เจมส์ แมตทิส- ปกป้องการสนับสนุนทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีต่อซาอุฯในสงครามเยเมน!

152
"เราจำเป็นต้องนำสิ่งนี้ ไปสู่กระบวนการเจรจาต่อรองเพื่อระงับข้อพิพาท และเราเชื่อว่า นโยบายของเราตอนนี้ ถูกต้องเหมาะสมสำหรับการกระทำเช่นนี้" เจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี

PressTv – รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เจมส์ แมตทิส (James Mattis) ออกมาปกป้องกองกำลังทหารของสหรัฐฯในการให้การสนับสนุนไปยังสงครามเยเมน ที่นำโดยซาอุดิอาราเบีย และเรียกร้องมิให้ ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ยุติการเข้าร่วมของวอชิงตันในความขัดแย้งดังกล่าว

ตั้งแต่ปีที่แล้ว คณะบริหารของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เตือนไปยังซาอุดีอาระเบียว่า ความกังวลในสภาคองเกรส เกี่ยวกับวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรม และการสูญเสียพลเรือนในเยเมน อาจเป็นอุปสรรคจำกัดการให้ความช่วยเหลือของสหรัฐฯที่มีต่อซาอุฯ ในสงครามเยเมน

แมตทิส อ้างว่า การให้ความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งประกอบด้วย การสนับสนุนด้านข่าวกรอง และการสนับสนุนด้านเชื้อเพลิงให้แก่เครื่องบินไอพ่นนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อนำสงครามไปสู่การเจรจาเพื่อระงับข้อพิพาท

เราจำเป็นต้องนำสิ่งนี้ ไปสู่กระบวนการเจรจาต่อรองเพื่อระงับข้อพิพาท และเราเชื่อว่า นโยบายของเราตอนนี้ ถูกต้องเหมาะสมสำหรับการกระทำเช่นนี้” แมตทิส กล่าวกับผู้สื่อข่าวในขณะที่เขาบินกลับไปวอชิงตันจากตะวันออกกลาง

ในจดหมายถึงสภาคองเกรสเมื่อปีที่แล้ว แมตทิส ระบุว่า การยุติความช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐฯให้กับริยาดจะก่อให้เกิด “ความเสี่ยงต่อความร่วมมือกับหุ้นส่วนของเรา ในการต่อต้านการก่อการร้าย และจะเป็นการลดทอนอิทธิพลของเรา ที่มีต่อซาอุดีอาระเบีย”

นายกรัฐมนตรีเยเมนกล่าวกับ PressTV: ซาอุดีอาระเบียจะไม่สามารถทำสงครามกับประเทศยากจนได้ โดยปราศจากการสนับสนุนจากสหรัฐฯ

ตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปี พ. ศ. 2558 ความขัดแย้งได้สังหารผู้คนไปแล้ว ประมาณ 14,000 คน และส่งผลทำให้เกิดผู้พลัดถิ่นจำนวนมากกว่า 2 ล้านคน อีกทั้งยังได้ขับเคลื่อนเยเมนไปสู่สภาวะอดอยากปากแห้งอย่างกว้างขวาง

สงครามดังกล่าว ส่งผลกระทบทำลายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศคาบสมุทรอาหรับมากมาย ประกอบด้วย โรงพยาบาล โรงเรียน และโรงงาน อย่างย่อยยับ จนกลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง

องค์การสหประชาชาติ รายงานว่า มีผู้คนจำนวนกว่า 22.2 ล้านคนกำลังต้องการอาหาร ในจำนวนนี้ ร่วมด้วยผู้คนจำนวน 8.4 ล้านคนที่กำลังเผชิญกับความหิวโหยอย่างรุนแรง

เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสขององค์การสหประชาชาติ ได้เตือนถึงสภาพความเป็นอยู่ที่เป็นดั่ง “ภัยพิบัติ” นี้ โดยระบุว่า ในเยเมนขณะนี้ มีความเสี่ยงต่อการเติบโตขึ้นของภาวะอดอยาก และโรคอหิวาตกโรค

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา นาย Abdel-Aziz bin Habtour นายกรัฐมนตรีของเยเมน กล่าวว่า ซาอุดีอาระเบียจะไม่สามารถทำสงครามกับประเทศยากจนได้ โดยปราศจากการสนับสนุนจากสหรัฐฯ

สมาชิกของสองพรรคจากวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ กำลังพยายามใช้อำนาจสงคราม ปี 1973 เพื่อเพิกถอนความช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐฯ จากสงครามเยเมน ที่นำโดยซาอุดิอาระเบีย และความขัดแย้งอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับอนุญาตจากสภาคองเกรส

การตัดสินใจของพวกเขาจะเป็นการบีบบังคับให้ทรัมป์ออกคำสั่ง “เคลื่อนกองกำลังสหรัฐฯออกจากการสู้รบ ภายในหรือ ที่ส่งผลต่อสาธารณรัฐเยเมน” ยกเว้นปฏิการต่อกรกับอัลกออิดะห์ หรือกองกำลังพันธมิตรของอัลกออิดะห์ เหล่านี้ เป็นที่ได้รับอนุญาตภายใต้อำนาจอนุมัติของสภาคองเกรสปี 2001

การกระทำของพวกเขา คือการระดมยิงครั้งล่าสุด ในการพิพาทกันระหว่างรัฐสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกา และทำเนียบขาว เพื่อควบคุมความขัดแย้งทางทหาร ฝ่ายนิติบัญญัติได้มีการถกเถียงกันมาหลายปีแล้วว่า สภาคองเกรสได้มอบอำนาจให้ทำเนียบขาวมากเกินไป ภายใต้รัฐธรรมนูญ รัฐสภา- ไม่ใช่ประธานาธิบดี – ต่างหากที่มีอำนาจในการประกาศสงคราม