ย้อนรอย “เหตุการณ์สะเทือนขวัญยึดมัสยิดฮะรอม”ปี 1979  – ซาอุฯให้สถิติเท็จ ผู้แสวงบุญเสียชีวิต 3,000 คน

652

สถานีโทรทัศน์ Al Jazeera  ได้นำเสนอในรายการ ย้อนรอยเหตุการณ์จับตัวประกันปี 1979 ในมัสยิดฮะรอม  เปิดเผยข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมของเหตุการณ์ จากปากเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสซึ่งตรงกันข้ามกับที่ซาอุดิอาระเบียกล่าวอ้าง  โดยเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิต 5,000 คนรวมทั้งบรรดาผู้แสวงบุญ 3,000 คน

สถานีโทรทัศน์ Al Jazeera  เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2020  มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติการนองเลือดของรัฐบาลซาอุดิอาระเบียจากเหตุการณ์ยึดมัสยิดอัลฮะรอม  ได้ การก่อจลาจลและจับตัวประกันในเดือนพฤศจิกายน ปี 1979  โดยกลุ่มสาลาฟี(หัวรุนแรง)ที่ถูกรู้จักในนาม “ญุฮัยมาน” อีกทั้งรัฐบาลซาอุดิอาระเบียปกปิดรายละเอียดของเหตุการณ์และจำนวนผู้เสียชีวิต  นอกจากนั้นในรายการยังได้มีการเอกสารแสดงให้เห็นว่าในสิ่งที่ตรงข้ามกับเรื่องที่ซาอุดิอาระเบียตีพิมพ์และรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญ

ในรายการของสถานีโทรทัศน์ Al Jazeera  ได้สัมภาษณ์  Paul Barrel อดีตเจ้าหน้าที่และผู้บัญชาการกองเรือฝรั่งเศส และ Christian Lambert มือสไนเปอร์ชาวฝรั่งเศส  โดยทั้งสองเปิดเผยรายละเอียดครั้งใหม่ของปฏิบัติสะเทือนขวัญ ว่า  มีผู้เสียชีวิตประมาณ 5,000 คนในไม่ใช่ 300 คน ตามที่ซาอุดิอาระเบียอ้าง !

ริยาดได้มีการแพร่ภาพครั้งแรกของการปฏิบัติการปลดปล่อยกะอฺบะฮฺ ในเดือนพฤศจิกายน 2019  แต่ปฏิเสธการมีส่วนร่วมและความช่วยเหลือจากภายนอก(ต่างชาติ)ในการบรรลุความสำเร็จของปฏิบัติการครั้งนี้

แต่สถานีโทรทัศน์ Al Jazeera ได้รับเอกสารที่น่าเชื่อถือจากกระทรวงกลาโหมฝรั่งเศสในประเด็น  ” ปฏิบัติการปลดปล่อยมักกะฮฺ ” ที่ซาอุดิอาระเบียขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือจากฝรั่งเศสในการปลดปล่อยกะอฺบะฮฺ

กัปตัน Paul Barrel อดีตเจ้าหน้าที่และผู้บัญชาการกองเรือฝรั่งเศสและผู้บัญชาการหน่วยจู่โจมเร็วของหน่วยรักษาดินแดนแห่งชาติฝรั่งเศสที่ถูกส่งไปยังนครมักกะฮฺตามคำร้องขอของซาอุดิอาระเบียเพื่อเข้าร่วมในการปราบปรามสมาชิกกลุ่มญุฮัยมาน กล่าวย้ำว่า  พวกเขาหันไปใช้ระเบิดก๊าซเคมีชนิดพิเศษซึ่งมีน้ำหนักเจ็ดตันที่นำมาจากฝรั่งเศส

Barrel กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับรายการ “การปกปิดครั้งยิ่งใหญ่” ของสถานีโทรทัศน์ Al Jazeera ว่า ซาอุดิอาระเบียตกอยู่ในภาวะวิตกกังวลและสับสนอย่างมากหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว และแม้แต่ไม่มีข้อมูลใดๆเกี่ยวกับกลุ่มติดอาวุธหรือตัวเลขและอุปกรณ์เครื่องมือ

Barrel  กล่าวว่าเขาและเพื่อน ๆ ของเขาเริ่มฝึกกองทัพซาอุดิอาระเบียในสภาพที่จิตตกและสภาพจิตใจที่ไม่ดีเพราะซาอุดิอาระเบียไม่รู้วิธีใช้หน้ากากป้องกันแก๊สพิษดังนั้นทหารฝรั่งเศสจึงฝึกสอนพวกเขาและมอบเสื้อเกราะป้องกันเพื่อเพิ่มความมั่นใจและความสามารถในการเผชิญหน้ากับผู้ก่อความไม่สงบและก่อจลาจล

เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสเมื่อประเมินสถานการณ์และเหตุการณ์ที่อาจจะขยายวงกว้างจึงเรียกร้องให้ทางการส่งระเบิดก๊าซพิษสองพันลูก โดยทั้งหมดมีน้ำหนักรวมเจ็ดตัน  ความสามารถของก๊าซนี้ในการทำให้เป้าหมายตาบอดอย่างรวดเร็วและแนวโน้มที่จะหลบหนี  แต่เบื้องต้นทางการฝรั่งเศสปฏิเสธคำขอของเขา และพวกเขาก็ส่งจดหมายบอกเขาว่า กัปตันบาเรล กำลังบ้าไปแล้วที่เรียกร้องขออาวุธดังกล่าว และพวกเขาขอให้เขาทำลายมันทันทีที่หลังจากอ่านจดหมายแล้ว

Barrel  กล่าวเสริมว่า แต่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสได้ถามถึงโอกาสของการดำเนินการที่ประสบความสำเร็จ  และเราตอบกลับว่ามีโอกาสประสบความสำเร็จ 85เปอร์เซ็นต์  ดังนั้นเขาจึงสั่งสิ่งของที่เราต้องการ

Barrel  กล่าวว่า ทางการซาอุดิอาระเบียต้องการที่จะให้นำเข้าสารเคมีสิบเท่าตัว สู่นครมักกะฮฺเพื่อการบุกโจมตีจะได้จบลงเร็วขึ้น แม้ว่าจะต้องจ่ายค่างวดมากสักขนาดไหนก็ต้องทำเพื่อให้ระบอบการปกครองคงอยู่ต่อไป

ตามแผนของคณะเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส ในขั้นตอนแรกพวกเขาต้องขุดหลุมในฮะรอม และด้วยการเจาะรูบนหลังคาอุโมงค์ที่ซึ่งผู้ก่อความไม่สงบอาศัยอยู่ (อุโมงค์ที่ขุดโดยชาวอาหรับเพื่อขนย้ายวัสดุก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาฮะรอมมักกะฮฺใต้มัสยิดอัล – ฮะรอม) และทยอยส่งระเบิดที่มีสารพิษเข้าไปในอุโมงค์ เพื่อปล่อยแก๊สเข้าสู่ระบบหายใจของผู้ก่อจลาจลและบังคับให้พวกเขาออกจากอุโมงค์หรือเสียชีวิตจากการหายใจไม่ออก แต่พวกเขาไปหลบไปยังพื้นที่ห่างไกลจากจุดระเบิด

รายงานเพิ่มเติมกล่าวว่า ซาอุดิอาระเบียต้องส่งกองทหารปากีสถานและกองกำลังพิเศษของซาอุฯเข้าไปในอุโมงค์ด้วยอุปกรณ์และหน้ากากป้องกันแก๊สเพื่อให้พวกเขาสามารถยิงก๊าซพิษใส่ผู้ก่อจลาจลให้ยอมจำนน และทำให้พวกเขาจำนวนมากสำลักหายใจ รวมกับที่ผู้แสวงบุญจำนวนมากที่ถูกจับตัวประกันอยู่ที่นั่น

เขากล่าวถึงรางวัลตอบแทนที่ฝรั่งเศสได้รับในครั้งนี้รวมถึงการซื้อขายอาวุธและข้อตกลงสำคัญกับฝรั่งเศสและในทางกลับกันซาอุดิอาระเบียก็ต้องนิ่งเงียบเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น

Barrel  ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทฮะรอมในนครมักกะฮฺโดยกองกำลังทหารฝรั่งเศส ว่า:กองกำลังทหารฝรั่งเศสเดินทั่วในฮะรอม  พวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนและไม่มีชาวซาอุดิอาระเบียคนใดถามถึงศาสนาของพวกเขา และคำถามเดียวที่พวกเขาถูกถามคือเกี่ยวกับความแม่นยำและความสมบูรณ์ของอาวุธของพวกเขา

เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสอธิบายว่าการปฏิบัติการของซาอุดิอาระเบียในการโจมตีมัสยิดอัล – ฮะรอมถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรง และเขากล่าวว่าแม้ว่าการดำเนินการจะประสบความสำเร็จ แต่ก็ก่อให้เกิดความหายนะ ยอดผู้เสียชีวิต 300  คน  ที่รายงานโดยเจ้าหน้าที่ของซาอุดิอาระเบียถือว่าไม่ถูกต้อง   ยอดผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ประมาณ 5,000 คน ซึ่งในบรรดาผู้เสียชีวิตดังกล่าวมีผู้แสวงบุญ 3,000 คนด้วยที่ถูกจับเป็นตัวประกัน

เหตุการณ์ ยึดมัสยิด อัล-ฮะรอม

เมื่อวันที่ 1  เดือนมุฮัรรอม ปี ฮ.ศ 1400  (เดือน พฤศจิกายน -ธันวาคม ค.ศ. 1979 ) หรือเมื่อ 41 ปี ก่อน  กลุ่มหัวรุนแรงชื่อ “ญามาอะห์ สาลาฟี มุห์ตาซีบาห์” ได้ยึดมัสยิด อัล-ฮะรอม ซึ่งพวกเขามีกองกำลังประมาณ 200-300  คน ภายใต้การนำของ ญุฮัยมาน อัลอุตัยบี   กล่าวกันว่าพวกเขาได้ให้การบัยอัต (สัตยาบัน) กับ มุฮัมมัด อับดุลเลาะฮ์ อัลเกาะฮ์ตานี ที่ได้อ้างว่าตนเป็นมะฮ์ดี (ผู้ฟื้นฟูอิสลาม)

การกระทำดังกล่าวนำไปสู่การเผชิญหน้าด้วยอาวุธกับราชวงศ์ซาอุดิอาระเบีย และเกิดเหตุปะทะราวหนึ่งสัปดาห์ ซาอุดิอาระเบียได้เรียกร้องตะวันตกให้ช่วยควบคุมเพื่อยึดมัสยิดให้กลับคืนมา  และในที่สุดหลังจากสองสัปดาห์ และหลังจากสังหารผู้แสวงบุญจำนวนมากมัสยิดก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของราชวงศ์ซาอูดอีกครั้ง

รัฐบาลซาอุดีอาระเบีย หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้ประกาศยอดผู้เสียชีวิตจากกองกำลังของพวกเขาจำนวน 127  และกลุ่มติดอาวุธของกองกำลังญุฮัยมานเสียชีวิต 117 คน

ในเดือนมกราคม ปี 1980   รัฐบาลซาอุดิอาระเบียได้จับกุมสมาชิกกองกำลังญุฮัยมาน 67 คน รวม อัล-กอฮ์ตานี  และถูกประหารชีวิตโดยการตัดศีรษะที่จัตุรัสเมืองต่างๆในซาอุดิอาระเบีย

source:
farsnews

tasnimnews