ฤ จะเป็น กษัตริย์ องค์สุดท้ายของระบอบราชวงศ์ซาอูด ?

742

โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ยังไม่ได้เป็นราชา (กษัตริย์)  แต่เขาอาจจะเป็นราชาองค์สุดท้ายของซาอุดิอาระเบียหรือไม่ ?    ด้วยการลดลงของราคาน้ำมันทั่วโลกเนื่องจากวิกฤตโคโรนา คำถามนี้ได้รับการหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง นักวิเคราะห์บางคนกล่าวว่าน้ำมันเป็นเสาหลักสุดท้ายของระบอบการปกครองซาอุดิอาระเบีย  ซึ่งขณะนี้อยู่ในภาวะเสี่ยง

การถกเถียงเรื่องการล่มสลายของระบอบการปกครองของซาอุฯ นั้นไม่ได้เป็นเรื่องใหม่  การถกเถียงครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนเกิดวิกฤตการณ์โคโรนาด้วยซ้ำ และยังมีหนังสือที่เขียนขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องนี้  ในปี 2013 Karen Elliott House นักข่าวชาวอเมริกันเขียนหนังสือเกี่ยวกับซาอุดิอาระเบียและสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคต  จากนั้นในปีเดียวกัน คริสโตเฟอร์ เดวิดสัน อาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งก็ได้เขียนหนังสือชื่อ “หลังจากเหล่าผู้อาวุโส : อนาคตการล่มสลายของอาณาจักรระบอบกษัตริย์แห่งชาติอ่าว(เปอร์เซีย)” และพูดอย่างชัดเจนเกี่ยวกับจุดจบของยุคอาณาจักรเหล่านี้  นอกจากนี้เหล่านักคิดชาวตะวันตกและสื่อต่าง ๆ ก็ได้คาดการณ์เป็นครั้งคราวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการล่มสลายของระบบการเมืองของซาอุดิอาระเบีย

หลังจากการลดลงของราคาน้ำมัน การวิเคราะห์และการคาดการณ์ต่างๆนานาเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของซาอุดิอาระเบียได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น การวิเคราะห์เหล่านี้ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่า เศรษฐกิจซาอุดิอาระเบียจะไม่สามารถทนต่อราคาน้ำมันที่ลดลงเป็นเวลานานได้ และเป็นผลให้ซาอุดิอาระเบียจะต้องเผชิญกับการขาดดุลงบประมาณจำนวนมากในไม่ช้า

สามเสาหลักของรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย

จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์บางคน  บ่งชี้ว่า วิสัยทัศน์ของซาอุดิอาระเบียที่ปราศจากน้ำมันนั้นมันจะมืดมนมาก   เดวิด เฮิร์สต์ บรรณาธิการของเว็บไซต์ Middle EastI เป็นหนึ่งในผู้สังเกตการณ์ที่เพิ่งเขียนบันทึกในเว็บไซต์เดียวกัน ซึ่งอ้างอิงถึงการลดลงของราคาน้ำมันซึ่งเป็นไปได้ว่าซาอุดิอาระเบียจะกลายเป็นประเทศที่เป็นลูกหนี้นั้นเป็นเรื่องจริง

ตามรายงานของเฮิร์สต์ การล่มสลายทางการเงินของซาอุดิอาระเบียดำเนินมาสักระยะหนึ่งแล้ว  เมื่อกษัตริย์ซัลมานเข้ามามีอำนาจในวันที่ 23 มกราคม 2015  ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของซาอุดิอาระเบียอยู่ที่ 732 พันล้านดอลลาร์  แต่ตามรายงานของกองทุนการเงินซาอุดิอาระเบีย เปิดเผยว่าเงินสำรองของซาอุดิอาระเบียลดลงเหลือ 499 พันล้านดอลลาร์ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว นั่นหมายความว่าซาอุดีอาระเบียใช้เงินสำรองไปแล้ว 233 พันล้านเหรียญภายในระยะเวลาสี่ปี

นอกจากนี้จากข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่า GDP ต่อหัวของซาอุดิอาระเบียเพิ่มขึ้นจาก 25,243 ดอลลาร์ในปี 2012  เป็น 23,338 ดอลลาร์ในปี 2018   กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้คาดการณ์ว่าหนี้สินสุทธิของซาอุดิอาระเบียจะสูงถึง 19% ของ GDP ในปีนี้ และ 24% ในปีหน้า ในเวลาเดียวกันวิกฤตโคโรนาและราคาน้ำมันที่ลดลงอาจผลักดันหนี้สินของซาอุดิอาระเบียสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2022

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ได้พัฒนาแผนการหลายอย่างเพื่อลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมันของประเทศ รวมถึงวิสัยทัศน์ในปี 2030  แต่แผนเหล่านี้บางส่วนยังไม่ได้ถูกนำมาใช้หรือล้มเหลว  มกุฎราชกุมารได้กำหนดมาตรการสองประการสำหรับการปฏิรูปและทำให้เศรษฐกิจของประเทศของเขาทันสมัย  ประการแรกคือพยายามขายหุ้นของ Aramco ในตลาดหุ้นต่างประเทศห้าเปอร์เซ็นต์ และประการที่สองใช้กองทุนการลงทุนสาธารณะเพื่อกระจายรายได้ของประเทศ  ตามคำกล่าวของ เฮิรสท์  การดำเนินการตามแผนประการแรกล้มเหลวและประการที่สองตอนนี้อยู่ในวงวันแห่งความสับสนวุ่นวาย  กองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะซาอุฯได้ซื้อหุ้นใน บริษัท ตะวันตกบางแห่งเช่น Uber แต่มูลค่าของหุ้นเหล่านี้ต่ำมาก

เฮิรสท์ ได้เขียนและชี้ถึงสัญญาณของการล่มสลายทางเศรษฐกิจของซาอุดิอาระเบีย ว่า:  “ หลายคนในภูมิภาคนี้ยินดีและเห็นด้วยกับการล่มสลายของ โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน” เพราะเขาทำร้ายผู้คนมากมายโดยเฉพาะในอียิปต์ ในช่วงหลังสงครามน้ำมัน โมฮัมเหม็ด บินซัลมานจะสูญเสียพลังสนับสนุน  พลังของผู้มีอำนาจที่สามารถเสียค่าใช้จ่าย 1 พันล้านในหนึ่งนาทีนั้นต้องไร้ความหมาย

จากการล่มสลายของราคาน้ำมันในตลาดโลก ทำให้เสาหลักสุดท้ายของรัฐบาลซาอุดิอาระเบียสั่นไหวเช่นกัน

ส่วนน้ำมัน  เป็นเพียงหนึ่งในรากฐานของระบบการเมืองของซาอุดิอาระเบีย ครอบครัวอาลิซา – อูดและสถาบันทางศาสนาเป็นอีกสองเสาหลักของระบบที่ได้เสื่อมเสียอย่างรุนแรงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

หลังจากที่กษัตริย์ซัลมานเข้ามามีอำนาจ ฉันทามติและเอกภาพของราชวงศ์อาลิซา – อูดก็หายไปอย่างมากมาย  โมฮัมเหม็ด บินซัลมาน ขับไล่ Muqrin ibn Abd al-‘Aziz และ Muhammad ibn Nayef  ออกจากรัชทายาท   นอกจากนี้ยัง จำกัด อิทธิพลของบุตรชายของกษัตริย์อับดุลลาห์ก่อนหน้านี้ให้อยู่ในวงจำกัด  เขาได้จับกุมและทรมานบรรดาเจ้าชายหลายคนขังไว้ที่โรงแรม Ritz-Carlton ในข้อหาทุจริต และยึดทรัพย์สินของพวกเขา   ในการเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ได้จับกุม อาหมัด บิน อับดุลอาซิส และลูกพี่ลูกน้อง มูฮัมหมัด บินนาเยฟในข้อหาวางแผนก่อรัฐประหาร  ซึ่งการกระทำเหล่านี้ไม่เพียง แต่ทำลายเอกภาพและความซื่อสัตย์ภายในครอบครัวอัลอาลิซา – อูดเท่านั้น แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ที่เสื่อมเสียต่อราชวงศ์นี้ด้วย

ควบคู่กับน้ำมันและตระกูลอัลอาลิซา – อูดแล้ว  ระบอบการปกครองของซาอุฯ ยังเชื่อมโยงกับสถาบันทางศาสนา สถาบันที่เคยมีอิทธิพลและอิทธิพลในรัฐบาลและสังคมต้องอ่อนแอลงในสมัยของโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน  ควบคู่ไปกับความอ่อนแอของสถาบันศาสนานี้ ทำให้ข้อ จำกัด ทางสังคมเกี่ยวกับกิจกรรมสาธารณะเช่นจัดคอนเสิร์ตได้ถูกผ่อนปรน   สิ่งนี้ทำให้นักวิจารณ์บางคนกล่าวหาว่า โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน กำลังที่จะเอาองค์กรบันเทิงมาแทนที่องค์กรการกระชับทำความดีและห้ามปรามความชั่วร้าย

อย่างไรก็ตาม เสาหลักทั้งสามของรัฐบาลซาอุดิอาระเบียตกอยู่ในอันตรายในเวลาเดียวกัน โมฮัมเหม็ด บินซัลมานไม่ได้รับการสนับสนุนจากราชวงศ์อาลิซา – อูดทั้งหมดอีกต่อไป การลดอิทธิพลของสถาบันศาสนาทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมนักการศาสนา  นักการศาสนาบางคนถูกจำคุกเมื่อประท้วงนโยบายของรัฐบาล  ในขณะที่บางคนถูกบังคับให้เชื่อฟังคำสั่งของรัฐบาลโดยดุษณี   ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงและเศรษฐกิจซาอุดิอาระเบียกำลังประสบปัญหามากมาย แต่ทว่าสิ่งนี้จะนำไปสู่การล่มสลายของโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานหรือไม่ ? ซึ่งในระยะเวลาสั้นๆนี้ มันไม่น่าจะเกิดขึ้น…..  แต่ในระยะยาวนั้น บรรดาผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า การล่มสลายของบินซัลมานและระบอบกษัตริย์ซาอุดิอาระเบียมันไม่ไกลเกินความจริงและมีความเป็นไปได้สูง……

http://akharinkhabar.ir