รวม 7 คนดัง องค์กรเด่น แฉ: อเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศส “จัดฉาก”กรณีก๊าซพิษในซีเรีย !

3112

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ เป็นช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในซีเรียตึงเครียด และรุนแรงเป็นอย่างมาก มีการเปิดฉากสงครามอย่างจริงจังในระดับหนึ่ง ระหว่างโลกตะวันออก นำโดยฝ่ายรัฐบาลซีเรีย พร้อมพันธมิตรรัสเซีย อิหร่านและจีน ต่อกรกับฝ่ายมหาอำนาจตะวันตก สามชาตินักล่าอาณานิคมอันเลื่องลือในอดีต อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐฯ และพันธมิตร

มีการอภิปรายในวงกว้าง โดยนักวิเคราะห์ และนักวิชาการหลายฝ่าย ว่าเหตุการณ์ความรุนแรงนี้ จะนำไปสู่สงครามโลกหรือไม่? ทั้งนี้ จากภาพนอกที่ชาวโลกสามารถมองเห็นได้ ทำให้เราตระหนักว่า ไม่ว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 จะเกิดขึ้น หรือไม่เกิดในเร็ววัน ทว่าทุกวันนี้สงครามระดับภูมิภาคเกิดขึ้นแล้ว และโอกาสที่มันจะบานปลาย ก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจเพิกเฉยได้

ประวัติศาสตร์กล่าวไว้ อย่างที่มิมิผู้ใดสามารถโต้แย้งได้ว่า สงครามโลกทั้งสองครั้ง และรวมถึงสงครามเย็น มีจุดเริ่มต้นจากความละโมบของนักล่าอาณานิคมทั้งหลาย ซึ่งต้องการกอบโกยอำนาจ และทรัพยากรโลกไว้อย่างเห็นแก่ตัว ถึงแม้จะมีการให้เหตุผลสร้างความชอบธรรม หรือ ทำให้พฤติกรรมการกดขี่ และรุกรานของชาติมหาอำนาจฟังดูเบาบางลงเป็นอย่างมาก สำหรับผู้ถูกล่าอาณานิคมในภายหลังก็ตาม

ในวันนี้ แม้การล่าอาณานิคม ด้วยวิธีการใช้อำนาจบาตรใหญ่ และความรุนแรงอย่างโจ่งแจ้งจะสิ้นสุดลงแล้ว เพราะประชาคมโลก เริ่มแสวงหาพันธมิตรร่วมกัน ทั้งยังตระหนัก และรู้จักเรียกร้องสิทธิของตนมากขึ้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการรุกรานชาติอื่นจะสิ้นสุดลงตามไปด้วย

ความเป็นจริง โลกที่เต็มไปด้วยการก่อสงคราม เพื่อผลประโยชน์ของมหาอำนาจยังคงดำเนินอยู่ แต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในบริบทของวิธีการ หรือยุทธศาสตร์ ตามความก้าวหน้าของมนุษยชาติ และสภาวะทางการเมืองระหว่างประเทศ และภูมิภาค

ในอดีต อเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศสเคยเป็นนักล่าอาณานิคม และรุกรานชาติอื่น โดยใช้เรือปืนไฟมาขู่ยึดสมบัติของชาติโน้นชาตินี้  ทำให้หลายชาติจำต้องตกอยู่ใต้อำนาจปกครองของตน และถูกปล้นสะดมทรัพยากร ทว่าความก้าวหน้าของโลกในปัจจุบัน ไม่เอื้ออำนวยให้นักล่าอาณานิคมทำสิ่งที่ตนเคยทำได้อย่างเดิม พวกเขาไม่อาจพึ่งพากับการก่อสงครามโดยตรงอีกต่อไป และทางเลือกที่มี คือการใช้เทคนิค สงครามพันทาง หรือ Hybrid War ซึ่งหมายถึงการใช้ทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะฝ่ายศัตรู โดยใช้ เครื่องมือ หรือกลไกทางสังคม (social tools/mechanism) ภายในประเทศนั้นๆ เป็นอาวุธหลัก โดยจะอาศัย กำลังรบส่วนหน้า เป็นสื่อมวลชนกระแสหลักของตน ซึ่งเป็นกลุ่มสื่อมวลชนภายในเครือข่าย มวลชนจัดตั้งที่พร้อมจะกลายร่างเป็นม็อบเติมเงิน, NGOs จัดตั้ง เช่น กลุ่มสิทธิมนุษยชนจอมปลอม พรรคฝ่ายค้านหรือนักวิชาการฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลภายในประเทศ ที่พร้อมจะขายชาติเพื่อก้าวเข้าสู่อำนาจ เป็นต้น

การรุกรานของชาติมหาอำนาจในวันนี้ จึงมาในรูปแบบของการแทรกแซง และการทำลายความมั่นคงของชาตินั้นๆจากภายใน พร้อมกับการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อกระแสหลักจากภายนอก เพื่อให้ชาวโลก มองเห็นภาพลักษณ์ของตนในฐานะ “ตำรวจโลก” ผู้ช่วยเหลือ นำพาสันติ และเสรีภาพมาสู่มนุษยชาติ

การเข้าไปตั้งฐานทัพทหาร และการก่อสงครามกับชาติตรงกันข้าม เพื่อบรรลุสู่เป้าหมายสูงสุด คือ การครองอำนาจ และกอบโกยความมั่งคั่งเหนือประเทศอื่นๆ อย่างไม่ชอบธรรมของพวกเขาในวันนี้ กระทำได้ โดยความเห็นชอบ และนิ่งเฉยของโลก ผ่านวาทะกรรมสวยหรู “เพื่อส่งออกประชาธิปไตย เสรีภาพ และการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม” เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับอิรัก ลิเบีย และกำลังดำเนินอยู่อย่างรุนแรงกับซีเรียในปัจจุบัน

สถานการณ์ในซีเรีย

เราอาจสรุปสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ว่า มันมีความชัดเจนที่ในขณะนี้ สหรัฐฯ ฝรั่งเศส และอังกฤษต้องการจะทำสงครามในซีเรียต่อ แม้ทรัมป์จะเคยประกาศว่าจะถอนกองกำลังทหารออก เพราะอเมริกาไม่ได้อะไรเลยจากการทำสงคราม ส่วนเหตุผลที่จะทำสงครามต่อ หรือถ้าจะกล่าวให้ถูกต้อง สงครามในซีเรียทั้งหมดที่มีขึ้นนั้น ก็เป็นไปเพื่อความมั่นคงและการขยายดินแดนของอิสราเอลนั่นเอง ทำไมถึงกล่าวเช่นนี้? เพราะสหรัฐฯ และพันมิตรนาโต้ อยู่ภายใต้การถูกครอบงำของรัฐบาลเงา (Deep State) ที่มีอิสราเอลชักใยอยู่เบื้องหลัง สังเกตได้จากประวัติศาสตร์ และการเคลื่อนไหวทางการเมืองตลอด 70 ปีของอิสราเอล และชาติพันธมิตรตะวันตก เราพบว่า นโยบายต่างประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด มีแต่ทำให้อิสราเอลได้เปรียบเหนือปาเลสไตน์ จากกรณีข้อพิพาทในภูมิภาค อิสราเอลมีอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศส พร้อมมิตรประเทศนาโต้อื่นๆ สนับสนุนบนเวทีสหประชาชาติ ขณะที่ฝ่ายปาเลสไตน์มีแต่เสียเปรียบ

ในความเหิมเกริม ไม่รู้จักพอ ขณะที่กำลังจะสามารถยึดครองปาเลสไตน์ได้เกือบหมด  อิสราเอลอยากจะเร่งยึดดินแดนซีเรียด้วย เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางอำนาจ แต่กลับมีรัฐบาลที่มีนโยบายและพันธมิตร (อย่างอิหร่าน และฮิซบุลลอฮ์) ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับตน อันเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความมั่นคง อิสราเอลจึงร่วมมือกับซาอุดิอาระเบีย พันธมิตรเก่าแก่ตั้งแต่สมัยสถาปนาราชอาณาจักรฯครั้งสงครามโลก พัฒนากลุ่มไอสิสและอัลกออิดะห์ป่วนซีเรีย และก่อสงครามภายในประเทศ เป็นการจัดฉากล้มรัฐบาลฉ้อชลตามเทรนด์ Arab Springs  ซึ่งบานปลายจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง (Civil War) จอมปลอม

แต่เมื่อรัสเซีย และพันธมิตรอิหร่านเข้ามาช่วยฝ่ายรัฐบาลซีเรียเอาไว้ และสามารถกำจัดกลุ่มก่อการร้ายหลายๆกลุ่ม จนพ่ายแพ้ไป อิสราเอลจึงไม่ต้องการให้บรรดาประเทศพันธมิตรตะวันตกที่คอยสนับสนุนตนในศึกนี้ ช่วยเหลืออย่างลับๆอีกต่อไป ผู้นำสามชาติ อดีตนักล่าอาณานิคม จึงต้องเผยตัวตนออกมา และเริ่มเปิดศึกใส่ไฟ ประโคมข่าว  “จัดฉาก” ให้รัฐบาลซีเรียเป็นผู้ร้าย ใช้อาวุธเคมีกับพลเรือน ซึ่งจะเป็นการสร้างความชอบธรรมในการก่อสงคราม และโค่นล้มรัฐบาลซีเรียได้อย่างโจ่งแจ้ง

ดังนี้ การใช้อาวุธเคมีในซีเรีย จึงเป็นประเด็นที่กองทัพอเมริกาและพันธมิตรนาโต้กล่าวหา รัฐบาลซีเรียว่ากระทำกับประชาชนตนเอง เพื่อใช้เป็นเหตุผลสร้างความชอบธรรมให้สามารถยกกองทัพไปถล่มซีเรียได้ ทว่าสถานการณ์ความจริงมิได้เอื้อให้เป็นเช่นนั้น เมื่อมีหลายฝ่ายได้ออกมาเปิดโปงอย่างต่อเนื่องว่า อันที่จริง นี่เป็นเพียงการจัดฉากเท่านั้น และตามที่ อดีตสมาชิกสภาคองเกรสแห่งรัฐเท็กซัส รอน พอล (Ron Paul) หนึ่งในนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันผู้ผลิตสื่อกระแสเลือก กล่าวไว้: ‘การจัดฉากเพื่อทำสงคราม เป็นงานที่อเมริกาถนัดตลอดระยะเวลาอันยาวนานในประวัติศาสตร์’

กระชากหน้ากากอดีตนักล่าอาณานิคม 

ต่อไปนี้ คือ 7 รายชื่อ คนดัง องค์กรเด่นที่ออกมาแฉว่า การใช้ก๊าซพิษในซีเรียเป็น “การจัดฉาก” ของรัฐบาลอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศส !: 

1) Sergey Lavrov รมว.ต่างประเทศรัสเซีย เผยในการแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า – รัสเซีย “มีหลักฐานที่หักล้างไม่ได้” ว่ามีหน่วยงานของรัฐบาลต่างชาติอยู่เบื้องหลัง และมีส่วนร่วมในการใช้อาวุธเคมีกับประชาชนซีเรีย ที่เมืองเดามา (Douma) เพื่อป้ายสีรัฐบาลซีเรีย

เขาประกาศว่าผู้เชี่ยวชาญรัสเซียได้ตรวจสอบพื้นที่ที่ถูกกล่าวหาว่า โดนโจมตีและพบว่าไม่มีร่องรอยการใช้อาวุธเคมี

ความคิดเห็นดังกล่าวของรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย มีขึ้นภายหลังจาก สหรัฐฯและหลายกลุ่มกล่าวหา ว่าดามัสกัสใช้ก๊าซเคมีในระหว่างการรุกรานเมืองเดามา Douma ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 40 คน ตามที่ระบุโดยบางรายงาน เมื่อวันที่ 7 เมษายน

2) ขณะเดียวกัน พลตรี Igor Konashenkov รมว.กลาโหมรัสเซีย ก็มีหลักฐานยืนยันไม่นานภายหลังว่า สหราชอาณาจักรเกี่ยวข้องโดยตรง ในการเตรียมการแทรกแซงเมืองโคตะด้านตะวันออก นอกจากนี้ ยังเผยหลักฐานชี้ว่า รัฐบาลอังกฤษอยู่เบื้องหลังการใช้สารเคมีในซีเรีย ทั้งยังวางแผนป้ายสีว่ารัฐบาลซีเรียหรือรัสเซียทำ

“เรารู้แน่นอนว่าระหว่างวันที่ 3 ถึง 6 เมษายน กลุ่มหมวกกันน็อคสีขาว ถูกกดดันอย่างจริงจังจากรัฐบาลราชอาณาจักรให้รีบเร่งจัดการตามแผนการที่เตรียมเอาไว้” – รมว.กลาโหมรัสเซีย กล่าว

นอกจากนี้ทางรัฐบาลรัสเซียและซีเรีย ยังสามารถจับกุม สายลับอังกฤษ และอเมริกาได้ โดยสายลับกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่ชี้นำกลุ่มก่อการร้ายและกลุ่มหมวกกันน็อคสีขาว (White helmets) ให้ใช้อาวุธเคมีกับประชาชนซีเรีย และมีหลักฐานชี้ว่า กลุ่มหมวกกันน็อคสีขาว หรือ NGO จัดตั้งที่รัฐบาลอังกฤษคอยสนับสนุนและก่อสร้างขึ้น มีส่วนร่วมใช้อาวุธเคมีทำร้ายชาวซีเรียกับกลุ่มก่อการร้ายด้วย

3) Robert Fisk นักข่าวมืออาชีพ ซึ่งเคยได้รางวัลนักข่าวยอดเยี่ยมของสหราชอาณาจักร (the British Press Awards’ Journalist of the Year ) 2 ครั้ง ปัจจุบันทำงานให้หนังสือพิมพ์ Independent ของอังกฤษ เป็นนักข่าวคนแรกที่เข้าไปยังพื้นที่ซึ่งอ้างว่ารัฐบาลอัสสาดของซีเรีย ใช้ก๊าซพิษทำร้ายประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยว่า ไม่มีการใช้ก๊าซพิษโดยรัฐบาลซีเรีย ทำร้ายประชาชนที่เมืองเดามา (Douma) ในวันที่ 7 เมษายน ตามที่กลุ่มหมวกกันน็อคสีขาว (The White Helmets) หรือ NGOs จัดตั้งใต้งบประมาณกว่า 200 ล้านปอนด์ของอังกฤษ ส่งข่าวมาบอก อันเป็นเหตุอนุมัติให้อเมริกาและพันธมิตรส่งเรือรบไปถล่มซีเรีย

จากการสัมภาษณ์ทั้งหมอ ทั้งพยาบาล ซึ่งรับผิดชอบในการดูแลคนไข้ที่อาจได้รับสารพิษ และประชาชนซีเรียที่ถูกนำตัวเข้าโรงพยาบาลเพราะสูดควันและฝุ่นซึ่งคลุ้งไปทั่วบริเวณอันเกิดจากระเบิด  เขาได้ข้อสรุปตรงกันว่า ไม่มีการโจมตีประชาชนด้วยก๊าซ Chlorine ตามที่รัฐบาลอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศสกล่าวอ้าง มีแต่ควันและฝุ่นตลบจากแรงระเบิดทำให้ประชาชนสำลัก ต้องเข้าไปรักษาพยาบาลเท่านั้น

4) Richard Black – วุฒิสมาชิก รัฐเวอร์จิเนีย  เผยว่า การใช้ก๊าซพิษในซีเรียเป็นการจัดฉากของรัฐบาลอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศส โดยได้ชักใยให้ กลุ่มหมวกกันน็อกขาว ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ ใช้อาวุธเคมีในเดามาทางตะวันออกของโคตะ และป้ายสีให้รัฐบาลซีเรีย

ในเว็บไซต์ Global Research ระบุว่า วุฒิสมาชิก Richard Black เกิดความสงสัยเกี่ยวกับเหตุผล ที่ทำให้กองทัพซีเรีย จำเป็นต้องใช้ ก๊าส Chlorine ในเมื่อตนประสบความสำเร็จในชัยชนะเหนือกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง และเพียงหนึ่งวันก่อนที่จะมีการอพยพผู้ก่อการร้าย “Jaish al-Islam” จากเดามา

Richard Black ได้สอบสวนความจริงเกี่ยวกับการใช้อาวุธเคมีในเดามา ซึ่งถูกปฏิเสธโดยแพทย์ที่โรงพยาบาลประจำเมือง

“มีหมอจากโรงพยาบาลประจำเมืองเดามา ผู้ซึ่งระบุว่า “พวกเขาไม่ได้รับผู้บาดเจ็บใดๆ ไม่มีใครถูกส่งเข้ามา(ที่โรงพยาบาล)” – Black ชี้แจง

เขาเปรียบเปรยว่า ข้อกล่าวหาของสหรัฐฯที่มีต่อรัฐบาลซีเรียอย่างเลื่อนลอย กรณีการใช้ก๊าซพิษ ก่อนที่ออกผลการตรวจสอบอย่างชัดเจน มีความคล้ายคลึงกับข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงต่างๆ ซึ่งสหรัฐฯได้เคยอ้าง เพื่อบุกรุกอิรักเมื่อหลายปีก่อน

นอกจากนี้ วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ยังได้เรียกร้องให้ยุติการปรากฎตัวทางทหารของสหรัฐฯในซีเรีย

5) พลตรี Jonathan Shaw – อดีตหัวหน้าหน่วยรบพิเศษอังกฤษ (SAS) ชี้  ไม่มีใครในกองทัพเชื่อว่าประธานาธิบดีอัสซาดอยู่เบื้องหลังการโจมตีทางเคมีในเดามา (Douma)

พลตรี Jonathan Shaw ได้ท้าทายประเด็นที่สื่อกระแสหลักกล่าวอ้าง ซึ่งแสดงว่า ประธานาธิบดีอัสซาด ได้ทำร้ายพลเรือนของเขา โดยกล่าวว่า “อัสสาดจะใช้อาวุธเคมีในตอนนี้ไปเพื่ออะไร? เขาชนะสงครามแล้ว”

“นั่นไม่ใช่แค่ความเห็นของผม ทว่ายังเป็นความคิดเห็นของผู้บัญชาการระดับอาวุโสภายในกองทัพสหรัฐฯด้วย มันไม่มีเหตุผล เบื้องหลังการมีส่วนร่วมของอัสซาด” อดีตหัวหน้าหน่วยรบพิเศษ SAS อังกฤษกล่าว

รายงานจาก Dailymail.co.uk: ในการพูดคุยพิเศษกับ The Mail เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อดีตผู้บัญชาการทหารพิเศษ SAS และกองทหารพลร่ม กล่าวเพิ่มเติมว่า: กลุ่มญิฮาดิสต์ และกลุ่มต่อต้านต่างๆที่ต่อสู้กับอัสซาด มีแรงจูงใจมากกว่า ในการโจมตีพลเรือนด้วยอาวุธเคมี และทำให้ดูเหมือนกับว่า อัสซาดเป็นผู้กระทำ

“แรงจูงใจของพวกเขา คือการที่พวกเขาต้องการให้ชาวอเมริกันยังคงมีความเกี่ยวข้องในสงคราม – ตามที่ทรัมป์ กล่าวว่า สหรัฐฯกำลังจะถอนกำลังออกจากซีเรีย เพื่อให้ฝ่ายอื่นๆเข้ามาจัดการแทน”

นอกจากนี้ มุมมองของเขายังถูกสะท้อน โดยพลเรือเอก Lord West อดีตหัวหน้ากองทัพเรือ ซึ่งกล่าวว่า “ถ้าผมจะให้คำปรึกษาแก่ประธานาธิบดีอัสซาด ผมจะแนะนำให้เขาใช้อาวุธเคมีไปทำไมกันในจุดนี้? มันไม่ได้มีเหตุผลอันใดเลย แต่สำหรับกลุ่มต่อต้านแล้ว ผมเห็นได้ว่า ทำไมพวกเขาต้องการใช้มัน’

6) ศาสตราจารย์ Theodore Postol นักวิทยาศาสตร์สถาบัน MIT (สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ Massachusetts Institute of Technology)ที่มีชื่อเสียงมานานในเรื่องงานวิจัยและการศึกษาในสาขาเคมี ฟิสิกส์ และวิศวกรรมศาสตร์สาขาต่าง ๆ  ออกมาเผยว่า ข้อมูลหลักฐานที่กล่าวหารัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีกับประชาชนของตนเอง โดยรัฐบาลอเมริกานั้นไม่เพียงพอ เป็นการจัดฉากของกลุ่มก่อการร้าย และจำเป็นต้องสืบให้ได้ว่าใครคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง

เขากล่าวว่า “ผมได้ทบทวนดูเอกสาร (จากกลุ่มหมวกกันน็อคขาว) และผมเชื่อมั่นว่ามันแสดงให้เห็น อย่างมิต้องสงสัยว่า เอกสารดังกล่าวนั้นมิอาจนำเสนอหลักฐาน หรืออะไรก็ตามที่รัฐบาลสหรัฐฯอ้างว่ารู้อย่างแจ่มแจ้งว่า รัฐบาลซีเรียคือ ผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีด้วยอาวุธเคมี ในเมือง Khan Sheikhoun ของประเทศซีเรีย ในเวลาประมาณ 06:00 – 07:00 นาฬิกา เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2017”

7) องค์การสหประชาชาติ เผยเองว่ากลุ่มก่อการร้ายใช้อาวุธเคมี ไม่ใช่รัฐบาลซีเรีย

นักการทูตอาวุโสจาก U.N ได้เคยกล่าวในปีพ. ศ. 2556 ว่า คำยืนยันจากเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กลุ่มกบฏ ไม่ใช่รัฐบาลซีเรีย เป็นฝ่ายที่ใช้ก๊าซซาริน ในช่วงเหตุการณ์ปฏิวัติชาติ

Carla del Ponte ซึ่งเป็นสมาชิกของคณะกรรมการสอบสวนอิสระระหว่างประเทศของสหประชาชาติกรณีซีเรีย ได้บอกกับทาง Swiss TV ว่า “มีข้อสงสัยที่เข้มแข็ง และเป็นรูปธรรม แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้” ว่า กลุ่มกบฏ ซึ่งต้องการขับไล่ประธานาธิบดีอัสสาด เป็นฝ่ายใช้อาวุธเคมี

เธอบอกว่า คณะผู้อภิปรายของเธอยังไม่เห็นหลักฐานใด ๆ ที่บ่งชี้ว่า กองกำลังของรัฐบาลซีเรียทใช้อาวุธเคมีตามรายงานโดย BBC ทั้งนี้เธอเสริมว่า จะต้องมีการสืบสวนเพิ่มเติม

สรุป

จากรายงานข้างต้นทั้งหมด เราได้ข้อสรุปว่า ไม่มีการใช้อาวุธเคมีโดยรัฐบาลอัสสาด ทำร้ายประชาชนซีเรีย ที่เมืองเดามา (Douma) เมื่อวันที่ 7 เมษายน ตามที่สหรัฐฯและพันธมิตรกล่าวอ้าง

ขณะที่พวกเขาเองเป็นฝ่ายจัดการส่งกลุ่มก่อการร้ายเข้าไปในซีเรียเพื่อเตรียมใช้อาวุธเคมีในวันที่ดังกล่าว โดยมีกลุ่มคนในเครือข่าว3 กลุ่ม ได้รับมอบมายให้ดำเนินการ กลุ่มที่ 1 คือ กลุ่มสายลับอังกฤษและอเมริกา ถือเป็นคนสั่งการในการปฏิบัติการ กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่ม NGOs จัดตั้ง ภายใต้ชื่อ กลุ่มหมวกกันน็อคสีขาว (The White Helmets) และกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มก่อการร้าย Jaysh Al-Islam ซึ่งอิสราเอลและซาอุฯให้การ สนับสนุน

อย่างไรก็ตามแผนการดังกล่าว ถูกสกัดเอาไว้ โดยรัฐบาลรัสเซีย และซีเรีย เมื่อได้ข่าวล่วงหน้าว่าจะมีกลุ่มก่อการรร้ายใช้อาวุธเคมีเพื่อเป็นข้ออ้างให้กลุ่มพันธมิตรนาโต้โจมตีรัฐบาลซีเรีย  อันนำไปสู่การชิงบุกพื้นที่ต้องสงสัยก่อน ทำให้รัฐบาลซีเรีย จับได้ทั้งสายลับอังกฤษ และอเมริกา และยึดหลักฐานสำคัญ ทั้งอาวุธเคมี เครื่องแต่งกายกันก๊าซพิษของกลุ่มหมวกกันน็อกขาว และอุปกรณ์ในห้องแล็บได้

เมื่อรัฐบาลซีเรียมีทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุและพยานแวดล้อม  U.N จึงมีมติส่งเจ้าหน้าที่หน่วยตรวจสอบอาวุธเคมี (the Organisation for the Prohibition of Chemical Weapons =OPCW) ไปลงพื้นที่และเริ่มดำเนินการตรวจสอบในวันเสาร์ที่ 14เมษายน โดยเป้าหมายหนึ่งที่จะเดินทางไปเยี่ยมคือ ศูนย์วิจัยและเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (The Scientific Research and Learning Centre) ในกรุงดามัสคัสของซีเรีย

ด้วยความร้อนรน ในวัตถุประสงค์เพื่อทำลายหลักฐาน รัฐบาลอังกฤษและอเมริกาจึงรีบตัดสินใจเลือกเอาวันที่ 14 เมษายนในตอนเช้ามืดเพื่อโจมตี รายงานจากสื่อหลายสำนักกล่าวว่า กระทรวงกลาโหมรัสเซียแจ้งว่าอเมริกาและพันธมิตร ยิงขีปนาวุธไม่น้อยกว่า 90-100 ลูกถล่มดามัสคัส แต่มีเพียง  7 ลูกเท่านั้นที่โดนเป้า โดยไม่มีเป้าใดที่เป็นที่พักของไอสิสหรือกลุ่มก่อการร้ายเลย มีแต่เป้าที่เป็นของรัฐบาลซีเรียเท่านั้น

The Damascus sky lights up missile fire as the U.S. launches an attack on Syria targeting different parts of the capital early Saturday, April 14, 2018. Syria’s capital has been rocked by loud explosions that lit up the sky with heavy smoke as U.S. President Donald Trump announced airstrikes in retaliation for the country’s alleged use of chemical weapons. (AP Photo/Hassan Ammar)

ขณะที่หนึ่งในเป้าหมายคือ สถาบันวิจัยและเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของซีเรีย เพราะคาดว่า รัฐบาลซีเรียได้นำหลักฐานต่างๆไปเก็บไปไว้ที่นั่น แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะสถานที่ดังกล่าวเป็นเพียงสถาบันวิจัยโรคมะเร็งและเปิดให้ประชาชนเข้ามาเรียนรู้ความก้าวหน้าด้านงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น และองค์การสหรประชาชาติก็ได้ข้อมูลเดียวกันภายหลังการลงพื้นที่ตรวจสอบ ซึ่งพบว่า ศูนย์ดังกล่าวเป็นศูนย์วิจัยและผลิตยาโรคมะเร็ง ซึ่งไม่มีร่องรอยของการทดลองอาวุธหรือพัฒนาอาวุธเคมีใดๆ ดังที่รัฐบาลอเมริกากล่าวอ้าง

ด้วยประการฉะนี้ ทำให้ การกล่าวหาว่า ประธานาธิบดีอัสสาดใช้ก๊าซพิษฆ่าประชาชนของตนเอง เป็นเพียงความเท็จที่ถูกกุขึ้น โดยอเมริกา และพันธมิตรตะวันตก นอกจากนี้ เราพบว่าข้อกล่าวหาที่ว่านี้ มีที่มาจากสื่ออเมริกาและตะวันตกทั้งสิ้น นอกจากนี้แล้วไม่มีหลักฐานใดอีก ที่เชื่อมโยงการใช้อาวุธเคมีในซีเรียไปถึงประธานาธิบดีอัสสาดแม้แต่ครั้งเดียว

อีกประเด็นที่สำคัญคือ ทุกกรณีที่มีข่าว เมื่อตรวจสอบดูหลักฐานแล้ว กลับพบว่า เป็นกลุ่มก่อการร้ายไอสิส และกลุ่มก่อการร้ายต่อต่านรัฐบาลซีเรียต่างหาก ที่เป็นฝ่ายนำอาวุธเคมีไปใช้ แล้วป้ายสีให้รัฐบาลซีเรียทั้งสิ้น ทั้งนี้เรามีแหล่งยืนยันจาก องค์กรอิสระในลอนดอนถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า กลุ่มก่อการร้ายไอสิสใช้ก๊าซพิษทำร้ายประชาชนในอิรักและซีเรียไปทั้งหมด 52 ครั้ง

……….

ข้อมูลบางส่วนเรียบเรียงและรวบรวมจากแหล่งข่าวทางเลือกที่เกี่ยวข้อง และข้อสรุปการเคลื่อนไหวทางการเมืองโลก โดย แฟนบุ๊กเพจ อาจารย์ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์