทของการล่มสลายของประธานาธิบดีที่น่ารังเกียจเท่านั้น แต่เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้สหรัฐฯ นั้นไร้เกียรติ ไร้อำนาจและไร้ระเบียบสังคม คำพูดเหล่านี้ข้าพเจ้าไม่ได้กล่าวเอง คำพูดเหล่านี้พวกเขากล่าวเอง บรรดาผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองชาวสหรัฐที่มีชื่อเสียงกล่าวเอง ว่า “ระบบสังคมของสหรัฐนั้นได้เน่าเฟะจากภายใน” และบางคนก็พูดคุยกันถึงยุคหลังอเมริกา(โลกหลังสิ้นอิทธิพลอเมริกา) มันเป็นเรื่องใหญ่มาก บางคนกล่าวว่ายุคหลังอเมริกา(โลกหลังสิ้นอิทธิพลอเมริกา) ได้เริ่มขึ้นแล้ว เหล่านี้เป็นคำพูดของพวกเขา นั่นคือความจริงของเรื่องนี้

ในเรื่องนี้มีการตีพิมพ์บทรายงานของ ฟาตีมะห์ เตอรก์กาชวันด์ ( Ms. Fatemeh Torkashvand) ดังนี้

สำหรับนักทฤษฎีชาวอเมริกันและชาวยุโรปการเสื่อมถอยของอำนาจของชาวอเมริกันนั้นชัดเจนมาก จนมีเพียงไม่กี่คนที่ตั้งคำถามว่า “จุดจบของอเมริกาเริ่มขึ้นแล้วหรือ?” แต่ตอนนี้นักคิดเหล่านี้กำลังมุ่งความสนใจไปที่ผลพวงของโลกหลังสิ้นอิทธิพลอเมริกา และคำถามหลักคือใครเป็นคนแรกที่ทำนายว่าสหรัฐฯได้มาถึงยุคแห่งการล่มสลายแล้ว?

นักทฤษฎีชาวอเมริกันและยุโรปดูเหมือนว่าจะให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากขึ้น และพยายามทำความเข้าใจกับมิติต่างๆ จากสุนทรพจน์ในปี 2018 ของโนม ชอมสกี ภายใต้หัวข้อ “การเสื่อมถอยของอำนาจอเมริกา” ไปจนถึงหนังสือ “เยาวชนรุ่นใหม่” ที่ตีพิมพ์ในปี 1991 ซึ่งทำให้ชาวอเมริกันประหลาดใจกับความแม่นยำของการทำนายจากเหตุการณ์วิกฤตปี 2020

ผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลามกล่าวถึงประเด็นนี้เช่นกันเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า :เหตุการณ์ล่าสุดที่น่าอับอายในสหรัฐฯนั้นไม่ใช่เป็นประเด็นเล็กๆ และไม่ควรประเมินในบริบทของการล่มสลายของประธานาธิบดีที่น่ารังเกียจเท่านั้น แต่เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้สหรัฐนั้นไร้เกียรติ ไร้อำนาจและไร้ระเบียบสังคม คำพูดเหล่านี้ข้าพเจ้าไม่ได้กล่าวเอง คำพูดเหล่านี้พวกเขากล่าวเอง บรรดาผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองชาวสหรัฐที่มีชื่อเสียงกล่าวเอง ว่า ระบบสังคมของสหรัฐนั้นได้เน่าเฟะจากภายใน

ทรัมป์ในช่วงที่อยู่ในอำนาจเป็นเวลาสี่ปีนั้น ในด้านศีลธรรมและการเมืองของเขาเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะเผยแพร่ความรู้สึกของวิกฤตให้กับชาวอเมริกัน แต่ยังมีการเพิ่มเงาแห่งความกลัวอย่างต่อเนื่องในการเข้าสู่สงครามครั้งใหม่

อันเป็นผลมาจากนโยบายของทรัมป์จนในที่สุดก็มาถึงจุดวิกฤตที่แปลกใหม่ ซึ่งหลายคนยังคงไม่เห็นหนทางที่จะดับเปลวไฟชนวนสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา สิ่งเหล่านี้จะต้องมองควบคู่ไปกับการระบาดของโควิด- 19 ซึ่งทำให้ความสงบสุขของสังคมอเมริกันหมดสิ้นไป และในที่สุดก็นำไปสู่วิกฤตการณ์ต่างๆเมื่อประชาชนและชนชั้นสูงของสหรัฐอเมริกามีความโน้มเอียงไปทางแนวคิดเรื่อง “การเสื่อมถอยของอเมริกา ”

แอนดรูว์ บาเซวิช (Andrew Bacevich) นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกัน เขียนในบทความล่าสุดชื่อ “จุดจบของจักรวรรดิ” ได้อธิบายว่า เหตุใด “ดวงอาทิตย์จึงตกเหนือจักรวรรดิอเมริกา” ด้วยแนวทางที่สำคัญในการครอบงำของชาวอเมริกัน แอนดรูว์ บาเซวิช ได้ใช้ข้อโต้แย้งของเขาเกี่ยวกับการลุกฮือต่อต้านความยากจนเชิงโครงสร้างและการเหยียดเชื้อชาติในระบบสังคมอเมริกัน ซึ่งนักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันท่านนี้ยังกล่าวเสริมว่า “ความยากจนและการเหยียดสีผิวในสังคมอเมริกันเป็นที่ประจักษ์ต่อชาวโลกและชาวอเมริกันมานานหลายปีแล้ว แต่มันกลายเป็นความเชื่อที่ไม่สามารถทำลายได้ในยุคทรัมป์และความประมาทที่โหดร้ายในการควบคุมโคโรนา … และยุคแห่งการครอบงำของสหรัฐได้สิ้นสุดลงแล้ว”

ประเด็นที่อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี อ้างถึงคือ “นักทฤษฎีชาวอเมริกันเองที่บอกว่าระบบสังคมอเมริกันเน่าเฟะจากภายใน”

ทุกบทความทั้งหมดที่เกี่ยวกับการทำนายการสิ้นสุดของยุคการปกครองของชาวอเมริกันนั้นไม่ใช่เพิ่งถูกนำเสนอ แต่มีการนำเสนอในยุคก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ ในหมู่นักวิชาการดังกล่าว เช่น ทฤษฎีของ เอ็มมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ นักสังคมวิทยาผู้มีชื่อเสียงชาวอเมริกัน ก็ได้นำเสนอประเด็นดังกล่าวเมื่อหลายทศวรรษก่อนหน้านี้ เขาเริ่มเขียนบทความในปี 2013 เรื่อง “ผลของการล่มสลายของสหรัฐอเมริกา” และกล่าวว่า: ฉันคุยเรื่องนี้มานานแล้ว การเสื่อมถอยของอำนาจนิยมในสหรัฐฯเริ่มขึ้นในทศวรรษที่เจ็ดสิบ และการเสื่อมถอยอย่างช้าๆนี้เร่งตัวขึ้นภายใต้การบริหารของจอร์จ ดับเบิลยูบุช ฉันเริ่มเขียนเรื่องนี้ครั้งแรกในช่วงทศวรรษที่แปดสิบ ในขณะนั้นค่ายการเมืองทุกแห่งแสดงปฏิกิริยาต่อต้านการอภิปรายและนำเสนอนี้โดยปฏิเสธว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่มีหลักเหตุและผล

จากนั้นวอลเลอร์สไตน์ อธิบายถึงจุดเปลี่ยนในวิธีคิดของชาวอเมริกันว่า : แต่หลังจากเหตุการณ์ “ฟองสบู่แตก” ในปี 2008 ความคิดของผู้เชี่ยวชาญและประชาชนทั่วไปก็เริ่มเปลี่ยนไป ทุกวันนี้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยอมรับความเป็นจริงของการเสื่อมถอยของอำนาจ ตำแหน่งและอิทธิพลของสหรัฐ ซึ่งการยอมรับสิ่งนี้ในสหรัฐอเมริกานั้นค่อนข้างไม่เต็มใจนักและผืนใยอมรับ นักการเมืองและผู้เชี่ยวชาญต่างแข่งขันกันเพื่อเสนอแนะว่าจะหยุดการเสื่อมถอยนี้ได้อย่างไร ” และฉันเชื่อว่ากระบวนการนี้ไม่สามารถย้อนกลับได้”

การเปลี่ยนแปลงในมุมมองของชาวอเมริกันและนักวิชาการในปี 1990 มีสัญญาณและกรณีอื่น ๆอีกด้วย การตีพิมพ์หนังสือ “Generations” ซึ่งได้รับความสนใจในสื่ออเมริกันอย่างมากเมื่อต้นปีที่แล้ว ก็เกิดขึ้นไปในปีเดียวกัน หนังสือที่วิลเลียม สเตราส์ และนีลฮาว นักประวัติศาสตร์สองคนทำนายได้อย่างแม่นยำว่า สหรัฐฯจะเผชิญกับวิกฤตร้ายแรงในปี 2020 ซึ่งยุคแห่งการครอบงำและอิทธิพลของสหรัฐฯจะสิ้นสุด

โนม ชอมสกี นักทฤษฎีชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่ง ยังเชื่อในเรื่อง“ ความตกต่ำและเสื่อมถอยของมหาอำนาจโลกอเมริกัน” อย่างไรก็ตามเขามองจากอีกมุมหนึ่งและเสนอเหตุผลอื่น ๆ สำหรับการทำนายนี้ ชอมสกีซึ่งเชื่อว่า แนวทางต่อต้านทุนนิยมและต่อต้านจักรวรรดินิยม มีผลกระทบอย่างมากต่อการเคลื่อนไหวที่มีความสำคัญต่อลัทธิเสรีนิยมใหม่ซึ่งเขาเขียนไว้ในบทความปี 2011 เรื่อง”ความเสื่อมถอยของอเมริกา: สาเหตุและผลที่ตามมา” ว่า : “ความเสื่อมถอยนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากจุดสูงสุดของอำนาจของอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และการพูดถึงชัยชนะที่ต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่90 นั้น มันไม่มีอะไรเลยนอกจากการหลอกลวงตนเองเท่านั้น” ชอมสกีได้นำเสนอสิ่งที่ตรงกันข้ามกับทฤษฎีอื่น ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากการล่มสลายของสหรัฐอเมริกา โดยกล่าวเพิ่มเติมว่า: ข้อสรุปแบบปกติที่ว่าอำนาจจะถูกถ่ายโอนไปยังจีนและอินเดียก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัยเช่นกัน พวกเขาเป็นประเทศยากจนที่มีปัญหาภายในมากมาย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโลกมีความหลากหลายมากขึ้น แต่ถึงแม้สหรัฐอเมริกาจะเสื่อมถอยในอนาคตอันใกล้ แต่ก็ไม่มีคู่แข่งใดที่จะมีอำนาจเหนือโลก

ในความเป็นจริง ชอมสกีเชื่อว่าการสิ้นสุดหรือการเสื่อมถอยของอำนาจอเมริกันก็เกิดขึ้นเนื่องจากลักษณะภายในของเขาเองและไม่มีพลังภายนอกใดหรืออำนาจจากต่างประเทศใดที่จะทัดเทียมและสามารถบดขยี้มันได้ ทั้งนี้มุมมองนี้ยังมีผู้สนับสนุนและผู้ศรัทธาคนอื่น ๆอีกด้วย เช่น ฟารีด ซาการียา ผู้เชี่ยวชาญและพิธีกรของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น

เจมส์ เปตราส ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาที่มีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย Binghamton ก็เป็นหนึ่งในหมู่ผู้ที่เชื่อในความเสื่อมถอยของอเมริกา ที่ตีพิมพ์หนังสือชื่อ “ ลัทธิไซออนิสต์ลัทธิทหารและการเสื่อมอำนาจของอเมริกัน” ในปี 2010 และทำให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างมาก ในหนังสือเล่มนี้ในแง่หนึ่งเขาระบุว่านโยบายของสหรัฐฯในการสนับสนุนอิสราเอลในตะวันออกกลางทำให้อำนาจของสหรัฐฯลดลงอย่างไร และในทางกลับกันเขาอธิบายว่า เศรษฐกิจอเมริกันหยุดนิ่งได้อย่างไรและล้มเหลวในการฟื้นฟูเนื่องจากก่อสงครามอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นสหรัฐอเมริกาจึงสูญเสียอำนาจทั้งภายในและภายนอกและเข้าสู่ยุคแห่งการเสื่อมอำนาจของตนอย่างแท้จริง เปตราสมีมุมมองที่ต่างไปจากชอมสกี และถือว่ากองกำลังต่อต้านจักรวรรดินิยมในเอเชียและแอฟริกาที่ไม่ใช่การเคลื่อนไหวแบบฆาราวาส ประชาธิปไตยหรือสังคมนิยมอย่างแดกดันแต่บังเอิญว่าพวกเขาเผชิญหน้าด้วยการนับถือศาสนาและชาติพันธุ์

ดังนั้นนับตั้งแต่ที่นักทฤษฎีชาวอเมริกันยืนยันว่าจุดเริ่มต้นของยุคแห่งการเสื่อมถอยของความเป็นเจ้าโลกของอเมริกาได้ผ่านพ้นมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งทศวรรษ และประเด็นนี้ก็ได้รับการยอมรับในหมู่พวกเขาในปัจจุบัน สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าสำหรับชนชั้นนำในยุคปัจจุบันนี้ คือการวิจัยถึงสาเหตุและผลที่ตามมาของการเสื่อมถอยนี้และเพื่อที่จะมีอิทธิพลต่ออารยธรรมทางเลือกใหม่ พวกเขาจึงมีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับมิตินี้มากขึ้น ว่าโลกหลังจากความเสื่อมถอยนี้จะเป็นโลกที่มีหลายขั้วที่มีอำนาจหลายขั้วหรือโลกเดียวที่มีพลังอำนาจรวมกันเป็นศูนย์กลาง ? ซึ่งเป็นคำถามที่เราต้องพิจารณาต่อไป

เราจะขอทวนซ้ำประโยคของผู้นำการปฏิวัติอิสลามในการพบปะครั้งล่าสุดว่า : “ยุคโลกหลังสิ้นอิทธิพลอเมริกา ได้เริ่มขึ้นแล้ว นี่คือคำพูดของผู้เชี่ยวชาญของพวกเขา นั่นคือความจริงของเรื่องนี้ “แน่นอนว่าพวกเขามีปัญหาทางเศรษฐกิจเช่นกัน แต่ปัญหาหลักของพวกเขาคือในแง่ของการควบคุมระบบสังคมและระบบการเมืองของพวกเขา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสั่นคลอนอย่างสมบูรณ์”

 

Source:khamenei.ir