รายงานเหตุ สหรัฐฯประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกขององค์การยูเนสโก( UNESCO) “อีกครั้ง”!

276

สหรัฐฯและอิสราเอล ประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกขององค์การยูเนสโก( UNESCO) อย่างเป็นทางการเมื่อวานนี้(12 ต.ค) อ้าง หน่วยงานพิทักษ์มรดกโลกของยูเอ็นบิดเบือนทางประวัติศาสตร์ แถมมีอคติกับยิว

อิสราเอลได้ประกาศการลาออกไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯออกแถลงการณ์ลาออกแล้ว พร้อมกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ออกมาโจมตีทางยูเนสโกว่า บิดเบือนประวัติศาสตร์ “นี่ถือเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญ และมีคุณธรรม เพราะยูเนสโกได้กลายเป็นเวทีของตัวประหลาด “แทนที่จะทำหน้าที่อนุรักษ์ประวัติศาสตร์ แต่กลับเลือกที่จะบิดเบือน”

รายงานระบุความไม่พอใจต่อองค์การยูเนสโกของสหรัฐฯในครั้งนี้ มีมาตั้งแต่ปี 2011 ที่ยูเนสโกเห็นชอบให้ปาเลสไตน์ เป็นหนึ่งในชาติสมาชิก แม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านจากอิสราเอล ขณะที่สหรัฐฯไม่เห็นด้วยที่องค์กรของยูเอ็นแห่งนี้รับรองปาเลสไตน์ในฐานะประเทศหนึ่ง

ส่วนด้านอิสราเอลนั้นให้เหตุผลว่า เป็นเพราะองค์การยูเนสโกเลือกปฏิบัติต่ออิสราเอล และจากการขึ้นทะเบียนมรดกโลกเขตเมืองเก่า เมืองเฮบรอน ในเขตเวสต์แบงก์ของปาเลสไตน์ เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม

ขณะเดียวกันด้านนางอิรินา โบโกวา ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกระบุว่า “เป็นสิ่งที่น่าเสียใจอย่างมาก” ที่สหรัฐอเมริกาตัดสินใจเช่นนี้ เพราะ “ไม่ใช่แค่มรดกโลก” แต่การประกาศลาออกครั้งนี้ ถือเป็น “การสูญเสียสำหรับทั้งองค์กร และสหรัฐอเมริกาด้วย”

ในการเปิดเผย การตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ หน่วยงานของรัฐกล่าวในแถลงการณ์ โดยได้ชี้แจงว่า สหรัฐฯจะ “ยังคงมีส่วนร่วม … ในฐานะรัฐผู้สังเกตการณ์ที่ไม่เป็นสมาชิก เพื่อที่จะให้ความร่วมมือจากความคิดเห็น มุมมอง และความเชี่ยวชาญของสหรัฐฯ”

ทั้งนี้ การถอนตัวดังกล่าวของสหรัฐอเมริกานั้นจะมีผลในวันที่ 31 ธันวาคมนี้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สหรัฐฯได้ประกาศลาออกจาก UNESCO?

ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกนได้เคยตัดสินใจถอนตัวออกจากองค์กร เมื่อก่อนหน้าในปี 1984 ช่วงสงครามเย็น โดยอ้างถึงการทุจริต และแนวความคิดที่ลำเอียง ซึ่งองค์กรได้ให้การสนับสนุนโซเวียต ต่อต้านชาติสหรัฐฯและตะวันตก คณะบริหารยังได้พิจารณายูเนสโก ว่าเป็นเวที สำหรับให้โลกที่ 3 วิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลและสหรัฐอเมริกา – New York Times รายงาน

อย่างไรก็ดี ภายใต้คณะบริหารของประธานาธิบดีจอร์จดับเบิลยู. บุช สหรัฐฯได้กลับเข้าร่วมกับหน่วยงานอีกครั้งในปี 2003โดยอ้างว่า เพราะองค์กรได้รับคำสั่งจากศาลให้มีการปฏิรูป และลบล้างความพยายามต่อต้านตะวันตกและต่อต้านอิสราเอลอย่างลำเอียงที่รุนแรงที่สุด

ทั้งนี้ เมื่อหกปีก่อน หรือในปี 2011 สหรัฐอเมริกาได้ตัดงบประมาณมากกว่า 80 ล้านเหรียญต่อปี คิดเป็นประมาณร้อยละ 22 ของงบประมาณทั้งหมดขององค์การยูเนสโก เพื่อแก้เผ็ดกรณีที่องค์การยอมรับปาเลสไตน์ในฐานะชาติสมาชิก รัฐบาลโอบามากล่าวว่าจำเป็นต้องลดวงเงิน เนื่องจากกฎหมายในทศวรรษที่ 1990 ของสหรัฐฯ ไม่อนุญาตให้สหรัฐฯระดมทุนช่วยเหลือหน่วยงานใน U.N ใด ๆ ก็ตามที่ยอมรับปาเลสไตน์ในฐานะรัฐหนึ่ง

ทรัมป์กล่าวว่า: “วันนี้คือวันใหม่สำหรับสหประชาชาติ ที่ซึ่งพวกเขามีราคาต้องจ่ายให้แก่การเลือกปฏิบัติต่ออิสราเอล”

ขณะนี้ สมาชิกของ Unesco กำลังลงคะแนนเสียงเพื่อหาคนมาแทนที่ Bokova ซึ่งวาระการทำงานของเขากำลังจะสิ้นสุดลง

หลังจากสองวันของการลงคะแนนลับ ที่อาจจะมีขึ้นจนถึงวันศุกร์ Hamad bin Abdulaziz al-Kawari จากกาตาร์ ได้คะแนนนำ Audrey Azoulay จากฝรั่งเศส และ Moushira Khattab ในความหวังของอียิปต์

การโผล่ขึ้นมาของ Kawari ถูกมองจากอิสราเอลและสหรัฐฯ ในฐานะความล้มเหลวของพวกเขา ในความพยายามหาบุคคลที่เห็นชอบว่า มีความเป็นมิตรมากกว่า ให้มาดำรงตำแหน่งดังกล่าว เพื่อสร้างความอุ่นใจ และความรู้สึกปลอดภัยแก่พวกเขา

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เอกอัครราชทูตยูเนสโกแห่งอิสราเอล ได้อธิบายถึง เส้นโคจรกระสุนวิถีของการลงคะแนนเสียงในการคะแนนลับว่าเป็น “ข่าวร้ายสำหรับองค์กร และน่าโชคร้ายสำหรับอิสราเอลด้วยเช่นกัน”

ตามรายงานของ Foreign Policy การตัดสินใจของสหรัฐฯยังถูกผลักดัน ด้วยความต้องการ และมุ่งมั่นเพื่อตัดทอนการให้งบประมาณต่างๆ

Foreign Policy รายงานว่า การตัดสินใจที่จะถอนตัวออกไปได้เกิดขึ้นเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในนิวยอร์ก และเป็นการพูดคุยกับของบรรดาหัวหน้าเจ้าหน้าที่ ซึ่งโต้แย้งว่า สหรัฐฯควรรอจนกว่ากระบวนการเลือกตั้งของยูเนสโกจะเสร็จสมบูรณ์

ตามที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯเปิดเผย คณะบริหารทรัมป์ ได้เตรียมการถอนตัว เป็นระยะเวลาหลายเดือนแล้ว และคาดว่าจะมีการตัดสินใจในช่วงปลายปีนี้ นักการทูตหลายคนที่ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจในช่วงฤดูร้อนนี้ ได้รับการแจ้งว่า ตำแหน่งของพวกเขาจะถูกระงับ ดังนั้นจึงควรหางานอื่นทำ

นอกจากนี้ งบประมาณที่เสนอโดยคณะบริหารทรัมป์สำหรับงบประมาณในปีถัดไป ยังไม่ได้มีการระบุข้อกำหนดเรื่องความเป็นไปได้ที่ข้อจำกัดของเงินทุน Unesco อาจมีการยกระดับขึ้น

Source: The Guardian