กองกำลัง ฮูตีเยเมน จับทหารซาอุฯนับร้อยเป็นเชลย

357

เมื่อช่วงวันที่ 28 กันยายน 2562 ที่ผ่านมากองกำลังปฏิวัติเยเมนฮูตี ได้ออกแถลงการณ์ว่า ทางกองทัพได้บุกโจมตีบริเวณชายแดนทางตอนใต้ของซาอุฯ และได้สังหารทหารซาอุประมาณ 500 นายในระหว่างการรบ และสามารถจับทหารซาอุฯเป็นเชลยประมาณ 2,000 คน หลังจากกลุ่มฮูตีแถลงช่วงต้น ซาอุฯแสดงท่าทีนิ่งฉยในช่วงต้น และยังไม่ออกมาตอบโต้ถึงการแถลงนี้ หลังจากนั้นกลุ่มฮูตีได้ปล่อยคลิปวิดิโอ การบุก และการจับทหารซาอุฯเป็นเชลยในเวลาต่อมา

มุมมองทางเลือก : เมื่อต้นเดือนกันยายนประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ทรัมป์ ได้ออกมากล่าวโทษอิหร่านในข้อหาโจมตีแหล่งขุดเจาะน้ำมัน อารามโก้ เพราะประเมินดูแล้วกองทัพเล็กๆอย่างกลุ่มฮูตีไม่น่าจะมีศักยภาพทำได้ถึงขนาดนั้น ขนาดที่ส่งผลต่อการตลาดของอเมริกาและพันธมิตรทั้งโลก ล่าสุดกลุ่ม ฮูตี ก็สามารถรบชนะศึกเหนือเขตชายแดนของข้าศึกได้อีกครั้งหนึ่ง ข่าวนี้[I]ได้แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของกองทัพซาอุดิอาระเบียในด้านหนึ่ง และ[II]แสดงให้เห็นว่ากลุ่มฮูตีมีศักยภาพมากพอที่จะบุกในแดนข้าศึกและทำลายฐานทัพของข้าศึกได้

1.ความอ่อนแอของกองทัพซาอุฯ

พิจาณาสงครามระหว่างซาอุดิอาระเบียกับเยเมนในช่วงตอนต้นเมื่อ 4 ปีก่อน จะเห็นว่าฝ่ายที่ได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัดโดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เลย คือฝ่ายซาอุดิอาระเบีย เพราะ[I]พวกเขามีความได้เปรียบทางอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ล้ำสมัย ทหารที่ฝึกมาเป็นอย่างดี  [II]มียานพาหนะที่มีศักยภาพสูง [III]งบประมาณที่ถูกอัดฉีดเข้ามาอย่างมหาศาล [IV]และยังได้รับการสนับสนุนจากชาติพันธมิตรอีกมากมายหลายประเทศ จึงทำให้ในช่วงแรกๆข้างซ้ายของกองทัพซาอุฯ ประกาศว่า การเผด็จศึกจะจบลงในไม่กี่วัน ในยุทธการพายุแกร่ง (Firmness Storm) เมื่อปี 2015

ส่วนทางด้านฝ่ายปฏิวัติเยเมน [I]มีรองเท้าแตะ ไม่มีปืน ถ้ามีก็เป็นปืนโบราณ [II]ความเชี่ยวชาญทางภูมิศาสตร์พื้นที่ประเทศตัวเองกับ [III]อุดมการณ์และหัวใจที่เต็มเปี่ยมเพื่อเรียกร้องเอกราชของชาติตนเอง ไม่ให้อยู่ใต้อาณานิคมของซาอุดิอาระเบียอีก และปัจจัยสำคัญที่สุดคือ[IV]ความศรัทธา

ช่วงแรกหลายฝ่ายต่างวิเคราะห์กันว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่นักรบรองเท้าแตะที่มีแต่ศรัทธา จะชนะนักรบ GI หน้าอาหรับที่ถือ-พก-ขับ อุปกรณ์ศักยภาพสูงล้ำสมัยได้ แต่อย่างที่วินสตัน เชอร์ชิลได้เคยกล่าวไว้ “คนที่มองอดีตออกไปไกลที่สุด ย่อมเห็นอนาคตไกลที่สุด” ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนส่วนน้อยสามารถทำศึกและมีชัยเหนือคนส่วนมากได้ ประวัติศาสตร์สงครามน่าจะเป็นครูที่ดีที่สุดสำหรับทุกๆคนในเรื่องนี้

  1. ศักยภาพของกลุ่มฮูตี

ในเรื่องนี้เราสามารถประเมินศักยภาพของกลุ่มฮูตีโดยแบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือศักยภาพในการรับศึก และศักยภาพในการรุกศึก

2.1 ศักยภาพในการรับศึก

ในช่วงตลอด 4 ปีที่ผ่านมาจะเห็นว่า ทัพซาอุไม่สามารถบุกตีหรือถล่มฐานทัพของกลุ่มฮูตีได้อย่างเบ็ดเสร็จ  ในด้านหนึ่งยิ่งบุก ยิ่งเสีย ยิ่งเพลี่ยงพล้ำ ยิ่งสูญเสียงบประมาณ  ผู้เขียนได้ติดตามบทวิเคราะห์จากหลายสำนักที่อธิบายถึงสาเหตุว่าทำไมกองทัพของเยเมนจึงสามารถสกัดกองทัพของซาอุดิอาระเบียได้เป็นเวลานานหลายปี ซึ่งถ้าหากเอาบทวิเคราะห์เหล่านั้นมารวมกัน ก็จะได้ข้อสรุปว่า เหตุที่กองทัพเยเมนสามารถสกัดทับซาอุดิอาระเบียได้มี 2 ปัจจัยด้วยกัน 1 คือความเชี่ยวชาญในภูมิศาสตร์ 2 ความศรัทธา กองทัพเยเมนมักจะรบในพื้นที่ตนได้เปรียบและนั่นถือเป็นยุทธศาสตร์ของกลุ่มฮูตี  เช่นการโจมตีจากบนภูเขา,ความสามารถในการอำพรางตนเอง,ความกล้าของนักรบ นี่คือเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมกองทัพเยเมนถึงสามารถเข้าสกัดทัพซาอุฯได้นานเป็นเวลาถึง 4 ปี

2.2 ศักยภาพในการรุกศึก

จากการที่กองทัพเยเมนเลือกที่จะโจมตีแหล่งน้ำมันของซาอุก่อน นั่นก็เป็นการชี้ให้เห็นว่ามันสมองของกองทัพฮูตีอ่านเกมนี้ได้ขาด จริงๆแล้วเยเมนต้องการ การโจมตีเพียงครั้งเดียวเพื่อยุติสงครามทั้งหมด แผนของพวกเขาก็คือทำลายระบบน้ำมันของฝ่ายตรงข้ามเพื่อให้กองทัพซาอุเป็นอัมพาต ถึงแม้ว่าชาติมหาอำนาจอย่างอเมริกันจะบอกว่านี่เป็นฝีมือของอิหร่านก็ตาม และการจู่โจมครั้งที่ 2 อันเป็นเหตุทำให้ทหารของซาอุดิอาระเบียถูกจับเป็นเชลยนับพันคน สูญเสียยานหุ้มเกราะและอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งกอง เริ่มจะทำให้หลายฝ่ายไม่สงสัยในศักยภาพในการบุกของกลุ่มฮูตีอีกต่อไป ถ้าหากผู้อ่านได้ดูวีดีโอจะเห็นว่าฝ่ายของกองกำลังฮูตีพาทหารไปเพียงจำนวนหนึ่ง แต่สามารถเอาชนะกองกำลังฝ่ายตรงข้ามและยังจับทหารข้าศึกมาเป็นเชลยได้อีกด้วย หลังจากนั้นพวกเขาเอาไฟแช็คอันละ 5 บาท เผายานหุ้มเกราะราคาล้านดอลลาร์ที่ยึดมาได้เป็นสินสงคราม ทำให้หลายฝ่ายต้องประเมินกองกำลังฮูตีใหม่อีกครั้ง

อย่างไรก็ตามในสงครามครั้งนี้ฝ่ายที่เริ่มก่อนคือ ซาอุดิอาระเบีย สิ่งที่กองกำลังเยเมนต้องการมากที่สุดคือการยุติสงคราม เราหวังจะได้เห็นสันติภาพและหนทางอย่างสันติวิธีในการยุติความขัดแย้งครั้งนี้…

 

source: theguardian

https://youtu.be/7IdnLwCyV5w