สัมภาษณ์Dr. Barrett: วันกุดส์สากล ในความสัมพันธ์กับสงครามต่อต้านการก่อการร้าย และการตื่นตัวของโลกอิสลาม

Dr. Kevin Barrett คือ ชาวอเมริกัน ผู้เป็นเจ้าของปริญญาเอกด้าน Arabist-Islamologist หนึ่งในนักวิจารณ์ที่เป็นที่รู้จักที่สุดของอเมริกา เกี่ยวกับสงครามต่อต้านการก่อการร้าย เขาได้รับเชิญ โดยสำนักข่าว Press TV และ Russia Today เพื่อให้แสดงทัศนะเป็นประจำ Dr. Kevin Barrett เคยปรากฏตัวขึ้นหลายครั้งในรายการออกอากาศของสำนักข่าว Fox, CNN, PBS และสถานีออกอากาศอื่น ๆ และเป็นแรงบันดาลใจ เบื้องหลังหลายงานเขียนที่ได้รับการตีพิมพ์ ใน the New York Times, the Christian Science Monitor, the Chicago Tribune Christian และสื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำอื่น ๆ Dr. Kevin Barrett เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่หลายวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยในซานฟรานซิสโก ปารีส และวิสคอนซิน ซึ่งเขาได้เข้าร่วมการประชุมในปี 2008 เขานอกจากนี้ เขายังเป็นผู้จัดรายการวิทยุสองรายการ และเป็นบรรณาธิการที่ VeteransToday.com

704
อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่าง การต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ กับการลุกฮือที่เป็นที่นิยม สงคราม และการรัฐประหาร ในตะวันออกกลางที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน?

Dr. Kevin Barrett: ความสับสนวุ่นวายในตะวันออกกลาง เป็นผลมาจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างสองกองกำลังทางประวัติศาสตร์ (นั่นคือ): การตื่นตัวของโลกอิสลาม และ สงครามต่ออิสลามที่นำโดยยิวไซออนิสต์ ขณะที่ประเด็นสำคัญของเรื่องดังกล่าว สมรภูมิรบ และรางวัลแห่งความขัดแย้ง ก็คือ ดินแดนปาเลสไตน์ ดังนั้นภายใต้การต่อสู้ในอียิปต์ ตูนิเซีย เยเมน บาห์เรน ลิเบีย อิรัก และส่วนที่เหลือของโลกอาหรับ – และแม้กระทั่งในแห่งหนที่ไกลออกไป เช่นในตุรกี อินเดีย ปากีสถาน มาเลเซียและอินโดนีเซีย – มันคือคำถามเกี่ยวกับปาเลสไตน์ ซึ่งมันทำงานเหมือนแม่เหล็กที่ซ่อนอยู่ มันค่อยกำหนดค่าของแรง ฉะนี้วิถีการต่อสู้ก็ถูกทำให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น

อะไรคือ การตื่นตัวของอิสลาม (Islamic Awakening) และมันมีนัยยะที่สำคัญต่อปาเลสไตน์อย่างไร?

Dr. Kevin Barrett: ชาวมุสลิมกำลังเรียกคืนมรดกทางวัฒนธรรมของพวกเขาอยู่จากทั่วทุกมุมโลก ขณะที่ยุคของการครองโลกโดยตะวันตกกำลังล่มสลายลง ในฐานะที่พวกเขามีศักยภาพเพียงพอ ด้วยความเป็นหมู่ชนที่เป็นปึกแผ่นจากจำนวนประชากรที่มีอยู่เกือบสองพันล้านคน ซึ่งเป็นเจ้าของดินแดนที่ถือครองส่วนแบ่งก้อนโต ของเชื้อเพลิงฟอสซิลสำรองที่ยังคงเหลืออยู่ ดังนี้ชาวมุสลิมจึงจัดอยู่ในตำแหน่งที่จำเป็นจะต้องนำพาอิสลามกลับสู่ตำแหน่งเดิมของมัน นั่นคือ ศูนย์กลางของอารยะธรรมโลก

และโปรดตั้งข้อสังเกตด้วยว่า อารยะธรรมอิสลาม ในขณะที่มันอยู่ภายในกรอบของศาสนาอิสลาม ทว่ามันยังเหมารวมถึงชนชาติที่ไม่ใช่ชาวมุสลิมด้วยเช่นกัน ซึ่งหลักๆก็คือ ชาวคริสเตียนและ­ชาวยิว นอกจากนั้นในฐานะที่เป็นอารายะธรรมโลกหนึ่งเดียว ณ วันนี้ ที่ยังคงอยู่ภายใต้ขอบเขตของหลักศีลธรรมและศาสนา อารยะธรรมอิสลามได้นำเสนอแหล่งที่มาของทางนำที่สำคัญสำหรับมนุษยชาติ ในยุคที่ความอธรรมกำลังคุกคามโลกทั้งโลก ด้วยการบ่อนทำลายอารยะธรรมอันดีต่างๆ

เป็นไปได้ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือศาสนาอิสลามปฏิเสธ ริบา – หมายถึงรูปแบบของการให้กู้ยืมใดๆด้วยผลประโยชน์จากการเก็บดอกเบี้ย – และด้วยปัจจัยนี้เองที่ทำให้อิสลามเป็นปฏิปักษ์กับระบบการคลังโลก นำโดยครอบครัวไซออนิสต์ ตระกูลรอทไชด์ (Rothschild) ผู้ซึ่งกำลังขับเคลื่อนโลกไปสู่หายนะ

นี่เป็นฉากหลังเชิงกลยุทธ์ ที่เป็นจุดเริ่มต้นในการจัดเวทีสำหรับการก่อสงครามต่ออิสลาม นำโดยลัทธิไซออนิสม์ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อ “บีบคอ การตื่นตัวของโลกอิสลามใน(ขณะที่อยู่)เปล” เพื่อรักษาความเป็นมหาอำนาจโลกของ ตระกูลรอทไชด์ และลัทธิไซออนิสม์- และท้ายที่สุดคือ เพื่อสร้าง “รัฐเผด็จการหนึ่งเดียว” หรือ “ระเบียบโลกใหม่” (New World Order) ด้วยดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองจะเป็นเมืองหลวงของมัน เหตุผลนั่นเอง ที่ทำให้เสรีภาพของมวลมนุษยชาติ ขึ้นอยู่กับเสรีภาพของชาวปาเลสไตน์
สงครามต่ออิสลามที่นำโดยไซออนิสต์ คือ อะไร? คุณหมายถึงสงครามต่อต้านการก่อการร้าย?

Dr. Kevin Barrett: ใช่ – ไซออนิสต์ได้ดำเนินการตอบโต้โจมตี การตื่นตัวของโลกอิสลามอย่างเต็มกำลัง พวกเขาตระหนักดีว่า การรวมกันอีกครั้งของโลกอิสลาม จะนำไปสู่จุดจบของการยึดครองปาเลสไตน์ของพวกเขา และจะยุติฐานอำนาจของพวกเขาในระบบเงินเฟียต (เงินกระดาษ)  โดยธนาคารกลาง

นอกจากนี้ ในเชิงอุดมการณ์ สมาชิกไซออนิสต์ตัวท็อป ยังปฏิบัติตามหลักคำสอนของมาร(ซาตาน) ซึ่งคัดค้านกับข้อห้ามต่างๆของหลักศีลธรรมหรือศาสนา ในความเป็นคนชนชั้นสูงที่แต่งตั้งขึ้นมาด้วยตนเอง อุดมการณ์นี้ผสมผสานเอาสมาชิกอิลลูมีนาติหัวรุนแรงแห่งลัทธิฟรีเมสัน ร่วมกับลัทธินิยม neo-sabbateanism

ผลสรุปคือ พวกเขาต้องการเป็นอิสระจากศีลธรรมและข้อผูกมัดทางกฎหมาย และปกครองโลกตามที่พวกเขาเห็นสมควร ด้วยการใช้มนุษย์อื่นๆ ประดุจวัวควายที่มีไว้ใช้งานแล้วทิ้งขวาง

พวกเขาผลักดันสงครามกับมนุษยชาติ และทำสงครามกับอิสลาม ขับเคลื่อนมันสู่ระดับสูงสุดด้วยปฏิบัติการ “จัดฉาก” (สร้างสถานการณ์เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจว่าเป้าหมาย หรือ ณ ที่นี่คือ ศัตรูของพวกเขาเป็นผู้ลงมือกระทำ) เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 – เหตุการณ์ 9/11 คือ พิธีสวดบูชาปีศาจของสมาชิกอิลลูมินาติและเหล่า neo-sabbatean

จุดมุ่งหมายของมัน เป็นไปเพื่อเปลี่ยนแปลงศาสนาอิสลามให้กลายเป็นศาสนาแห่งความชั่วร้าย เพราะศาสนาอิสลามอันบริสุทธิ์ คืออุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ขว้างกั้นวาระแห่งซาตานของพวกเขา และเพื่อเป็นการจุดชวนให้เกิดสงครามต่อต้านการตื่นตัวของโลกอิสลามอย่างเต็มรูปแบบ

ตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา พวกไซออนิสต์ที่ต้องการจัดระเบียบโลกใหม่ ได้ดำเนินการสงครามจิตวิทยาอย่างเต็มรูปแบบกับอิสลาม พวกเขาใช้สื่อมวลชนตะวันตก ที่ซึ่งพวกเขามีอำนาจควบคุมเต็มที่ ในการอัดฉีดโฆษณาชวนเชื่อให้เป็นปฏิปักษ์กับอิสลาม และพวกเขายังรุกราน ยึดครอง และทำลายเสถียรภาพของชาติมุสลิมมากมายหลายประเทศ และพยายามอย่างสุดกำลังในการปลุกระดมให้เกิดความแตกแยกระหว่างนิกายและชาติพันธุ์ในโลกอิสลาม ทั้งหมดนี้ล้วนถูกออกแบบมา เพื่อตัดแขนตัดขา การตื่นตัวของโลกอิสลาม และป้องกันไม่ให้การตื่นตัวนี้เดินทางไปสู่การผลิดอกออกผลอย่างเต็มที่

ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน มีความสอดคล้องกับการต่อสู้ระหว่างศาสนาอิสลาม กับระเบียบโลกใหม่ของลัทธิไซออนิสม์อย่างไร?

Dr. Kevin Barrett: ผู้รุกรานชาวยิวไซออนิสต์ได้บ่อนทำลายสิทธิมนุษยชนของเหยื่อชาวปาเลสไตน์อย่างเต็มรูปแบบ

ารลบล้างสิทธิมนุษยชนออกจากชาวปาเลสไตน์ ขณะเดียวกันที่มีการปรากฏขึ้นของเหตุการณ์ 9/11 อาชญากรรมที่คนภายในรู้เห็นเป็นใจด้วย ได้กลายมาเป็นต้นแบบของการลบล้างสิทธิมนุษยชนของแผนการจัดระเบียบโลกใหม่ (The New World Order)ในทุกหนแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสหรัฐอเมริกา

ในบทความของ ศาสตราจารย์ Andrew Bacevich เรื่อง “เรากลายเป็นอิสราเอลได้อย่างไร” (How We Became Israel ) เขาได้อภิปรายถึงวิธีที่ สหรัฐฯ ได้ปฏิบัติตามอิสราเอล ตัวอย่างเช่น การผ่านกฎหมายทรมาน การลอบสังหาร และการกดขี่ขมเหงสิทธิมนุษยชน เหล่านี้คือ วาระของอิสราเอล ซึ่งอุทิศเพื่อล้มล้างการปกครองและเพื่อยึดอำนาจเหนือประชาชาติอเมริกา – พวกเขาเป็นผู้ผลักดันให้เกิดมาตรการเหล่านี้ทั้งหมด

นอกจากนี้ ชนชาติผู้ถืออุดมการณ์อิสราเอล ยังได้ครอบงำอเมริกาด้วยความซาดิสต์ของพวกเขา และด้วยความป่วยทางจิตวิทยา อุดมการณ์อิสราเอลได้ใช้ การทรมานทางเพศ และความอัปยศอื่นๆ ในฐานะอาวุธหลักของพวกเขาในการบังคับอเมริกาให้อยู่ในทิศทางที่พวกเขาต้องการ

เมื่อพวกเขาเข้ายึดครองดินแดนปาเลสไตน์ สิ่งแรกที่พวกเขาทำ คือการควบคุมสถานีโทรทัศน์และเริ่มออกอากาศสื่ออาณาจาร (เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของคนอเมริกัน) และหลังจากที่อิสราเอลได้จัดฉาก ระเบิดตึก World Trade Center และ Pentagon ในเหตุการณ์ 11 กันยา พวกเขาก็บังคับสอดแทรกทัศนียภาพป่วยๆเช่นนี้ให้เป็นที่ยอมรับในอเมริกา

มันคืออิสราเอล ผู้ที่ออกแบบการทรมานทางเพศ ซึ่งถูกปฏิบัติใน Abu Ghraib และสถานที่ปฏิบัติการทหารอื่นๆของสหรัฐฯ ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งจากสงครามต่ออารยะธรรมมนุษย์ของตระกูลรอทไชด์ ไซออนิสต์ ในความพยายามของพวกเขาเพื่อทำลายล้างหลักศีลธรรม และหลักการยับยั้งกิเลศตัณหาดั้งเดิมทุกรูปแบบ รวมไปถึงบรรทัดฐานด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อรับใช้ไปยังแผนการปกครองโลกด้วยเผด็จการโลกหนึ่งเดียว

คุณช่วยอภิปรายถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อิสราเอลได้กระทำอย่างเฉพาะเจาะจง?

Dr. Kevin Barrett: สำหรับผม สิ่งที่กดขี่ข่มเหงมากที่สุดคือ การตั้งเป้าไปยังเด็กๆชาวปาเลสไตน์ พวกไซออนิสต์เกลียดเด็กๆชาวปาเลสไตน์อย่างถึงที่สุด และจะฆ่าพวกเขาทันที หากคิดว่าพวกเขาสามารถหลบหนีได้ ความโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรมของทัศนคติเช่นนี้ มันน่าตกใจเป็นอย่างมาก

ตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงของความเกลียดชังที่อิสราเอลมีต่อเด็กปาเลสไตน์ คือ เสื้อยืดที่สวมใส่โดยทหารหน่วย IDF ซึ่งแสดงภาพหญิงตั้งครรภ์ชาวปาเลสไตน์ที่มีเป้ายิงอยู่ที่หน้าท้องของเธอ เสื้อดังกล่าวมีอักษรเขียนกำกับไว้ว่า “ยิงนัดเดียว ฆ่าตายสอง” น่าโชคร้ายที่หน่วย IDF มีนโยบายอย่างไม่เป็นทางการให้เหล่าสไนเปอร์มุ่งเป้าสังหารชีวิตเด็กเล็กๆ

Chris Hedges เขียนในบทความของเขา เรื่อง “กาซ่าไดอารี่” เกี่ยวกับการเป็นพยานรู้เห็นทหารหน่วย IDF หลอกล่อเด็กๆให้ตกอยู่ในเป้าสังหารและยิงพวกเขาในเกมกีฬา นอกจากนี้ งานค้นคว้าโดย British Medical Journal (วารสารการแพทย์อังกฤษ) ยังยืนยันว่า สิ่งนี้คือหลักปฏิบัติทั่วไป

“สองจากสามของเด็กจำนวน 621 คน (ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี) ถูกฆ่าตาย ณ จุดตรวจ บนถนน และตลอดทางไปโรงเรียน ในบ้านของพวกเขา พวกเขาถูกฆ่าตายด้วย บาดแผลจากอาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดเล็ก ซึ่งจากครึ่งหนึ่งของกรณีเด็กที่ถูกฆ่า  ถูกยิงโดยตรง ในบริเวณส่วนศีรษะ ต้นคอ และหน้าอก เป็นแผลที่เกิดจากการยิงโดยมือปืนสไนเปอร์ อย่างชัดเจน บรรดาทหารได้รับคำสั่งให้ประจำการเพื่อยิงสังหารเด็กๆ ในสภาพของผู้ที่ปราศจากภัยคุกคามเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีเลย” (British Medical Journal 10/16/04)

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 13 ปี ทหารอิสราเอลได้สังหารเด็กๆชาวปาเลสไตน์ไปแล้วมากกว่า 15000  คน – ประมาณ 1 ศพในทุกๆ 3 วัน นอกจากนี้ อิสราเอลยังจับกุมและทรมานเด็กๆปาเลสไตน์จำนวนมากเป็นประจำ พวกเขาจับกุมเด็กๆมากกว่า 700 คนต่อปี และการทรมาน การขมขืนทางเพศ และการข่มขู่เอาชีวิตก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา เมื่อช่วงปีล่าสุด จำนวนเด็กๆที่ถูกจับกุมพุ่งสูงขึ้นถึง 200 คน ต่อหนึ่งเดือน หรือ เกือบจะมีจำนวนมากถึง 2500 คน ต่อปี

ทำไมพวกเขาถึงเกลียดชังเด็กๆ?

Dr. Kevin Barrett: เด็กๆเป็นตัวแทนของอนาคต พวกไซออนิสต์เกลียดชัง และหวาดกลัวอนาคต พวกเขารู้ว่าวันเวลาของพวกเขาในการครอบครองปาเลสไตน์กำลังจะสิ้นสุดลง และอนาคตเป็นของเด็กๆชาวปาเลสไตน์เหล่านั้น ดังนั้น พวกเขาจึงแก้แค้นอนาคตด้วยการฆ่าและทรมานเด็ก ๆ

วันอัลกุดส์สากล (International Al-Quds Day) มีบทบาทอย่างไรบ้างต่อการต่อสู้เพื่อปาเลสไตน์?

Dr. Kevin Barrett: อัลกุดส์ คือ เมืองหลวงเชิงสัญลักษณ์ของอารยะธรรมอิสลาม ขณะที่ฮาราเมน (มหานครเมกกะฮ์ และมะดีนะฮ์) คือ เมืองแรกๆของศาสนาอิสลาม เราต้องจดจำก่อนว่า อารยะธรรมอิสลาม ยังประกอบไปด้วย ชาวคริสต์ ชาวยิว เช่นเดียวกับชาวมุสลิม

อัลกุดส์ และปาเลสไตน์โดยทั่วไป คือสัญลักษณ์สำหรับอารยะธรรมอิสลามด้านรวม ตั้งแต่มันเข้ามาอยู่ภายใต้วงปีกป้องกันของอิสลามในช่วง ค.ศ. 637 ณ ตอนนั้น ประชาชนชาวปาเลสไตน์ ได้ให้การสนับสนุนไปยังกองทัพชาวมุสลิมทั้งที่ขะมักเขม้นและที่ไม่เคลื่อนไหว เพราะพวกเขาเหน็ดเหนื่อยจากการเก็บภาษีที่ยากลำบาก และการกดขี่ทางศาสนาของผู้ปกครองชาว Byzantine หลังจากที่ชาวมุสลิมได้ครองปาเลสไตน์ พวกเขาอาศัยอยู่ในเต็นท์มากกว่าพระราชวัง ทำการลดหย่อนภาษี และเคารพเสรีภาพทางศาสนา พวกเขายังสร้างมัสยิดอัลอักซอ ด้วยโดมอันสวยงาม ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นอนุสาวรีย์สถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกของอิสลามตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ดังนั้น เกือบจะตลอดทั้งประวัติศาสตร์ของศาสนาอิสลามทั้งหมด ปาเลสไตน์โดยทั่วไป และมัสยิดอัลอักซออย่างเฉพาะเจาะจง ได้เป็นเสมือน สัญลักษณ์ที่สำคัญ ที่แสดงให้เห็นถึงสถานะของศาสนาอิสลาม ในฐานะที่เป็นศาสนาสากล ที่ซึ่งข้ามพ้นขอบเขตของศาสนาเพียงแค่ในนาม เพื่อไปสู่การรวมกันของอารยธรรมหลายเชื้อชาติ

ด้วยเหตุผลนั่นเอง การต่อสู้ของปาเลสไตน์ คือ การต่อสู้ของชาวมุสลิมทุกๆคน และทุกๆคนอื่นๆที่สนใจต่อความเป็นจริง ความยุติธรรม และมรดกทางอารยะธรรมของมนุษยชาติ

อิมามโคมัยนี บุคคลผู้ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการตื่นตัวของโลกอิสลาม รับรู้ถึงสิ่งนี้เป็นอย่างดี เมื่อเขาได้ประกาศสถาปนาให้ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอน คือ วันกุดส์โลก เขากล่าวว่า มันคือวันสำหรับผู้ถูกกดขี่ ให้ลุกขึ้นและยืนหยัดต่อต้านอหังการทั้งหลาย วันกุดส์ คือ วันที่อิสลามจะถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นมาใหม่

อิมามโคมัยนี รับรู้ว่า อิสลามที่แท้จริง คือ ความยุติธรรม มันคือการอยู่เคียงข้างผู้ถูกกดขี่ ในการต่อกรกับอหังการ และเขาทราบเป็นอย่างดีว่า การยึดครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ของไซออนิสต์ คือ ประเด็นของความยุติธรรมระดับสากล ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของชาวปาเลสไตน์ หรือสำหรับมุสลิมเพียงเท่านั้น และแม้มันจะดูขัดแย้งกัน ทว่าประเด็นสากลนี่แหละ ที่เป็นกุญแจไขไปสู่การฟื้นฟูอิสลามให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง ซึ่งจะต้องเอาชนะทุกรูปแบบของลัทธิชาตินิยม ลัทธิชนเผ่านิยม  และลัทธิฝักใฝ่นิกาย และอุทิศตนเพื่อสถาปนาความยุติธรรมภายใต้พระเจ้าอย่างบริสุทธิ์ใจ

A Demonstrator holds a flag while wearing a t-shirt carrying images of Iranian spiritual leader Imam Khomeini (L) and Leader of Islamic Revolution Ayatollah Seyyed Ali Khamenei during a rally to mark Al-Quds Day on the last Friday of the holy month of Ramadan in Sydney.

หมายเหตุ: วันกุดส์สากล หรือ International Quds Day ถูกสถาปนาขึ้นครั้งแรกในปี 1979 โดยอิมามรูฮุลลอฮ์ มูซาวี อัล โคมัยนี ผู้ปฏิวัติและสถาปนารัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ที่ได้ประกาศ ให้ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอน เป็น “วันอัลกุดส์สากล” อันเป็นวันแห่งการปลดปล่อย “อัลกุดส์” กิบลัตแรกของมวลมุสลิมจากการยึดครองของยิวไซออนิสต์ และเป็นวันแห่งการต่อสู้กับระบอบไซออนิสต์ (อิสราเอล) ที่เข้ามารุกรานและยึดครองแผ่นดินปาเลสไตน์ และเรียกร้องสิทธิเสรีภาพคืนให้แก่ประชาชนผู้ถูกกดขี่ชาวปาเลสไตน์ ซึ่งนับแต่นั้นเป็นต้นมา มวลมุสลิมทั่วทั้งโลก (รวมทั้งในประเทศไทย) จึงก็ได้น้อมรับ คำประกาศดังกล่าว และได้ร่วมกันออกมาชุมนุมประท้วง และจัดงานรำลึกถึงอัลกุดส์ ในทุกๆวันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอนของทุกๆ ปี

ทั้งนี้ เป้าหมายของการประกาศให้วันศุกร์สุดท้ายเดือนรอมฎอน เป็นวันกุดส์สากลของอิมามโคมัยนี คือ การสร้างเอกภาพให้เกิดขึ้นในหมู่มุสลิม โดยการหยิบยกประเด็นการปลดปล่อยมัสยิดอัลอักศอ (อัลกุดส์) ที่ระบอบไซออนิสต์ได้ยึดครองมาเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียว เพราะอัลกุดส์ เป็นกิบลัตแห่งแรกของมวลมุสลิม และเป็นแผ่นดินที่อยู่อาศัยของมุสลิมชาวปาเลสไตน์ ซึ่งเปรียบดังพี่น้องสายเลือดเดียวกันของชาวมุสลิมทั่วโลก ที่จำเป็นต้องปกป้องและดูแล ตามหลักธรรมคำสอนของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) แห่งอิสลาม

นอกจากนี้ วันกุดส์สากล ยังไม่ได้เป็นเพียง วันเฉพาะสำหรับการปลดปล่อยมัสยิดอัลกุดส์เท่านั้น ทว่าคือ วันแห่งการร่วมแสดงพลังของมวลประชาชาติผู้ถูกกดขี่ ต่อกรกับเหล่าทรราช ชาติมหาอำนาจ และระบอบการปกครองที่อธรรม

____
Source: whatsupic