ศิลปินออสเตรเลียวาดกราฟิตี้ เย้ย ‘ทรัมป์จูบเนทันยาฮู’ บนผนังกั้นเขตเวสต์แบงก์!

209

ศิลปินวาดภาพกราฟิตี้ตามฝาพนัง ได้วาดภาพในเวลากลางคืน ด้วยการใช้แสงจากโทรศัพท์มือถือ ความตั้งใจของเขาคือ การเยาะเย้ย และวิพากษ์วิจารณ์ไปยังความสัมพันธ์อันดีระหว่างอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา

ศิลปินวาดภาพกราฟิตี้ชาวออสเตรเลีย ได้วาดรูปประธานาธิบดี Donald Tramp และนายกรัฐมนตรีอิสราเอล Benjamin Netanyahu บนผนังระหว่างกรุงเยรูซาเล็มและเบธเลเฮม ซึ่งแสดงภาพวาดทั้งสองกำลังตจุมพิตกัน

นักออกแบบวาดรูปบนผนังดังกล่าว มีนามแฝงว่า Lushsux ซึ่งผลงานชิ้นนี้ เป็นผลงานที่เขาได้ทำในช่วงกลางคืนโดยใช้แสงจากโทรศัพท์มือถือ และปกปิดใบหน้าของเขา ขณะกำลังวาดรูปดังกล่าวเพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าเขาคือใคร

อิสราเอล เริ่มสร้างกำแพงกั้นในปี 2002 โดยวัตถุประสงค์สำหรับการก่อสร้างในฝั่งตะวันตกของจอร์แดน เป็นไปเพื่อทำการแยกพื้นที่จากการตั้งถิ่นฐานของชาวปาเลสไตน์ออกจากชาวยิว และเพื่อโดดเดี่ยวชาวปาเลสไตน์ แต่ทางรัฐบาลอิสราเอลกลับกล่าวอ้างว่า ได้สร้างกำแพงขึ้นเพื่อความปลอดภัย

นักออกแบบวาดภาพบนผนัง ที่เป็นภาพการจูบกันระหว่างผู้นำอิสราเอลและผู้นำสหรัฐ เพื่อทำเยาะเย้ยไปยังความสัมพันธ์ของทั้งสองงประเทศ และวิพากษ์วิจารณ์พวกเขาในกรณีที่พวกเขาได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวปาเลสไตน์

ศิลปินชาวออสเตรเลียกล่าวว่า เขาหวังว่าเรื่องนี้จะสามารถดึงดูดความสนใจของผู้คน ให้เหลียวมองไปยังชาวปาเลสไตน์ที่อยู่อาศัยใน “คุกบนแผ่นดินเกิด” ตนเอง

ศิลปินชาวออสเตรเลียกล่าวว่า การสร้างภาพวาดบนกำแพงเป็นการส่งข้อความ “เราไม่จำเป็นต้องเขียนข้อความโดยตรง” ว่า “จงปลดปล่อยปาเลสไตน์” ซึ่งการสร้างภาพวาดบนกำแพงนี้ เป็นข้อความสำหรับกลุ่มบุคคลที่เพิกเฉยต่อประเด็นปาเลสไตน์

กำแพงนี้สามารถดึงดูดความสนใจของผู้มาเยือนและนักท่องเที่ยวพอสมควรและบางคนได้ถ่ายภาพเซลฟี่ กับกำแพงนี้

กำแพงระหว่างเบธเลเฮมและอิสราเอลได้กลายเป็นงานแสดงศิลปะแห่งการประท้วง นอกจากนั้นยังมีอีกสองกราฟฟิตีที่ยิ่งใหญ่บนผนังนี้ที่เป็นผลงานของศิลปินชาวออสเตรเลียคนนี้อีกด้วย

ในภาพเหล่านี้ เรามองเห็น ทรัมป์กำลังจูบและกอดหอนาฬิกาอยู่ที่มุมผนัง

ส่วนในภาพวาดอื่นทรัมป์กำลังแตะผนังในสภาพที่สวมหมวก “Kipa” (หมวกชาวยิวขนาดเล็ก) ในกราฟฟิตีนี้เขียนไว้ว่า “ฉันทำให้คุณเป็นพี่น้องกัน” ซึ่งหมายถึงความคิดของประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาในการสร้างกำแพงระหว่างชายแดนเม็กซิกัน

Source: fa.euronews.com