ย้อนรอย ครบรอบ 50 ปี “มัสยิดอัล-อักซอ” ถูกยิวหัวรุนแรงลอบวางเพลิง

288

21 สิงหาคม ค.ศ.1969 ครบรอบวันที่มัสยิดอัล-อักซอถูกวางเพลิงโดยชาวไซออนิสต์

กว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา หลังจากมัสยิดอัล-อักซอถูกชาวยิวหัวรุนแรงชาวออสเตรเลียลอบวางเพลิง มัสยิดอัล-อักซอก็ยังคงตกเป็นเป้าของการโจมตีของยิวไซออนิสต์และแผนการแบ่งเวลา รวมปถึงสถานที่มัสยิดระหว่างชาวมุสลิมและยิวจนถึงทุกวันนี้

มัสยิดอัล-อักซอ เป็นทิศกิบลัตแรกของมวลมุสลิม เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านศาสดาหยุดพักเพื่อเดินทางขึ้นสู่ฟากฟ้า(อิสรออฺมิจรอจฺ) และเป็นมัสยิดสำคัญที่มีเกียตริของมุสลิมรองลงมาจาก มัสยิดดุลฮะรอม(เมืองมักกะฮฺ)และมัสยิดุลนบี(เมืองมะดีนะฮฺ)

ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา มัสยิดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอนอัลกุรอาน  อิสลามศึกษา  รวมถึงสถานที่สำหรับการเฉลิมฉลองทางศาสนาและพิธีกรรมขนาดใหญ่

มัสยิดอัล-อักซอ นับว่าเป็นกิบลัตแรกของมุสลิม  ตามรายงาน(ริวายะฮฺ) ระบุว่า ท่านศาสดา ใช้มัสยิดแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นขึ้นไปยังฟากฟ้า (อิสรออฺ มิจรอจ) อัลกุรอานจะกล่าวในเรื่องราวของอิสรออฺ มิจรอจฺไว้ในบทซูเราะฮฺ อิสรออฺ   นอกจากนี้มัสยิดแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเคารพเทิดทูนทั้งในศาสนาอิสลาม คริสต์และยิว   ในริวายะฮฺอิสลามได้กล่าวถึงความประเสริฐของการนมาซในมัสยิดแห่งนี้ว่าจะได้รับผลบุญเท่ากับหนึ่งพันนมาซของการนมาซในมัสยิดอื่นๆ(ยกเว้นมัสยิดดุลฮะรอมและมัสยิดุลนบี)

ตามที่นักวิชาการบางคนกล่าวว่า  มัสยิดอัล-อักซอที่ระบุไว้ในอัลกุรอานนั้นมีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่รวมถึงมัสยิดกุบบะฮฺ อัลซุฆเราะหฺ  (จุดเริ่มต้นของการขึ้นสู่ฟากฟ้าของท่านศาสดา) และลานต่างๆ  ดังนั้นนักวิชาการบางคนจึงได้กล่าวว่า มัสยิดอัลอักซอที่กล่าวไว้ในอัลกุรอาน โองการแรกของซูเราะฮฺ อิสรออฺนั้นคือบัยตุลมุก็อดดิส ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยศาสดาดาวูด(เดวิด)และศาสดาสุไลมาน (โซโลมอน) บางริวายะฮฺยังกล่าวว่า มัสยิดอัลอักซอนั้นคือบัยตุลมุก็อดดิส

นักวิชาการบางคนได้กล่าวว่า ในช่วงที่ท่านศาสดาเสด็จขึ้นสู่ฟากฟ้า ยังไม่มีสิ่งก่อสร้างใดที่เรียกว่ามัสยิดอัลอักซอ และคำว่ามัสยิดในบทอัลกุรอานหมายถึงสถานที่เคารพภักดีและศาสนสถาน  วันนี้อาคารมัสยิดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงยุคสมัยของอับดุลมาลิก บิน มัรวาน ในบริเวณพื้นที่อัลกุดส์ และถัดจากนั้นเป็นที่รู้จักกันในนามมัสยิดอัล-อักซอและครอบคลุมถึงอาคารมัสยิดต่างๆในรอบบริเวณดังกล่าว

การฟื้นฟูและบูรณะซ่อมแซม ก่อนเกิดไฟไหม้

อาคารที่เราเรียกว่ามัสยิดอัล-อักซอนี้  ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษแรกโดยอับดุลมาลิก บิน มัรวานและได้รับการฟื้นฟูและซ่อมแซมในยุคต่างๆเรื่อยมา

ครึ่งศตวรรษหลังเกิดไฟไหม้มัสยิดอัลอักซอ  สถานที่แห่งนี้ยังคงตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีของยิวไซออนิสต์และการตั้งถิ่นฐานของชาวยิวหัวรุนแรง อีกทั้งระบอบยิวไซออนิสต์ได้อนุญาตให้ผู้ตั้งถิ่นฐานบุกมัสยิดทุกวันและแบ่งโซนและกำหนดเวลาในการเข้ามัสยิดระหว่างมุสลิมกับชาวยิว  อันนำมาซึ่งความวิตกกังวลและความท้าทายที่สุดสำหรับชาวปาเลสไตน์ และขบวนการต่อสู้ของชาติอาหรับและอิสลาม

วันนี้ (วันที่ 21 สิงหาคม) ครบรอบของการลอบวางเพลิงมัสยิดอัล-อักซอโดย “เดนนิส ไมเคิลโรฮัน” Michael Dines Rohan  ชาวยิวหัวรุนแรงชาวออสเตรเลีย   และในปี 1969 ได้ประกาศให้วันดังกล่าวเป็นวัน “มัสยิดสากล”  สำนักข่าว Al Jazeera  ถือโอกาสนี้ย้อนอดีตด้วยการนำเสนอรายงานการก่ออาชญากรรมและถือเป็นการทำลายอัตลักษณ์ของอิสลามและอาหรับ

เหตุการณ์ลอบวางเพลิง

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ.1969 มัสยิดอัล-อักซอ  ได้ถูกเผาโดยชาวไซออนิสต์  ชื่อว่า ไมเคิลเดนนิส ทำให้มัสยิดอักซอส่วนหนึ่งได้รับความเสียหายและการลอบวางเพลิงครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำของอิสราเอลได้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 1948  เพื่อทำลายอารยธรรมอิสลามในกรุงเยรูซาเล็ม

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้อาคารของมัสยิด 1,500 ตารางเมตรจากจำนวน 4400 ตารางเมตรถูกไฟไหม้หวอด  สร้างความเสียหายต่อเสามัสยิดหลายต้นอีกทั้งและร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ และเสาหลักของโดมต้องทรุดตัวลงมา   นอกเหนือไปจากความเสียหายดังกล่าวแล้วยังได้สร้างความเสียหายต่อโดมด้านใน  มิห์รอบ และผนังทางทิศใต้ของมัสยิดอักซอ   หน้าต่าง 48  แตกกระจาย  พรมและของประดับตกแต่งจำนวนมากและสำเนาของคัมภีร์อัลกุรอานหลายสิบฉบับตกลงบนกองไฟ

ในที่สุดไฟก็ถูกดับลงโดยความพยายามของชาวคริสเตียนและมุสลิมแม้กองกำลังอิสราเอลจะปิดกั้นและขัดขวางก็ตาม แต่อิสราเอลออกมาอ้างว่าสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้เกิดจากความระบบไฟฟ้าขัดข้อง  และหลังจากวิศวกรชาวอาหรับได้พิสูจน์ว่ามันเป็นการจงใจลอบวางเพลิง  ทำให้เจ้าหน้าที่ยิวไซออนิสต์ได้ทำการจับกุมตัวมือลอบวางเพลิงดังกล่าวเพื่อแสดงถึงความผิดชอบในการกระทำที่เป็นเรื่องอัปยศครั้งนี้ แต่หลังจากนั้นไม่นานอิสราเอลอ้างว่าเขามีปัญหาทางจิตจึงส่งตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาล และหลังจากนั้นไม่นานก็ถูกส่งกลับไปยังออสเตรเลีย

มุสลิมทั่วทั้งโลกออกมาประณามเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ มีมติออกกฎข้อที่ 271 พร้อมกับประณามการกระทำในครั้งนี้ และเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการทั้งหมดของระบอบการปกครองไซออนิสต์ที่มีต่ออัตลักษณ์ของเยรูซาเล็มและให้ปฏิบัติตามมติของอนุสัญญาเจนีวาและกฎหมายต่างประเทศในเขตพื้นที่ยึดครอง  ในขณะที่สี่ประเทศรวมถึงสหรัฐอเมริกาปฏิเสธและคัดค้านการลงมติดังกล่าว

มติดังกล่าวย้ำอีกครั้งว่าคณะมนตรีความมั่นคงรู้สึกเสียใจกับความเสียหายอย่างหนักที่เกิดขึ้นกับมัสยิดอัล-อักซอในวันที่21 สิงหาคม ค.ศ.1969 และตระหนักถึงความเสียหายต่อวัฒนธรรมมนุษย์ที่เกิดจากการลอบวางเพลิงในครั้งนี้

นอกจากนั้น ในแถลงการณ์ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติยังเน้นย้ำถึงหลักการไม่ยอมรับการบุกรุกและยึดดินแดนโดยการโจมตีทางทหารว่า  : การทำลายหรือการสร้างความเสียหายให้กับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรืออาคารในอัลกุดส์ ( al-Quds )หรือการยั่วยุและการสมรู้ร่วมคิดนั้นจะนำไปสู่การคุกคามความมั่นคงและสันติภาพระหว่างประเทศ

การจัดตั้งองค์กรความร่วมมืออิสลามคือผลพวงของเหตุการณ์ลอบวางเพลิง

การจัดตั้งองค์กร OIC ก็เป็นหนึ่งในผลกระทบที่เกิดจากการก่ออาชญากรรมดังกล่าวและปฏิกิริยาของประเทศอิสลาม

สองเดือนหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้มีการจัดประชุมในเมืองหลวงของโมร็อกโกโดยการเข้าร่วมของบรรดาผู้นำรัฐบาลอิสลามจาก 30 ประเทศ  และจากนั้นในปี 1976 ก่อตั้งกองทุนกรุงเยรูซาเล็มและในปีถัดไป ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอัลกุดส์ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนและปกป้องความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนสถานอิสลามในการรับมือกับการยึดครองของอิสราเอล

การขุดอุโมงค์ใต้มัสยิดอัลอักซอซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มขบวนการ “คณะกรรมาธิการฮัยกัล” เป็นหนึ่งในอันตรายที่สำคัญที่สุดที่คุกคามมัสยิดนี้ การขุดค้นเริ่มขึ้นใต้อาคารบ้านเรือนของชาวอาหรับ มัสยิดและโรงเรียนภายใต้ข้ออ้างในการค้นหาฮัยกัลสุไลมาน(ศาสนสถานแห่งแรกของชาวยิว) และในปี1968  ได้มาถึงชั้นใต้ดินของมัสยิดอัล-อักซอและมีการขุดอุโมงค์ที่ลึกและยาวใต้มัสยิดและภายในนั้นมีการสร้างโบสถ์ยิวขึ้นมา

การขุดอุโมงค์อย่างกว้างขวาง  ถูกประณามโดยประชาคมระหว่างประเทศ  ยูเนสโกประณามการขุดเจาะอย่างต่อเนื่องของอิสราเอลและสิ่งนี้มันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงลักษณะทางอารยธรรมของเมืองเยรูซาเล็มโดยเฉพาะมัสยิดอัล-อักซอ แต่จนถึงวันนี้การรุกรานของอิสราเอลในมัสยิดอัล-อักซอก็ยังไม่เคยหยุดแม้แต่วันเดียว…..

การบูรณะมัสยิด

คณะกรรมการฝ่ายการโยธาและการบูรณะมัสยิดอัล-อักซอของกระทรวงการกุศลแห่งประเทศจอร์แดนรับหน้าที่และรับผิดชอบในการบูรณะและฟื้นฟูมัสยิดอัล-อักซอ  กำจัดร่องรอยและผลกระทบจากไฟไหม้ในมัสยิดอัล-อักซอและทำการซ่อมแซมโดยทีมงานด้านเทคนิคของคณะกรรมการดังกล่าว ซึ่งเริ่มขึ้นในต้นปีที่ 1970 อีกทั้งทำการบูรณะแท่นเทศนาธรรม Salah ad-Din Al- ayoubi

ไฟไหม้ที่มัสยิดอัล-อักซอ ทำให้ประเทศอิสลามและอาหรับแสดงปฏิกิริยาที่ไม่พอใจอย่างแพร่หลายและในวันต่อมาชาวมุสลิมหลายพันคนได้ร่วมละหมาดวันศุกร์นอกลานมัสยิดอัล-อักซอและมีการชุมนุมใหญ่ในเมืองกุดส์ หนึ่งในผลที่ตามมาของเหตุลอบวางเพลิงมัสยิดอัลอักซอคือการประชุมครั้งแรกของผู้นำอิสลามในกรุงราบัตและการจัดตั้งองค์กรความร่วมมืออิสลามซึ่งเรากล่าวถึงไปแล้วในเนื้อหาข้างต้นและประเทศอิสลามทั้งหมดได้เข้าร่วม

มัสยิดอัล-อักซอถูกปิดชั่วคราว

ในเดือนกรกฎาคม ปี  2017  ชาวปาเลสไตน์หลายร้อยคนได้ทำการนมาซวันศุกร์บนถนนของกุดส์ที่ถูกยึดครองหลังจากถูกทหารระบอบยิวไซออนิสต์ห้ามเข้ามัสยิดอัล-อักซอเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดเหตุไฟไหม้เมื่อปี 1969

นอกจากนี้ในวันนั้นทางกองกำลังทหารระบอบยิวไซออนิสต์ได้กักตัว ชัยค์ โมฮัมเหม็ด ฮุสเซนมุฟตีย์กุดส์และดินแดนแห่งปาเลสไตน์และชาวปาเลสไตน์ที่ร่วมนมาซต่างตะโกนคำขวัญ “อัลลอฮฺ ฮุ อักบัร”  และ “ชีวิตของเราขออุทิศพลีเพื่อมัสยิดอัล-อักซอ” ในการเผชิญหน้ากับทหารระบอบยิวไซออนิสต์

ความพยายามจะทำลายมัสยิดอย่างต่อเนื่อง

ขบวนการยิวคริสเตียนที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาอ้างว่าการทำลายมัสยิดอัล-อักซอและการสร้างวิหารที่สามของโซโลมอนแทนที่มัสยิดดังกล่าว เป็นเงื่อนไขของการปรากฏตัวของพระเยซู และหากไม่มีพระวิหารนี้ พระเยซูก็จะไม่มีวันปรากฏตัว พวกยิวหัวรุนแรงเชื่อว่าใต้ซากปรักหักพังของวิหารที่หนึ่งและที่สองของโซโลมอนอยู่ภายใต้มัสยิดอัล-อักซอ และไม่มีวิธีอื่นใดที่จะสร้างพระวิหารนี้ขึ้นมาใหม่ได้เว้นแต่ต้องทำลายมัสยิดนี้

ด้วยความเชื่อนี้สาวกของขบวนการเคลื่อนไหวยิวไซออนิสต์นี้จึงลงทุนเงินจำนวนมากให้กับองค์กรยิวไซออนิสต์หัวรุนแรงเช่น “อาตีรอต โกฮานิม” และกำหนดเป้าหมายไว้คือเยรูซาเล็มต้องเป็นของชาวยิวและทำลายมัสยิดอัลอักซอให้ได

source: iqna