เมื่อ “อังกฤษ” มหาอำนาจผู้สิ้นเขี้ยวเล็บ

786

นับเป็นเวลาหลายศตวรรษทที่อังกฤษได้ขึ้นชื่อว่า เป็นประเทศล่าอาณานิคมซึ่งสามารถทำให้หลายประเทศทั่วโลกตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของตัวเองและทำการปล้นสะดมทรัพยากรอันมั่งคั่งที่พระเจ้าทรงประทานให้มาอย่างมากมาย แต่ทว่าในวันนี้ เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์มันกลับตาลปัตร เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผู้ปกครองอังกฤษกำลังก้าวเข้าสู่การตกอยู่ภายใต้อาณัติของสหรัฐฯ

ไม่เคยมีใครคาดคิดว่า สหราชอาณาจักร(อังกฤษ)ที่ มีอำนาจคับฟ้า สามารถเปลี่ยนกษัตริย์ของอิหร่านได้ตามอำเภอใจและเคยสร้างความพ่ายแพ้ให้กับอิหร่านด้วยเรือรบเพียงห้าลำจะตกต่ำอย่างที่สุดถูกแก้เผ็ดเอาคืนฐานกักเก็บเรือน้ำมัน ด้วยการที่อิหร่านยึดเรือน้ำมันอังกฤษต่อหน้าต่อตากองทัพเรืออังกฤษที่คอยคุ้มกันเรือของตนในอ่าวเปอร์เซีย โดยที่พวกเขาทำได้แค่เพียงเหม่อมอง

บางทีอาจจะไม่มีใครเชื่อเลยว่า สหราชอาณาจักรซึ่งเคยเป็นประเทศล่าอาณานิคมตั้งแต่ สหรัฐอเมริกา อินเดีย ไปจนถึงจีน  แต่ในวันนี้ กลับกลายเป็นประเทศเล็ก มิหนำซ้ำกำลังจะกลายเป็นอาณานิคมของสหรัฐ

หากพิจารณาถึงกระบวนการทางการเมืองของสหราชอาณาจักรและนโยบายของนักการเมืองอาวุโสอย่างใกล้ชิด จะเห็นว่าอังกฤษกำลังก้าวไปสู่การพึ่งพาประเทศสหรัฐอเมริกามากขึ้นและท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นหนึ่งในยุโรปที่อยู่ภายใต้อาณัติของสหรัฐอเมริกาอย่างไม่เป็นทางการ

ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรปกำลังดิ้นรนที่จะออกจากการครอบงำของอเมริกา แต่อังกฤษกำลังก้าวไปสู่การแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีข้อตกลงที่สมเหตุสมผลเกี่ยวกับสภาพทางเศรษฐกิจ

สภาพทางเศรษฐกิจเป็นเงื่อนไขของการอยู่รอดของสหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาพยายามโน้มน้าวให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีการบรรลุข้อตกลงใดๆทั้งสิ้น เพื่อให้อังกฤษมีความต้องการอเมริกามากขึ้น และเราเห็นนักการเมืองอังกฤษบางคนที่อ้างว่าการอยู่ร่วมในสหภาพการค้ากับสหรัฐอเมริกา มันอาจสร้างผลกำไรให้กับสหราชอาณาจักรได้มากกว่าสำหรับสหภาพยุโรป

ชาวอังกฤษยังหวังที่จะอยู่ใกล้กับอเมริกาในการงานและเข้าถึงสำรับอาหารของอเมริกา ดังนั้นพวกเขาจึงกระโจนสู่การเผชิญหน้ากับอิหร่านเพื่อที่จะสามารถได้รับการแบ่งสันปันส่วนจาก “เค้กก้อนใหญ่” ที่เรียกว่า “ตะวันออกกลาง”

ในการเดินทางไปสหราชอาณาจักรของ นายจอห์นโบลตัน ดูเหมือนว่าจะพยายามชักชวน โน้มน้าว เจ้าหน้าที่อังกฤษให้ออกจากสหภาพยุโรปโดยเร็วที่สุด มาอยู่ภายใต้การดูแลของสหรัฐฯโดยที่ไม่มีข้อตกลงใดๆ และจากท่าทีของอังกฤษ ดูเหมือนว่ากำลังจะทำให้เป้าหมายของ โบลตัน ใกล้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

แม้แต่กรณีความขัดแย้งจากการยึดเรือบรรทุกน้ำมันระหว่างอิหร่านและสหราชอาณาจักรและการตอบสนองของสหรัฐฯต่อการช่วยเหลือ ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับเจ้าหน้าที่ของอังกฤษที่จะตระหนักได้ว่า พวกเขาจะต้องพบกับจุดจบอะไรบ้างในอนาคต

ความจริงอีกอย่างที่ชัดเจนก็คือว่า นายจอห์นโบลตันสั่งให้อังกฤษยึดเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน the Grace 1 ในช่องแคบยิบรอลตาร์และเมื่ออิหร่านได้ยึดเรือบรรทุกน้ำมัน Stena Impero ของอังกฤษ ในอ่าวเปอร์เซียเพื่อเอาคืน  อังกฤษก็ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ Mike Pompeo ออกมาตอบสนองโดยระบุอย่างชัดเจนว่า อังกฤษต้องปกป้องเรือของตนเอง !   ซึ่งเป็นคำตอบในลักษณะ “ขวานผ่าซาก”

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว ก็ยังไม่รู้ว่า นักการเมืองบางคนในสหราชอาณาจักร จะยังคงไว้วางใจอเมริกา และยังยินดีที่จะปฏิบัติตามแนวทางที่อเมริกากำหนดไว้อีกหรือไม่ ?

เรื่องนี้สามารถวิเคราะห์ได้ว่า อเมริกาได้ดำเนินการตามนโยบายแบบ Machiavellianism   เพื่อเปลี่ยนนักการเมืองอังกฤษบางคน ให้เป็นตัวแทนและเป็นเครื่องมือของตน  และให้อังกฤษตกอยู่ภายใต้อาณานิคมสหรัฐฯและตอนนี้ก็ได้มีนักการเมืองยุคใหม่ (ตามความต้องการของสหรัฐฯ)ที่ได้เข้ามาสู่อำนาจทางการเมืองอย่างเต็มตัวแล้ว

source:  sputniknews