ฤ มาราวี จะเป็นป้อมปราการใหม่ของไอซิสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

480

iuvmpress ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ของฟิลิปปินส์มีความกังวลอย่างมากต่อการรุกคืบและการแสดงพลังอำนาจของกลุ่มก่อการร้ายไอซิสในภาคใต้ของประเทศ

ในขณะนี้กองทัพฟิลิปปินส์กำลังต่อสู้และสู้รบกับกลุ่มก่อการร้าย “เมาเต้” ใกล้กับเมืองมาราวี ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายเมาเต้ ที่ได้ให้การสวามิภักดิ์และจงรักภักดีต่อไอซิส และทางการฟิลิปปินส์เองก็มีความกังวลและผวาไม่น้อยว่าไอซิสจะมีการจัดตั้งรัฐอิสลามกำมะลอไอซิสแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อย่างไรก็ตามฟิลิปปินส์ไม่ใช่ประเทศเดียวเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยที่เกิดจากไอซิส ในประเทศอื่น ๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกันที่มีการเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญของบรรดาแกนนำและสมาชิกของไอซิส และบุคคลจำนวนมากจากชาวต่างชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาจากอินโดนีเซียและมาเลเซียก็ได้เข้าร่วมในขบวนกับกลุ่มก่อการร้ายเมาเต้ด้วยเพื่อทำทำสงครามและต่อสู้ในฟิลิปปินส์

ในขณะเดียวกัน แม้ว่าสมาชิกของกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงต่างๆที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายไอซิส ได้มีการเคลื่อนไหวมาเป็นเวลาสองปีกว่าตามแนวชายแดนฟิลิปปินส์ มาเลเซียและอินโดนีเซีย แต่การโจมตีของกองกำลังติดอาวุธและการโจมตีอย่างต่อเนื่องในเมืองต่างๆทางภาคใต้ของฟิลิปปินส์ ที่เกิดขึ้นครั้งแรกโดยพันธมิตรไอซิสในเมืองทางตอนใต้ของประเทศนั้นถือเป็นการปฏิบัติการอย่างเปิดเผยและสำแดงถึงศักยภาพของตนอย่างชัดแจ้ง

การโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่ผ่านมารวมทั้งเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในไนท์คลับในกรุงกัวลาลัมเปอร์เมืองหลวงของมาเลเซียเมื่อปีที่ผ่านมาและการระเบิดฆ่าตัวตายโจมตีสถานีขนส่งในกรุงจาการ์ตาประเทศอินโดนีเซียเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยที่กลุ่มก่อการร้ายไอซิสออกมาแสดงความรับผิดว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ การโจมตีและการต่อสู้ด้วยอาวุธของกองทัพฟิลิปปินส์กับพันธมิตรกลุ่มก่อการร้ายไอซิสแสดงให้เห็นว่ากลุ่มก่อการร้ายไอซิสกำลังจะก่อตัวอย่างเป็นรูปธรรมและกลุ่มก้อนอย่างชัดเจนมากขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นปัญหาที่สร้างความกังวลอย่างมากในการที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะกลายเป็นเป้าหมายใหม่ในการสร้างฐานแห่งใหม่ของไอซิสในภูมิภาค

ในการนี้ศูนย์การวิจัยทางการเมืองของการก่อการร้ายและความรุนแรงในสิงคโปร์รายงานว่า อย่างน้อย 60 กลุ่มที่หลากหลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ออกมาแสดงตนและแนะนำตนว่าเป็นพันธมิตรของไอซิสและมีความจงรักภักดีกับอาบูบักร์ อัลบักดาดีย์ หัวหน้าไอซิส

ด้วยเหตุนี้การเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นของไอซิสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันจึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอันตรายมากประกอบกับพื้นที่นี้มีองค์ประกอบที่มีความหลากหลายด้านเชื้อชาติและศาสนา และการเคลื่อนไหวของไอซิสนอกจากที่จะก่อให้เกิดความไม่มั่นคงและความไม่สงบแล้ว มันจะลามให้เกิดสงครามและเหตุการณ์ความรุนแรงภายในระหว่างชาวมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมที่จะส่อความรุนแรงตามมาอย่างแน่นอน

ในขณะเดียวกันสิ่งหนึ่งที่ต้องสังเกตในการพัฒนาการเคลื่อนไหวของไอซิสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในที่นี้คือ ระยะทางภูมิศาสตร์และในความเป็นจริงแล้วคือไม่มีการเชื่อมต่อทางภูมิศาสตร์กับพื้นที่ที่เกิดวิกฤตในซีเรียและอิรักแต่อย่างใด อันเป็นพื้นที่ที่ไอซิสกำลังทำการสู้รบอยู่ในขณะนี้ บางประเทศในตะวันตกและซาอุดีอาระเบียพยายามจะอ้างว่าการก่อตัวของไอซิสนั้นมันเชื่อมโยงกับสถานการณ์และเหตุการณ์ภายในอิรักและซีเรีย และมีความพยายามที่จะขยายภัยคุกคามไอซิสนี้ให้เข้าสู่วงที่กว้างเพื่อบรรลุเป้าหมายหมายของตน และอาศัยจังหวะสถานการณ์ภายในในอิรักและซีเรียเพื่อเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนรัฐบาลในดามัสกัส

แต่ตอนนี้การแพร่ขยายและการเติบโตของไอซิสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แสดงให้เห็นว่าการก่อตัวของไอซิสที่เป็นอยู่ในขณะนี้ มันนอกเหนือจากปัจจัยของสถานการณ์ภายในในอิรักและซีเรีย เพราะการก่อตัวของไอซิสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเวลาเดียวกันกับการแพร่ขยายและให้ความช่วยเหลือทางการเงินและวัตถุที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายจากซาอุดิอาระเบียที่ได้ให้กับสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลาม

ในระหว่างการเยือนล่าสุดของกษัตริย์ซัลมานแห่งซาอุดิอาระเบียไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กษัตริย์ซาอุดิอาระเบียได้มอบเงินจำนวน 250,000 ดอลลาร์ให้กับมุฟตีย์มาเลเซียในนามสถาบันศาสนามาเลเซีย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการให้ความช่วยเหลือทางการเงินของซาอุดีอาระเบียในการสนับสนุนกิจกรรมหลักและสถาบันศาสนานั้นถือเป็นการปักเสาหลักแห่งความสัมพันธ์ทวิภาคีกัวลาลัมเปอร์ – ริยาด ซึ่งการช่วยเหลือดังกล่าวรวมถึงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้กับ จากิม (องค์กรสวัสดิการมุสลิมมาเลเซีย) เช่นเดียวกับแหล่งทุนทางการเงินดังกล่าวสำหรับการจัดตั้งมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติมาเลเซีย (IIUM) ได้ตั้งเป้าไว้เมื่อปี 1983

อินโดนีเซียก็เช่นกันได้รับเงินสนับสนุนจำนวนมหาศาลจากซาอุดิอาระเบียในนามสถาบันอิสลาม ซาอุดิอาระเบียได้ทุ่มเงินสร้างมัสยิดกว่า 150 แห่ง สร้างมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ให้เรียนฟรีในกรุงจาการ์ตาและอีกหลายสถาบันสอนภาษาอาหรับที่จัดตั้งขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย มีการส่งนักเผยแพร่ศาสนาที่และครูไปยังประเทศอินโดนีเซียและให้ทุนการศึกษาฟรีกับนักศึกษาเพื่อไปศึกษาต่อในระดับสูงในประเทศซาอุดิอาระเบียเป็นจำนวนมาก