วิเคราะห์: “ตุรกี” VS“อเมริกา”- จะเกิดการเผชิญหน้ากันโดยตรงในซีเรียหรือไม่?

1944

สถานการณ์ล่าสุดในซีเรีย และเหนือสิ่งอื่นใดคือการปรากฏตัวของทหารสหรัฐฯที่ชายแดนซีเรียและอิรัก ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดความขัดแย้งและสงครามโดยตรงในประเทศนี้

Abdul Bari Atawen บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ริอัล อัลเยามว์  ชี้ ถึงภัยคุกคามของตุรกีต่อกองกำลังชาวเคิร์ดที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯในซีเรียและเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามโดยตรงในซีเรีย

กระทรวงการต่างประเทศซีเรีย ออกคำเตือนทั้งตุรกีและสหรัฐอเมริกาในเวลาเดียวกัน

ภายหลังการคุกคามจากตุรกี ในการโจมตีทางทหารในเมือง Afrien และ Manbij เพื่อกำจัดกองกำลังป้องกันชาวเคิร์ดในเมืองทั้งสองแห่งนี้ ทางกระทรวงการต่างประเทศของซีเรียได้ออกคำเตือนตุรกี พร้อมกันนั้นยังได้เตือนสหรัฐฯเกี่ยวกับการปรากฏตัวของกองกำลังของตนในเขตพื้นที่ดังกล่าว

ทางด้าน Rex Tillerson  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา กล่าวย้ำว่า กองทัพอเมริกันจะยังคงอยู่ในซีเรียเพื่อบรรลุเป้าหมายสามประการ :

ประการแรก  :  เพื่อป้องกันไม่ให้ ISIL หวนกลับคืนสู่ซีเรียอีกครั้งหลังจากเอาชนะพวกเขาได้สำเร็จในเมืองรักกาห์และ โมซูล
ประการที่สอง : เพื่อเผชิญกับอิทธิพลของอิหร่าน
ประการที่สาม : เพื่อกำจัดประธานาธิบดี บาชาร์ อัลอัสซาด แห่งซีเรีย ให้พ้นจากอำนาจ

แถลงการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ซีเรียไม่อาจนิ่งเฉยได้ จึงได้ทบทวนลำดับความสำคัญและพิจารณาแผนการที่จะเผชิญหน้ากับการปรากฏตัวของกองกำลังทหารของสหรัฐฯมากกว่า 1,000 นายในภาคตะวันออกของยูเฟรติส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสหรัฐฯพยายามสร้างฐานทัพถาวรในทางตอนเหนือของซีเรีย และวางแผนจะจัดตั้งรัฐอิสระเคิรด์ อีกทั้งยังส่งกองกำลังทหารอเมริกันจำนวน 30,000 นาย ไปยังเขตพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้ทำหน้าที่รับผิดชอบการฝึกอบรมและการจัดหาอาวุธให้แก่กองกำลัง ณ ที่นั่น

วิสัยทัศน์ของผู้นำซีเรียในการเตรียมพร้อมรับมือกับแผนการของสหรัฐฯ

เห็นได้ว่า ผู้นำของซีเรียในการเผชิญหน้ากับศัตรูจำนวนมากที่อยู่ในดินแดนของตน ได้มีการวางแผนและวางระบอบต่างๆไว้อย่างเป็นขั้นตอน

ในความตระหนักถึงแผนขั้นที่สองของการแบ่งแยกซีเรีย ภายหลังจากความพ่ายแพ้ของไอซิส ที่ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกามีส่วนรับผิดชอบอย่างเต็มที่ในการนี้ ทำให้ผู้นำซีเรีย เข้าใจถึงอันตรายของภัยที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างดี ฉะนี้จึงมีการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับปัญหาและความเสี่ยงนี้

ในเรื่องนี้ กระทรวงการต่างประเทศของซีเรียได้ออกแถลงการณ์ว่า การปรากฏตัวทางทหารของสหรัฐฯในดินแดนซีเรียเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและอำนาจอธิปไตยแห่งชาติ อีกทั้งยังมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุน ISIL ซึ่งได้รับการส่งผ่านโดยอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บารัก โอบามา ด้วยเหตุนี้รัฐบาลซีเรีย จึงจำเป็นต้องรับมือและเผชิญหน้ากับการปรากฏตัวที่ผิดกฎหมายในครั้งนี้

แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศซีเรียไม่ได้พูดถึงรูปแบบและเวลาในการเผชิญหน้ากับการปรากฏตัวของทหารสหรัฐฯอย่างผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่ “แปลก” และ “คลุมเครือ” ในคำแถลงการณ์นี้ ซึ่งออกโดยห้องปฏิบัติการร่วมของซีเรีย คือ การข่มขู่ ไปยังการทิ้งระเบิดโจมตีหน่วยกองทัพซีเรียในพื้นที่ชายแดนอัลติฟน์ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งกองกำลังของสหรัฐฯในซีเรียและภูมิภาค โดยทางการซีเรียได้ระบุว่า ตนจะตอบโต้และกำหนดเป้าหมายในเวลาที่เหมาะสมต่อไป

ในแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศซีเรีย กล่าวว่าการนิ่งเงียบดังกล่าวถือเป็นความสุขุมเยือกเย็นและไม่ได้เป็นสัญญาณของความอ่อนแอ

หน่วยกองกำลังใดของอเมริกาในประเทศซีเรียที่จะตกเป็นเป้าโจมตี ?

นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ยินชื่อ “ห้องปฏิบัติการ” และมีความเป็นไปได้ว่าห้องนี้จะเป็นเสมือนกับกองกำลังที่น่าเกรงขามในอิรัก(กองกำลัง ฮัซดุล ชะอาบีย) ซึ่งรับผิดชอบในการโจมตีกองกำลังสหรัฐฯทางตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรียและอิรัก ลักษณะคล้ายเคียงกับกองกำลังมุกอวิมัตของอิรักที่โจมตีอเมริกาผู้รุกราน หลังจากปี 2003

เมื่อ Rex Tillerson   ประกาศว่า กองกำลังทหารสหรัฐฯจะยังคงอยู่ในซีเรีย จนกว่าจะมีการทำลายไอซิสให้สิ้นซาก และโค่นล้มอำนาจของอัล – อัสซาด  ดังนี้แล้ว พวกเขาคาดหวังอะไรจากซีเรีย อิหร่านและพันธมิตร ? หรือว่า พวกเขาต้องการเฝ้าดูการโจมตีการทิ้งระเบิด แล้วจากนั้นจัดงานเฉลิมฉลองเช่นนั้นหรือ ?

อะไรคือความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับซีเรีย ?

ความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดที่ผู้นำซีเรียกำลังเผชิญ คือความเป็นไปได้ในการสู้รบระหว่างแนวรบทั้งสองฝ่าย ซึ่งด้านหนึ่งกับสหรัฐฯและแผนการแบ่งแยกดินแดนทางตอนเหนือของซีเรีย และอีกด้านหนึ่งภัยคุกคามอื่น ๆ ของตุรกี ในการโจมตีเมืองทั้งสองแห่งของ Afrien และ Manbij  ซึ่งตกอยู่ภายใต้การควบคุมของชาวเคิร์ด

ตัวเลือกที่ยากของเออร์โดกัน กับสหรัฐฯและรัสเซีย

ในขณะเดียวกันประธานาธิบดีตุรกี Tayyip Erdogan มีความตึงเครียดต่อประเด็นชาวเคริดร์ ที่มีสหรัฐและรัสเซียสนับสนุนชาวเคิร์ด ซึ่งไม่สามารถเผชิญหน้ากับทั้งสองประเทศมหาอำนาจใหญ่ทั้งรัสเซียและสหรัฐอเมริกาในเวลาเดียวกันได้  ดังนี้ หัวหน้าเสนาธิการกองทัพ และ Hakan Fieldan หัวหน้าของหน่วยข่าวกรองตุรกีจึงได้ไปเยือนรัสเซียเพื่อพบปะกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของรัสเซีย ในการสนับสนุนความเป็นผู้นำรัสเซียที่มีต่อแผนของตุรกี เพื่อขจัดอันตรายของชาวเคิรด์ในภาคเหนือของซีเรีย

การสนับสนุนของรัสเซียต่อตุรกีในประเด็นซีเรียเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้

ไม่มีความชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของตุรกีได้ส่งสาส์นอันใดบ้างให้กับรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย  แต่เป็นเรื่องยากที่จะคาดหวังว่ารัสเซียจะให้การสนับสนุนการปรากฏตัวทางทหารของตุรกีในเมือง Arifin และ Munbaj

ตอนนี้เออร์โดกันกำลังเผชิญกับตัวเลือกที่ยากลำบากและได้ข่มขู่ว่าจะบดขยี้กองทัพเคิร์ดในภาคเหนือของซีเรียที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา และจะกำหนดเป้าหมายโจมตีเมือง Arifin และ Munbaj ซึ่งหมายถึงการปีนต้นไม้จากที่สูงและลงมาสู่ที่ต่ำมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้หากไม่มีบันไดจากรัสเซีย

ในขณะเดียวกันตามที่ปรากฏในแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศของซีเรีย อย่างเห็นได้ชัด   ดามัสกัสไม่ได้คัดค้านการบดขยี้และการทำลายกองทัพเคิร์ดในแหล่งของพวกเขาเอง และผลที่จะเกิดจากประเด็นนี้ คือ การเผชิญหน้าระหว่างตุรกีและสหรัฐอเมริกา แม้ลึกๆ จะมีการคาดหวังว่า มันอาจจะเกิดขึ้นจริง แต่ซีเรียก็อาจไม่ได้เงียบไป เมื่อเผชิญกับการแทรกแซงของตุรกี  ด้วยเหตุนี้เออร์โดกัน จึงต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดว่า ตนจะต้องเผชิญสิ่งใดก่อนเป็นอันดับแรก  เผชิญหน้ากับทหารซีเรียที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียในทางตอนเหนือของซีเรีย หรือเผชิญหน้ากับชาวเคิร์ดที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯในตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรีย?

ความเสี่ยงของเออร์โดกันที่ต้องเลือกในซีเรีย

อย่างไรก็ตาม การเผชิญหน้ากับทั้งสองฝ่ายในเวลาเดียวกันถือเป็นการฆ่าตัวตาย  และ ดูเหมือนว่าเออร์โดกันจะไม่เสี่ยงในเรื่องดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ปี 2018 จะเป็นปีที่จะเกิดสงครามครั้งยิ่งใหญ่ในประเทศซีเรียอีกครั้ง  เป็นปีที่แผนของสัมพันธมิตรต้องล้มเหลวอย่างแน่นอน และอาจเปลี่ยนจากการเผชิญหน้ากันระหว่างสงครามตัวแทน กลายเป็นสงครามโดยตรง…. !
http://www.islamtimes.org