วิเคราะห์: การเปิดสถานทูต – ยูเออีกำลังขยายความสัมพันธ์กับอิสราเอล

68

สถานทูตอิสราเอลในอาบูดาบีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 มกราคม นอกจากนั้นแล้วทางคณะรัฐมนตรีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้อนุมัติการจัดตั้งสถานทูตในเทลอาวีฟแล้ว

ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงธันวาคม 2020 รัฐอาหรับสี่ประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน ซูดานและโมร็อกโกได้ลงนามในข้อตกลงการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลซึ่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นรัฐแรกในสี่รัฐอาหรับในการเปิดสถานทูตอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้เมื่อวันที่ 15 กันยายน2020 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อปรับความสัมพันธ์กับระบอบไซออนิสต์ให้เป็นปกติ

นับตั้งแต่สร้างความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน อิสราเอลกับยูเออีได้เปิดเที่ยวบินตรง และแลกเปลี่ยนคณะผู้แทนการค้าจำนวนมาก ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลหลายพันคนเดินทางไปเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกเหนือจากการเปิดสถานทูตในอาบูดาบีแล้วอิสราเอลยังพยายามจัดตั้งสถานกงสุลในดูไบอีกด้วย

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พยายามขยายความสัมพันธ์กับอิสราเอล

พัฒนาการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้พิจารณาการขยายความสัมพันธ์กับอิสราเอลเป็นลำดับความสำคัญและกำลังค่อยๆดำเนินการตามเป้าหมายต่างๆในเรื่องนี้

แม้ว่า “การทูตส่วนบุคคล” ของรัฐบาลสหรัฐในอดีตที่นำโดยโดนัลด์ทรัมป์จะมีประสิทธิผลในการเริ่มต้นกระบวนการปรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาหรับบางประเทศให้เป็นปกติรวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และระบอบไซออนิสต์รัฐบาลก็ตาม แต่ทว่าอาบูดาบีและมานามาซึ่งแตกต่างจากโมร็อกโก และซูดานมีการเตรียมพร้อมด้วยเหตุผลหลายประการที่พวกเขามีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล

แม้ว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะเป็นพันธมิตรหลักของซาอุดีอาระเบียในการทำสงครามกับเยเมน แต่อาบูดาบีก็เป็นคู่แข่งกับริยาดอย่างเปิดเผยและแอบแฝงเพื่ออิทธิพลในภูมิภาค ในแง่หนึ่งการที่สหรัฐอาหรับเอมิเรสตส์ ปรับความสัมพันธ์กับระบอบไซออนิสต์ให้เป็นปกติเพื่อที่จะพยายามออกจากเงามืดของซาอุดีอาระเบียและอีกด้านหนึ่งเพื่อดึงการสนับสนุนจากอิสราเอลในเรื่องของภูมิภาคเอเชียตะวันตกอีกด้วย

แม้ว่าอิสราเอลจะเผชิญกับวิกฤตภายในที่รุนแรงโดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาและผู้คนในดินแดนที่ถูกยึดครองได้ประท้วงมานานกว่า 31 สัปดาห์เรียกร้องให้ปลดเบนจามิน เนทันยาฮู ในขณะเดียวกันเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองและความแตกแยกที่เกิดขึ้นภายใน ทำให้อิสราเอลต้องจัดการเลือกตั้งรัฐสภาในเดือนมีนาคมปีหน้าเป็นครั้งที่สี่ในรอบสองปี

อีกประเด็นหนึ่งคือในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของโจไบเดนแห่งสหรัฐอเมริกา ทางรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตกลงที่จะเปิดสถานทูตอิสราเอลในอาบูดาบีและจะเปิดสถานทูตในเทลอาวีฟด้วย

จากข้อมูลดังกล่าวอาจกล่าวได้ว่าการตัดสินใจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ครั้งนี้มีขึ้นเพื่อดึงดูดการสนับสนุนจากรัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯที่นำโดยโจไบเดนและเป็นการส่งข้อความหนึ่งที่ว่าอาบูดาบีไม่กังวลใดๆเกี่ยวกับการที่โดนัลด์ทรัมป์ก้าวลงจากอำนาจในสหรัฐอเมริกา

อีกประเด็นหนึ่งคือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กำลังส่งเสริมความสัมพันธ์กับอิสราเอลภายใต้ร่มเงาของการปราบปรามภายในและการข่มขู่ต่อการต่อต้านนโยบายนี้ แม้ว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะมีองค์ประกอบทางประชากรที่แตกต่างกัน แต่ความคิดเห็นของสาธารณชนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เช่นเดียวกับในประเทศอาหรับอื่น ๆ ที่ไม่เห็นด้วยและต่อต้านการปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลให้เป็นปกติ

หลังจากการลงนามในข้อตกลงการปรับความสัมพันธ์เป็นปกติ ทางกระทรวงยุทธศาสตร์ของอิสราเอลได้ประกาศในรายงานว่าวาทกรรมของชาวอาหรับ 90% ของประเทศในโลกอาหรับบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่อต้านการปรับความสัมพันธ์ที่เป็นปกติกับอิสราเอล

ในการนี้ ฮัมด์ อัลชามีย์ ( Hamad al-Shamsi )นักเคลื่อนไหวทางการเมืองของเอมิเรสต์ซึ่งอาศัยอยู่ในตุรกีกล่าวว่าใครก็ตามที่ไม่เห็นด้วยกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อาจถูกจำคุกนานถึง 10 ปีและปรับสูงถึงหนึ่งล้านดิรฮัม

“ผู้สนับสนุนการปรับความสัมพันธ์ให้เป็นปกติมีน้อยและด้วยเหตุนี้รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จึงใช้กลยุทธิ์เหล่านี้เพื่อยืนยันจุดยืนด้านต่างประเทศทั้งหมด” ฮัมด์ อัลชามีย์ กล่าวเสริม

Source: iranpress